
ภูมิใจไทยระอุ! อนุทินขีดเส้นหนึ่งปี วัดผลงานก่อนรื้อโควตาเก้าอี้ในพรรค
ภูมิใจไทยร้อนระอุ เมื่ออนุทินขีดเส้น 1 ปีวัดผลงาน รื้อสูตรโควตาเดิม เปิดเกม 70:30 ใครนิ่งเสี่ยงหลุดเก้าอี้กลางแรงกดดันการเมืองรอบด้าน เขย่าสมดุลทั้งพรรคแรง
KEY
POINTS
- อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขีดเส้นตาย 1 ปี ให้รัฐมนตรีและ สส. ในสังกัดเร่งสร้างผลงาน หากไม่เป็นที่ประจักษ์อาจถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่ง
- พรรคเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินใหม่ โดยให้น้ำหนักกับผลงาน การปกป้องพรรค และบทบาทต่อสาธารณะ 70% และลดความสำคัญของโควตาตามกลุ่มการเมืองลง
- การปรับเปลี่ยนนี้มีขึ้นเพื่อตอบโต้กระแสวิจารณ์และกระตุ้นให้ทุกคนในพรรคทำงานเชิงรุกในการปกป้องภาพลักษณ์พรรคมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มีผลงานโดดเด่นได้เติบโต
แรงสั่นสะเทือนในพรรคภูมิใจไทยถูกจับตาเข้มข้น เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยในฐานะหัวหน้าพรรค ส่งสัญญาณชัดถึงรัฐมนตรี สส. และประธานกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรค ให้เร่งสร้างผลงานเชิงประจักษ์ในระยะเวลา 1 ปี หากไม่สามารถพิสูจน์บทบาทได้ อาจถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่งทันที โดยไม่ยึดติดกับระบบโควตาเดิม
คำเตือนครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการกระตุ้นให้คนในพรรคทำงานมากขึ้น แต่สะท้อนการเปลี่ยนกติกาอำนาจภายในพรรคอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่จำนวน สส. ในมุ้ง หรือแรงสนับสนุนทางการเมือง เคยเป็นปัจจัยหลักในการรักษาเก้าอี้รัฐมนตรีและตำแหน่งสำคัญ แต่เกณฑ์ใหม่กลับให้น้ำหนักกับ “ผลงาน” และ “บทบาทต่อสาธารณะ” มากขึ้นอย่างชัดเจน
ตามข้อมูลที่ปรากฏ พรรคกำหนดเกณฑ์ประเมินใหม่ในสัดส่วน 70:30 โดย 70% อยู่ที่การแสดงฝีมือ การชี้แจงประเด็นร้อน การปกป้องภาพลักษณ์พรรค และการออกมารับแรงปะทะเมื่อรัฐมนตรีหรือโครงการของพรรคถูกโจมตี ขณะที่อีก 30% จึงเป็นเรื่องจำนวน สส. ในมุ้ง หรือฐานสนับสนุนเดิม ซึ่งถูกลดความสำคัญลงจากอดีต
ที่มาของแรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเผชิญกระแสโจมตีหลายด้าน ทั้งโครงการ Thai AI Passport ปัญหาที่ดินเขากระโดง และประเด็นนอมินีในพื้นที่ภูเก็ต ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่กระทบต่อภาพลักษณ์พรรคโดยตรง ที่ผ่านมาพรรคถูกมองว่าตกอยู่ในภาวะตั้งรับ ขณะที่คนในพรรคบางส่วนไม่ได้ออกมาช่วยชี้แจงอย่างเป็นระบบ จนทำให้ความเชื่อมั่นถูกสั่นคลอน
สัญญาณครั้งนี้จึงถูกอ่านว่าเป็นคำสั่งให้ทุกคนในพรรคต้อง “Active” มากขึ้น ไม่ใช่เพียงทำงานตามตำแหน่ง แต่ต้องพร้อมยืนหน้าเวที อธิบาย ปกป้อง และสร้างแต้มทางการเมืองให้พรรค โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคถูกตรวจสอบจากสังคมอย่างหนัก
นอกจากนี้ ยังมีการมองว่าคำเตือนดังกล่าวอาจไม่ได้มาจากนายอนุทินเพียงคนเดียว แต่เชื่อมโยงกับบทบาทของ “ผู้ดูแลจิตวิญญาณ” หรือ “ครูใหญ่” ของพรรค ซึ่งมีอิทธิพลต่อทิศทางใหญ่และบรรยากาศภายในที่ประชุม ทำให้แรงกระเพื่อมครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าการส่งสัญญาณตามปกติ
ผลที่เกิดขึ้นเริ่มเห็นทันที เมื่อรัฐมนตรีและ สส. หลายคนเริ่มเคลื่อนไหวคึกคักขึ้น ทั้งการลงพื้นที่เร่งแก้ปัญหาในจังหวัดภูเก็ต และบทบาทในกรรมาธิการที่ออกมาปกป้องโครงการของพรรคอย่างเข้มข้นขึ้น เพื่อแสดงผลงานให้เข้าตาผู้นำ
เกณฑ์ใหม่นี้ยังเปิดโอกาสให้ สส. ไร้มุ้ง หรือผู้ที่ไม่มีฐานกลุ่มใหญ่ ได้ขยับขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ หากสามารถสร้างบทบาทโดดเด่นให้พรรคได้จริง ในทางกลับกัน ผู้ที่เคยพึ่งพาโควตาเดิมอาจต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้น
จากนี้ไป ภูมิใจไทยจึงไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครมีมุ้งใหญ่แค่ไหน แต่อาจวัดกันว่าใครพร้อมออกมายืนรับแรงปะทะ ปกป้องพรรค และเปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นแต้มทางการเมืองได้มากกว่ากัน







