posttoday
คลื่นกติกาสีเขียวถาโถมธุรกิจ CBAM-Biodiversity-พ.ร.บ.โลกร้อนรออยู่

คลื่นกติกาสีเขียวถาโถมธุรกิจ CBAM-Biodiversity-พ.ร.บ.โลกร้อนรออยู่

15 มิถุนายน 2569

เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น แต่คลื่นกติกาสีเขียวถาโถม SME เมื่อกฏกติกาด้านสิ่งแวดล้อมโลกยังเดินหน้า จาก CBAM ถึงความหลากหลายทางชีวภาพ สู่ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน ที่อาจคลอดอีกไม่นาน

นอกจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ จากวิกฤตต่าง ๆ  ที่ส่งผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่แล้ว ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะกลุ่ม SME ยังคงเผชิญกับความท้าทายจาก “กติกาสิ่งแวดล้อม” ที่กำลังเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก

 

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศในฝั่งสหรัฐ และตะวันออกกลาง รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะก่อให้เกิดความปั่นป่วนหนัก ยังไม่คลี่คลายถึงตอนนี้ จนทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมถูกพูดถึงน้อยลง 

 

แต่ในความเป็นจริง กลไกด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเดินหน้าและอัปเดทเงื่อนไขอยู่ตลอด โดยเฉพาะจากฝั่งสหภาพยุโรป (EU) 

 

หนึ่งในมาตรการที่เดินหน้าไปแล้วอย่าง Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในระยะเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2569 โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการผลิต และรับภาระต้นทุนคาร์บอนเพิ่มเติมหากสินค้านั้นมีการปล่อยก๊าซในระดับสูง

 

ปัจจุบัน CBAM ครอบคลุมสินค้าในกลุ่มเหล็ก เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า

 

แต่ล่าสุดมีรายงานว่าสหภาพยุโรปอยู่ระหว่างพิจารณาขยายขอบเขตไปยังสินค้าอุตสาหกรรมประเภทอื่นเพิ่มเติม รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง https://www.posttoday.com/business/743829

 

 

แม้ผลกระทบโดยตรงจะเกิดกับผู้ส่งออกไปยังตลาดยุโรป แต่แรงกดดันกำลังส่งผ่านมายังผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ซึ่งมีรายงานว่าโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 50,000-60,000 แห่ง เริ่มได้รับผลกระทบจากการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งส่งผลให้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศบางส่วนเริ่มชะลอตัวลง

 

แนวโน้มนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ EU เท่านั้น ในขณะที่สหราชอาณาจักรเตรียมบังคับใช้ UK CBAM ในปี 2027 ส่วน สหรัฐอเมริกา ผ่านกฎหมาย PROVE IT Act เพื่อจัดทำฐานข้อมูลความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน และออสเตรเลีย อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการ Border Carbon adjustment (BCA)

 

ไทยจึงต้องเร่งลดคาร์บอนแฝงในผลิตภัณฑ์เพื่อลดความเสี่ยงจากภาระต้นทุนภาษีและสร้างโอกาสในโลกการค้ายุคาร์บอนต่ำ

 

อย่างไรก็ตามและภาคอุตสาหกรรมไทยจะเริ่มเตรียมความพร้อมแต่ยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างสำคัญ

  • หนึ่งการเข้าถึงพลังงานสะอาดยังจำกัดทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและต้นทุน
  • ขาดผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีคาร์บอนที่ได้มาตรฐานสากล
  • กฎหมายสำคัญยังล่าช้าเช่น พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • SME เข้าถึงเงินทุนได้จำกัดโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่

 

 

เร่งคลอดกฎหมายภูมิอากาศ รับมือกติกาโลก

 

ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยกำลังเร่งสร้างกลไกภายในเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผ่านการผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... ซึ่งถือเป็นกฎหมายแม่บทด้านสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของประเทศ

 

จากการศึกษาข้อมูลร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น เพราะหนึ่งในกลไกสำคัญที่กล่าวถึงคือการจัดตั้ง "กองทุนภูมิอากาศ" เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 

 

บทบาทของกองทุนนี้คือ รายได้ของกองทุนจะมาจากหลายช่องทาง ทั้งระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เงินอุดหนุนจากภาครัฐ เงินบริจาค และรายได้จากกลไกด้านคาร์บอนในอนาคต

 

เงินกองทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้สนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด การวิจัยและพัฒนา การพัฒนานวัตกรรมลดก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยที่อาจได้รับผลกระทบจากกติกาใหม่

 

