
เร่งคลอด พ.ร.บ.โลกร้อน กู้ชีพ 6 หมื่นโรงงานไทยรับกติกาคาร์บอน
รัฐ-เอกชน ผนึกกำลังช่วยกันผลักดัน SME รับมือ Net Zero เร่งคลอด พ.ร.บ.โลกร้อน กู้ชีพ 6 หมื่นโรงงานในห่วงโซ่อุปทานโลก
KEY
POINTS
- ภาครัฐเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน" กู้โรงงานกว่า 60,000 แห่งที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการด้านคาร์บอนของประเทศคู่ค้า
- พร้อมแผนจะจัดตั้ง "กองทุนภูมิอากาศ" เพื่อหนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการ SME ในการปรับตัวและลงทุนด้านเทคโนโลยีลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2570
ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมกำลังเร่งผลักดันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หลังมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้าเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตไทย โดยเฉพาะโรงงานกว่า 50,000-60,000 แห่งที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก
วิกฤต SME ในห่วงโซ่อุปทานโลก
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า SME ถือเป็นรากฐานสำคัญของภาคการผลิตและเป็น "จิ๊กซอว์" ที่ขาดไม่ได้ในการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืนของบริษัทใหญ่
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 50,000-60,000 แห่ง เริ่มได้รับผลกระทบจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ซึ่งส่งผลให้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศบางส่วนเริ่มชะลอตัวลง
ขณะเดียวกัน แรงกดดันจากการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม หรือ Scope 3 ซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ทางการค้า เป็นกติกาใหม่ที่บริษัทใหญ่ ๆ ต้องหันมาทำงานร่วมกับ SME ในฐานะ Business Partner" มากกว่าการเป็นเพียงผู้ส่งมอบสินค้า เพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและรักษาความสามารถในการแข่งขัน
วาง 3 กลไกช่วย SME ปรับตัว
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมีการวางแนวทางสนับสนุนไว้ 3 ด้านหลัก ไม่ว่าจะเป็น
- สนับสนุนการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรและผลิตภัณฑ์ โดยร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมมีมาตรการสนับสนุนค่าใช้จ่าย
- จัดลำดับความสำคัญของธุรกิจที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากมาตรการด้านคาร์บอน เพื่อให้สามารถวางแผนและเตรียมความพร้อมได้อย่างเหมาะสม
- จัดตั้ง "กองทุนภูมิอากาศ" ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อช่วยอุดช่องว่างด้านเงินทุนของ SME
สำหรับ "กองทุนภูมิอากาศ" ดร.พิรุณ เผยว่า จะมีบทบาทในการลดความเสี่ยงจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและการปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยมีเครื่องมือสนับสนุน อาทิ เงินสนับสนุนการลงทุนบางส่วน การค้ำประกันความเสียหายระยะแรก เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ และกลไกช่วยบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่
สร้างความเชื่อมั่น เดินหน้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ดร.พิรุณ กล่าวอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านคือ "ความเชื่อมั่น" ต่อทิศทางนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะความชัดเจนและความต่อเนื่องของมาตรการต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินต้นทุนและวางแผนการลงทุนได้ในระยะยาว
"สิ่งสำคัญที่สุดคือภาคธุรกิจต้องมีความเชื่อมั่นต่อการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ เพราะความชัดเจนในวันนี้จะช่วยให้ธุรกิจมองเห็นต้นทุนและวางแผนการลงทุนได้ทั้งระยะกลางและระยะยาว"
กฏกติออกแบบเพื่อหนุนภาคธุรกิจ ไม่ใช่ภาระ
ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่ภาระใหม่ของภาคธุรกิจ โดยเป้าหมายคือการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สำหรับภาษีคาร์บอนนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมจากผู้ประกอบการ แต่เป็นกลไกกระจายต้นทุนคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว
พ.ร.บ. โลกร้อน ลุ้นบังคับใช้ไตรมาส 3 ปี 2570
ดร.พิรุณ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะถูกออกแบบภายใต้เป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ การรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย และการลดความสูญเสียจากผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ โดยคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2570
ปัจจุบันร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
"โดยภาครัฐยืนยันว่าจะเป็นกฎหมายที่เน้นการสนับสนุนและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน มากกว่าการกำหนดข้อบังคับที่สร้างภาระให้ผู้ประกอบการ"
ดึงเงินลงทุนต่างประเทศ
นอกจากนี้ ภาครัฐยังอยู่ระหว่างการดึงแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทย ทั้งโครงการสนับสนุนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำวงเงิน 25 ล้านยูโร และเงินให้เปล่าจากเยอรมนีอีก 20 ล้านยูโร สำหรับการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็ก
ดร.พิรุณ ย้ำชัดว่า "หากไม่มี พ.ร.บ. ฉบับนี้ ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจะเกิดขึ้นได้ยาก"
ที่มาแหล่งข้อมูล : โพสต์ทูเดย์ สรุปสาระสำคัญจาก งาน EARTH JUMP 2026







