
เอกชนห่วง SME รับกติกาโลกไม่ทัน หวั่นซ้ำรอยวิกฤตในปี 1980
เอกชน-ภาคอุตฯ ห่วง SME รับกติกาโลกไม่ทัน หลายรายเคว้ง หวั่นซ้ำรอยคลื่นกติกาโลกปี 1980 จี้รัฐวางโรดแมปยาวหนุนเปลี่ยนผ่าน เพิ่มความชัดเจน ก่อนถูกกีดกันจากตลาดโลก
จากที่ “โพสต์ทูเดย์” นำเสนอไปก่อนหน้านี้ถึงคลื่นกติกาโลกด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการค้าและการลงทุนทั่วโลก ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจ
https://www.posttoday.com/smart-sme/743711
https://www.posttoday.com/smart-sme/743884
แม้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่จะเริ่มขยับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือกับกติกาใหม่เหล่านี้แล้ว แต่เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนกลับชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า SME จำนวนมากยังอยู่ในภาวะ "ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร"
และกำลังเผชิญความท้าทายจากการขาดความชัดเจนของนโยบาย แนวทางปฏิบัติ และการสนับสนุนที่เพียงพอ ซึ่งโพสต์ทูเดย์ สรุปความเห็นของภาคเอกชนผ่านงาน EARTH JUMP 2026 ดังนี้
ธุรกิจใหญ่หนีไม่พ้น ESG แต่ SME ยังไม่รู้จะเดินอย่างไร
พิชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ถูกบังคับด้วยกติกา DJSI (Dow Jones Sustainability Index) ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนด้านความยั่งยืนสูงถึง 30% หากบริษัททำคะแนนได้ไม่ดี ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและคู่ค้าต่างประเทศ
โดยเฉพาะในยุโรปที่ใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาทำธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือผู้ประกอบการ ซึ่งหอการค้าไทยทำงานใกล้ชิดอยู่ทั่วประเทศ หลายคนยังมีคำถามและความกังวลเกี่ยวกับการปรับตัว โดยเฉพาะเรื่องความชัดเจนของนโยบาย หลายคนอยากรู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร และหากลงทุนไปแล้วกฎระเบียบเปลี่ยนจะต้องทำอย่างไรต่อ
“SME ต้องการความชัดเจน ต้องการเห็นทิศทางตลาด และต้องการความมั่นใจในการลงทุน อยากให้ภาครัฐ มีกลไกการสนับสนุน มีนโยบายด้าน Green และ Sustainability ที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และไม่เปลี่ยนบ่อย (ตามความเปลี่ยนแปลงในบริบททางการเมือง) เพราะถ้าเขามั่นใจ เขาก็จะกล้าลงทุน”
พิชัย กล่าวต่อว่า ภาคธุรกิจอยากเห็นแผนงานหรือโรดแมประยะยาวอย่างน้อย 5-10 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนปรับตัวได้อย่างเหมาะสม และต้องเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานของต่างประเทศด้วย
นอกจากนี้ การออกกฎระเบียบใหม่ไม่ควรทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่ามีแต่ข้อกำหนดหรือภาระเพิ่มขึ้น แต่ควรมาพร้อมการสนับสนุนด้านตลาด ความร่วมมือทางธุรกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นว่าการลงทุนเพื่อความยั่งยืนจะนำไปสู่โอกาสทางการค้าในอนาคต
“ไม่อยากให้รู้สึกว่ามีแต่กฎออกมาให้ทำ แต่ไม่มีใครช่วยสนับสนุน อยากให้ช่วยหาตลาด สร้างโอกาส และทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่าถ้าปรับตัวแล้วจะมีอนาคตจริง”
บทเรียนจากปี 1980 อย่าปล่อย SME ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
พิชัยยกกรณีศึกษาในช่วงทศวรรษ 1980 บริษัทเคยทำโรงงานการ์เมนท์ (Garment) และต้องเผชิญกับกฎข้อบังคับจำนวนมาก เช่น การห้ามใช้แรงงานเด็ก และมาตรฐานด้านสภาพแวดล้อม