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญของร่างกฎหมาย คือ Carbon Pricing Mechanism หรือระบบกำหนดราคาคาร์บอน ซึ่งยึดหลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" กลไกดังกล่าวจะประกอบด้วยทั้งระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System : ETS) และการจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

 

โดย ETS จะกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซในแต่ละภาคเศรษฐกิจ ขณะที่ Carbon Tax จะสะท้อนต้นทุนของการปล่อยคาร์บอนผ่านราคาพลังงานและเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

แนวคิดสำคัญคือการใช้กลไกตลาดเป็นแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่รูปแบบที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง แทนการใช้มาตรการบังคับเพียงอย่างเดียว

 

ความคืบหน้าล่าสุด ตามที่โพสต์ทูเดย์รายงานไปก่อนหน้านี้ https://www.posttoday.com/smart-sme/743711

 

ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในช่วงไตรมาส 3 ปี 2570

 

ไม่ใช่แค่ CBAM แต่ยังมีกฏระเบียบด้าน Biodiversity

 

นอกจากนโยบายในประเทศ และระหว่างประเทศอย่าง CBAM ที่กล่าวมาแล้ว “โพสต์ทูเดย์” ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการหรือกฏกติกาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อภาคธุรกิจ ที่ไทยต้องจับตาอย่างต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับด้านการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ดังนี้

 

1.EU Deforestation Regulation (EUDR) หรือกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า สหภาพยุโรปยังเดินหน้ายกระดับมาตรการด้านป่าไม้ผ่าน EUDR ที่กำหนดให้ผู้ส่งออกต้องพิสูจน์ว่าสินค้าและวัตถุดิบไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการบุกรุกหรือทำลายป่า

 

ซึ่งตรงนี้จะครอบคลุมสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ โกโก้ ถั่วเหลือง ไม้ และโคเนื้อ ซึ่งกฏระเบียบนี้คาดจะเริ่มใช้ปลายปี 2569 เพื่อให้ธุรกิจมีเวลาเตรียมตัว 

 

2.นอกจากนี้กลุ่มยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพารา ได้รับแรงกดดันจาก EUDR ไม่พอ ยังมีกฏระเบียบเรื่อง Forest Stewardship Council (FSC) /Programme for the Endorsement of Forest Certification (PEFC) ซึ่งเป็นมาตรการร่วมกันในการควบคุมและสกัดกั้นการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อทำสวนยางพารา

 

3.ขณะที่กลุ่มน้ำมันพืช เช่น น้ำมันปาล์ม และน้ำมันถั่วเหลือง จะได้รับผลกระทบจาก EUDR / Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) ที่เน้นการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายพื้นที่สีเขียวในการปลูกพืชน้ำมัน พร้อมทั้งส่งเสริมกรรมวิธีการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน

 

4.ส่วนอุตสาหกรรมน้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล ได้รับผลกระทบจาก Bonsucro ที่บังคับใช้แนวปฏิบัติเพื่อลดการใช้ที่ดินในการปลูกอ้อยที่เกิดจากการบุกรุกทำลายป่า

 

5.กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป ได้รับผลกระทบจากกฏระเบียบด้าน Marine Stewardship Council (MSC) และ Aquaculture Stewardship Council (ASC) มุ่งเน้นการรักษาระบบนิเวศทางทะเลเป็นหลัก และมีการจำกัดปริมาณการจับสัตว์น้ำไม่ให้เกินกำลังการผลิตตามธรรมชาติ (Overfishing)

 

6.ส่วนกลุ่มผลไม้แปรรูป อาจได้รับผลกระทบจากกฏระเบียบ Rainforest Alliance มุ่งขับเคลื่อนและส่งเสริมกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศรอบตัวฟาร์ม

 

อย่างไรก็ตาม จากที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งสรุปได้ว่า กติกาสิ่งแวดล้อมโลกกำลังขยายตัวจากเรื่อง "คาร์บอน" ไปสู่ประเด็นการตัดไม้ทำลายป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

นั่นหมายความว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก ซึ่งคำถามสำคัญคือ วันนี้ผู้ประกอบการ SME เข้าใจมากน้อยแค่ไหน และพร้อมปรับตัวได้หรือไม่ 

 

แหล่งที่มาข้อมูล : สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. .... และ รายงาน Krungthai Compass เรื่อง Biodiversity มาตรฐานใหม่ด้าน ESG ที่ธุรกิจเกษตรและอาหารไทยต้องเร่งปรับตัว

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด คริสตัล พาเลซ พบ นิวคาสเซิ่ล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 25 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด คริสตัล พาเลซ พบ นิวคาสเซิ่ล พรีเมียร์ลีก วันนี้ 25 ต.ค.69