
ไทยช่วยไทยพลัส ดันฟู้ดเดลิเวอรีวันแรก 56.59 ล้าน คนแห่ใช้สิทธิทะลุ 25 ล้านราย
เปิดยอดใช้จ่าย "ไทยช่วยไทย พลัส" วันแรกที่ใช้สิทธิฟู้ดเดลิเวอรี 56.59 ล้านบาท ดันยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 31,088 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิแล้วกว่า 25 ล้านราย
KEY
POINTS
- โครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส" เปิดให้ใช้สิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรีเป็นวันแรก มียอดใช้จ่ายรวม 56.59 ล้านบาท
- มีประชาชนใช้สิทธิในโครงการนี้แล้วกว่า 25 ล้านคน จากผู้ได้รับสิทธิทั้งหมดกว่า 26 ล้านคน
- ยอดใช้จ่ายผ่านเดลิเวอรีในวันแรก แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 32.54 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนจ่ายเอง 24.06 ล้านบาท
กระทรวงการคลังเปิดเผยข้อมูลโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)" ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่า การเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิผ่านบริการ Food Delivery เป็นวันแรก ได้รับการตอบรับอย่างคึกคัก มียอดใช้จ่ายรวมทันที 56.59 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 32.54 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนจ่ายเอง 24.06 ล้านบาท สะท้อนว่าช่องทางเดลิเวอรีเริ่มมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่ายขึ้น
หากรวมการใช้จ่ายทุกช่องทางของโครงการ พบว่ามียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 31,088.26 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 31,031.67 ล้านบาท และผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี 56.59 ล้านบาท
สำหรับโครงสร้างการใช้จ่ายทั้งหมด รัฐบาลร่วมสนับสนุนวงเงินไปแล้ว 17,995.50 ล้านบาท ขณะที่ประชาชนร่วมใช้จ่ายอีก 13,092.76 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน
ด้านจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ พบว่ามีผู้ได้รับสิทธิแล้ว 26,040,623 ราย ขณะที่ผู้ที่ใช้จ่ายสำเร็จมีจำนวน 25,000,154 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบทั้งหมดของผู้ได้รับสิทธิ
ส่วนฝั่งร้านค้า มีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและกดยอมรับเงื่อนไขพร้อมใช้งานแล้ว 1,048,517 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 876,519 ร้าน และร้านค้าใหม่ 171,998 ร้าน สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จำนวนร้านค้าที่มีการใช้จ่ายสำเร็จจริงอยู่ที่ 1,002,563 ร้านค้า ขณะที่ข้อมูลผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาท ล่าสุด ณ วันที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มีจำนวน 3,123,599 ราย
การเปิดใช้สิทธิฟู้ดเดลิเวอรีในวันแรก แม้คิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยอดใช้จ่ายรวมทั้งหมด แต่ถือเป็นอีกแรงส่งสำคัญที่ช่วยขยายการเข้าถึงโครงการให้ครอบคลุมพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และมีแนวโน้มช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้นในช่วงต่อจากนี้