ตอนนั้นมีบริษัทเล็ก ๆ ที่ไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ ทำให้เสื้อผ้า ถูกปฏิเสธ (Reject) จนหลายบริษัทต้องนำเสื้อผ้ามาลดราคาขายทิ้งเป็นล้าน ๆ ตัว
ในส่วนนี้ พิชัยระบุว่าบริษัทต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทราคาแพงมาทำการตรวจสอบ (Audit) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
ดังนั้น กังวลว่า หาก SME ในปัจจุบันไม่เร่งปรับตัวหรือทำความเข้าใจเกณฑ์ความยั่งยืนใหม่ ๆ ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนในอดีตที่สินค้าถูกปฏิเสธจากตลาดได้
คล้ายกับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้นโยบายภาครัฐจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แต่เอสเอ็มอีจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจดั้งเดิมที่ดำเนินกิจการมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ยังไม่เข้าใจแนวคิดใหม่ ๆ อย่าง BCG หรือ ESG มากนัก
“บางคนยังงงอยู่เลยว่าคำเหล่านี้คืออะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ทำได้จริง และมีเหตุผล”
โดยมองว่าภาครัฐควรมีทั้งคู่มือ แนวทางปฏิบัติ เช็กลิสต์ ระบบติดตามผล และโรดแมปที่ชัดเจน รวมถึงควรจัดทำคู่มือเฉพาะสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร ร้านอาหาร ท่องเที่ยว หรือโรงแรม เพราะแต่ละธุรกิจมีความต้องการแตกต่างกัน
อย่าโยนภาระให้ซัพพลายเออร์เพียงฝ่ายเดียว
ในส่วนของบริษัทขนาดใหญ่ พิชัย แสดงความเห็นว่าไม่ควรเพียงส่งต่อข้อกำหนดไปยังซัพพลายเออร์เท่านั้น แต่ต้องช่วยสร้างความเข้าใจ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสนับสนุนเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนให้กับคู่ค้าด้วย
“ถ้าซัพพลายเออร์ทำไม่ได้ สุดท้ายทั้งห่วงโซ่อุปทานก็เดินต่อยาก เพราะเขาเป็นคนส่งของให้เรา ดังนั้นต้องช่วยให้เขาเข้าใจและทำได้จริง”
ทั้งนี้มองว่า การเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนไม่ควรถูกมองเป็นวิกฤต แต่เป็นเรื่องของการปรับตัว โดยบริษัทขนาดใหญ่สามารถช่วยเอสเอ็มอีได้ทั้งการถ่ายทอดความรู้ ให้คำแนะนำ และแบ่งปันเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องเงินทุน เนื่องจากเอสเอ็มอีจำนวนมากยังมีข้อจำกัดในการลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรหรือพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ จึงอยากให้ภาคการเงินออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์มากขึ้น
“เอสเอ็มอีต้องการสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่าย โดยเฉพาะ Green Loan หรือสินเชื่อพิเศษที่ขั้นตอนไม่ซับซ้อนและอนุมัติได้รวดเร็ว”
พร้อมกันนี้ยังเห็นว่ามาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น เงินช่วยเหลือสูงสุด 200,000 บาท สำหรับการเปลี่ยนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ถือเป็นโครงการที่ดี แต่ยังมีผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ทราบข้อมูล จึงอยากให้ธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงผู้ประกอบการได้มากขึ้น
สุดท้าย พิชัยแนะ SME ให้เริ่มปรับตัวจากสิ่งง่ายๆ ใกล้ตัว เริ่มจากอะไรง่ายๆ ก่อน หรือลดความสูญเสีย เช่น ลดการใช้น้ำ ใช้ไฟ พอเห็นผลชัดเจนว่าต้นทุนลด ค่อยมาเพิ่มประสิทธิภาพ อย่างการเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED เปลี่ยนมาใช้ Solar Roof แม้มันเป็นการก้าวช้าๆ แต่มันจะเริ่มเร็วเมื่อ SME เห็นผล เขาก็จะเพิ่มความสนใจ
ส.อ.ท. ชี้เอสเอ็มอีต้องการ 'ระบบสนับสนุนครบวงจร'
