posttoday
ดัชนีแข่งขัน SME ไตรมาส 1 ลดลงแตะ 45.9 ต้นทุน–สภาพคล่องกดดันธุรกิจ

ดัชนีแข่งขัน SME ไตรมาส 1 ลดลงแตะ 45.9 ต้นทุน–สภาพคล่องกดดันธุรกิจ

19 มิถุนายน 2569

ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SME ในไตรมาส 1/2569 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.9 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 50 สะท้อนถึงภาวะชะลอตัวของธุรกิจ

KEY

POINTS

  • ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SME ในไตรมาส 1/2569 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.9 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 50 สะท้อนถึงภาวะชะลอตัวของธุรกิจ
  • ปัจจัยกดดันหลักมาจากต้นทุนธุรกิจที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงาน ปัญหาสภาพคล่อง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
  • ธุรกิจขนาดกลางเป็นกลุ่มเดียวที่ยังขยายตัวได้ (ดัชนี 52.5) ในขณะที่ธุรกิจรายย่อย (Micro SME) ได้รับผลกระทบหนักที่สุด (ดัชนี 37.6)

สถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจ “ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาสที่ 1/2569” พบว่า ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs โดยรวมอยู่ที่ระดับ 45.9 ลดลง 1.4 จุด จากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 47.4 สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจ SMEs ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน สภาพคล่อง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

 

การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 27–30 เมษายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 659 ราย ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการ 41.6% ธุรกิจการผลิต 32.0% และธุรกิจการค้า 26.5% ขณะที่เมื่อจำแนกตามขนาดธุรกิจ พบว่าส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรายย่อย หรือ Micro SMEs คิดเป็น 61.0%

 

ผลสำรวจรายองค์ประกอบพบว่า ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจอยู่ที่ระดับ 45.4 ลดลง 2.4 จุด ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจอยู่ที่ระดับ 47.2 ลดลง 0.5 จุด และดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจอยู่ที่ระดับ 45.2 ลดลง 1.4 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยค่าดัชนีที่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนว่าสถานการณ์โดยรวมของ SMEs ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว

 

เมื่อจำแนกตามขนาดธุรกิจ พบว่า ธุรกิจรายย่อย หรือ Micro SMEs มีดัชนีรวมอยู่ที่ระดับ 37.6 ซึ่งยังต่ำกว่าระดับ 50 อย่างชัดเจน สะท้อนข้อจำกัดด้านสต็อกวัตถุดิบ สภาพคล่อง และการสร้างแบรนด์ ขณะที่ธุรกิจขนาดย่อมมีดัชนีรวมอยู่ที่ระดับ 45.3 และธุรกิจขนาดกลางมีดัชนีรวมอยู่ที่ระดับ 52.5 ถือเป็นกลุ่มเดียวที่มีดัชนีสูงกว่าระดับ 50 แสดงถึงศักยภาพการแข่งขันที่ยังขยายตัวได้

 

ด้านประเภทธุรกิจ พบว่า ธุรกิจการผลิตมีดัชนีรวมสูงสุดที่ระดับ 47.6 โดยมีความสามารถในการทำธุรกิจโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม ขณะที่ธุรกิจการบริการมีดัชนีรวมอยู่ที่ระดับ 45.9 และธุรกิจการค้ามีดัชนีรวมอยู่ที่ระดับ 44.4 ซึ่งได้รับผลกระทบจากยอดคำสั่งซื้อและกำลังซื้อที่ชะลอตัว

 

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังสะท้อนผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานต่อผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยผู้ประกอบการ 71.7% ระบุว่าได้รับผลกระทบในระดับปานกลางถึงมาก โดย 38.8% คาดว่าต้นทุนธุรกิจจะเพิ่มขึ้น 5–10% และ 32.8% คาดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 5% ขณะที่ SMEs โดยเฉลี่ยสามารถตรึงราคาสินค้าและบริการได้เพียงประมาณ 3 เดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

 

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการ 37.2% มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ โดยเฉลี่ยประมาณ 8.0% และผู้ประกอบการ 74.9% มองว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มแย่ลง หากวิกฤตราคาพลังงานยังคงดำเนินต่อไป

 

สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ผู้ประกอบการ SMEs เห็นว่าภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระต้นทุน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และค่าขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจ ควบคู่กับการสนับสนุนเงินทุนและสภาพคล่อง การผ่อนปรนเงื่อนไขสินเชื่อ การจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การส่งเสริมตลาดและฐานลูกค้าใหม่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงมาตรการลดภาษีและการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

 

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า SMEs ไทยยังอยู่ในช่วงเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยที่มีความเปราะบางสูงกว่ากลุ่มอื่น ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางยังมีศักยภาพในการแข่งขันและสามารถขยายตัวได้ การเร่งออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด ทั้งด้านต้นทุน สภาพคล่อง ตลาด และการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองและฟื้นฟูภาค SMEs ให้กลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ดัชนีแข่งขัน SME ไตรมาส 1 ลดลงแตะ 45.9 ต้นทุน–สภาพคล่องกดดันธุรกิจ

ข่าวล่าสุด

เจาะลึก IG 2026: เจน Z ชูโรง 80% ดันแชท DM โต 70% พลิกโฉมธุรกิจไทย

เจาะลึก IG 2026: เจน Z ชูโรง 80% ดันแชท DM โต 70% พลิกโฉมธุรกิจไทย