
คลื่นกติกาสีเขียวถาโถม SME กฎคาร์บอน-Biodiversity-พ.ร.บ.โลกร้อนรออยู่
เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น แต่คลื่นกติกาสีเขียวถาโถม SME เมื่อกฏกติกาด้านสิ่งแวดล้อมโลกยังเดินหน้า จาก CBAM ถึงความหลากหลายทางชีวภาพ สู่ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน ที่อาจคลอดอีกไม่นาน
นอกจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ จากวิกฤตต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่แล้ว ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่ม SME ยังคงเผชิญกับความท้าทายจาก “กติกาสิ่งแวดล้อม” ที่กำลังเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก
แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศในฝั่งสหรัฐ และตะวันออกกลาง รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะก่อให้เกิดความปั่นป่วนหนัก ยังไม่คลี่คลายถึงตอนนี้ จนทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมถูกพูดถึงน้อยลง
แต่ในความเป็นจริง กลไกด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเดินหน้าและอัปเดทเงื่อนไขอยู่ตลอด โดยเฉพาะจากฝั่งสหภาพยุโรป (EU)
หนึ่งในมาตรการที่เดินหน้าไปแล้วอย่าง Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการผลิต และรับภาระต้นทุนคาร์บอนเพิ่มเติมหากสินค้านั้นมีการปล่อยก๊าซในระดับสูง
ปัจจุบัน CBAM ครอบคลุมสินค้าในกลุ่มเหล็ก เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า
แต่ล่าสุดมีรายงานว่าสหภาพยุโรปอยู่ระหว่างพิจารณาขยายขอบเขตไปยังสินค้าอุตสาหกรรมประเภทอื่นเพิ่มเติม รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง https://www.posttoday.com/business/743829
แม้ผลกระทบโดยตรงจะเกิดกับผู้ส่งออกไปยังตลาดยุโรป แต่แรงกดดันกำลังส่งผ่านมายังผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ซึ่งมีรายงานว่าโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 50,000-60,000 แห่ง เริ่มได้รับผลกระทบจากการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งส่งผลให้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศบางส่วนเริ่มชะลอตัวลง
ไทยเร่งคลอดกฎหมายภูมิอากาศ รับมือกติกาโลก
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเร่งสร้างกลไกภายในเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผ่านการผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่บทด้านสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของประเทศ
จากการศึกษาข้อมูลร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น เพราะหนึ่งในกลไกสำคัญที่กล่าวถึงคือการจัดตั้ง "กองทุนภูมิอากาศ" เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
บทบาทของกองทุนนี้คือ รายได้ของกองทุนจะมาจากหลายช่องทาง ทั้งระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เงินอุดหนุนจากภาครัฐ เงินบริจาค และรายได้จากกลไกด้านคาร์บอนในอนาคต
เงินกองทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด การวิจัยและพัฒนา การพัฒนานวัตกรรมลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยที่อาจได้รับผลกระทบจากกติกาใหม่
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญของร่างกฎหมาย คือ Carbon Pricing Mechanism หรือระบบกำหนดราคาคาร์บอน ซึ่งยึดหลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" กลไกดังกล่าวจะประกอบด้วยทั้งระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System : ETS) และการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
โดย ETS จะกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซในแต่ละภาคเศรษฐกิจ ขณะที่ Carbon Tax จะสะท้อนต้นทุนของการปล่อยคาร์บอนผ่านราคาพลังงานและเชื้อเพลิงฟอสซิล
แนวคิดสำคัญคือการใช้กลไกตลาดเป็นแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่รูปแบบที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง แทนการใช้มาตรการบังคับเพียงอย่างเดียว
ความคืบหน้าล่าสุด ตามที่โพสต์ทูเดย์รายงานไปก่อนหน้านี้ https://www.posttoday.com/smart-sme/743711
ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในช่วงไตรมาส 3 ปี 2570
ไม่ใช่แค่ CBAM แต่ยังมีกฏระเบียบด้าน Biodiversity
นอกจากนโยบายในประเทศ และระหว่างประเทศอย่าง CBAM ที่กล่าวมาแล้ว “โพสต์ทูเดย์” ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการหรือกฏกติกาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อภาคธุรกิจ ที่ไทยต้องจับตาอย่างต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับด้านการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ดังนี้
1.EU Deforestation Regulation (EUDR) หรือกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า สหภาพยุโรปยังเดินหน้ายกระดับมาตรการด้านป่าไม้ผ่าน EUDR ที่กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องพิสูจน์ว่าสินค้าและวัตถุดิบไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการบุกรุกหรือทำลายป่า
ซึ่งตรงนี้จะครอบคลุมสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง ไม้ และโคเนื้อ ซึ่งกฏระเบียบนี้คาดจะเริ่มใช้ปลายปี 2569 เพื่อให้ธุรกิจมีเวลาเตรียมตัว
2.นอกจากนี้กลุ่มยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพารา ได้รับแรงกดดันจาก EUDR ไม่พอ ยังมีกฏระเบียบเรื่อง Forest Stewardship Council (FSC) /Programme for the Endorsement of Forest Certification (PEFC) ซึ่งเป็นมาตรการร่วมกันในการควบคุมและสกัดกั้นการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อทำสวนยางพารา
3.ขณะที่กลุ่มน้ำมันพืช เช่น น้ำมันปาล์ม และน้ำมันถั่วเหลือง จะได้รับผลกระทบจาก EUDR / Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) ที่เน้นการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายพื้นที่สีเขียวในการปลูกพืชน้ำมัน พร้อมทั้งส่งเสริมกรรมวิธีการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน
4.ส่วนอุตสาหกรรมน้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล ได้รับผลกระทบจาก Bonsucro ที่บังคับใช้แนวปฏิบัติเพื่อลดการใช้ที่ดินในการปลูกอ้อยที่เกิดจากการบุกรุกทำลายป่า
5.กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป ได้รับผลกระทบจากกฏระเบียบด้าน Marine Stewardship Council (MSC) และ Aquaculture Stewardship Council (ASC) มุ่งเน้นการรักษาระบบนิเวศทางทะเลเป็นหลัก และมีการจำกัดปริมาณการจับสัตว์น้ำไม่ให้เกินกำลังการผลิตตามธรรมชาติ (Overfishing)
6.ส่วนกลุ่มผลไม้แปรรูป อาจได้รับผลกระทบจากกฏระเบียบ Rainforest Alliance มุ่งขับเคลื่อนและส่งเสริมกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศรอบตัวฟาร์ม
อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งสรุปได้ว่า กติกาสิ่งแวดล้อมโลกกำลังขยายตัวจากเรื่อง "คาร์บอน" ไปสู่ประเด็นการตัดไม้ทำลายป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ
นั่นหมายความว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก ซึ่งคำถามสำคัญคือ วันนี้ผู้ประกอบการ SME เข้าใจมากน้อยแค่ไหน และพร้อมปรับตัวได้หรือไม่
แหล่งที่มาข้อมูล : สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... และ รายงาน Krungthai Compass เรื่อง Biodiversity มาตรฐานใหม่ด้าน ESG ที่ธุรกิจเกษตรและอาหารไทยต้องเร่งปรับตัว