ด้านปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าวว่า ปัจจุบัน ส.อ.ท. มีสมาชิกมากกว่า 7,000 ราย โดยประมาณ 70% เป็นผู้ประกอบการ SME ดังนั้นสิ่งที่ SME ต้องการมากที่สุดคือการเชื่อมโยงนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้จริง
“SME มีข้อจำกัดเรื่องเงินทุน เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือต้องทำให้เห็นว่าลงทุนไม่มาก แต่เห็นผลได้จริง อันนี้สำคัญมาก”
ปรีดากล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยภาครัฐควรมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ขณะที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มขับเคลื่อนเรื่อง ESG อย่างจริงจัง มีหน่วยงานเฉพาะคอยติดตามข้อมูลและผลักดันเป็นค่านิยมภายในองค์กร
อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีจำนวนมากไม่มีบุคลากรหรือทรัพยากรเพียงพอที่จะตั้งหน่วยงานมาดูแลเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะ จึงเป็นหน้าที่ขององค์กรขนาดใหญ่ที่จะช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ แชร์ประสบการณ์ และสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นในวงกว้าง
“เอสเอ็มอีคนไม่เยอะ จะให้ตั้งหน่วยงานด้าน ESG เหมือนองค์กรใหญ่คงทำได้ยาก เพราะฉะนั้นองค์กรใหญ่ต้องช่วยแชร์ความรู้และประสบการณ์ให้เขา”
เริ่มจากลดพลังงาน ก่อนต่อยอดสู่การลดคาร์บอน
สำหรับจุดเริ่มต้นที่เอสเอ็มอีสามารถดำเนินการได้ทันที คือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในโรงงาน เพราะเป็นเรื่องที่ลงทุนไม่สูง เห็นผลได้เร็ว และช่วยลดต้นทุนควบคู่ไปกับการลดการปล่อยคาร์บอน
“เรื่องพลังงานเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้จริง ลงทุนน้อย เห็นผลไว และช่วยลดคาร์บอนได้โดยตรง”
อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีต้องการการสนับสนุนแบบครบวงจร ตั้งแต่การประเมินช่องว่างหรือ Gap ของธุรกิจ เพื่อดูว่ามีจุดใดที่สามารถปรับปรุงได้บ้าง ไปจนถึงการแนะนำเทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมถึงการเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี
“ถ้าเขาเห็นภาพว่าต้องปรับอะไร ใช้เทคโนโลยีอะไร และมีคนช่วยแนะนำ เขาก็สามารถเริ่มลงมือทำได้เลย”
ปรีดา กล่าวอีกว่า แม้หลายมาตรการจะเริ่มต้นได้จากการปรับปรุงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ในระยะยาวยังต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางการเงินเข้ามาสนับสนุน โดยเฉพาะสินเชื่อที่เข้าถึงได้ง่ายและตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านของเอสเอ็มอี
“สิ่งที่จะทำให้เอสเอ็มอีแข็งแรงได้ คือการช่วยกันทั้งระบบ มีมาตรการที่ดี มีแหล่งเงินทุน และมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง”
กติกาใหม่กำลังมา เป้าหมายต้องอยู่รอด
นอกจากนี้ เขามองว่ากฎกติกาด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด EPR (Extended Producer Responsibility) การออกแบบผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศ (Eco-design) หรือสินค้าเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Product) ซึ่งล้วนเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
“ต่อไปจะผลิตสินค้าแบบใช้แล้วทิ้ง หรือผลิตเกินความต้องการไม่ได้แล้ว เพราะสิ่งที่เหลือกลายเป็นขยะ ผู้ผลิตต้องคิดตั้งแต่การออกแบบสินค้าให้ใช้งานได้นาน ซ่อมได้ ใช้ซ้ำได้ และเกิดของเสียน้อยที่สุด” ปรีดา กล่าวทิ้งท้าย







