
เปิดจุดอ่อน Wellness ไทย นโยบายเดินหน้า แต่เอกชนบอก “ยังไปไม่ถึงไหน”
เปิดจุดอ่อน "Wellness" ไทย ตลาดโตจริงแต่ยังไม่ถึงฝั่ง ผู้ประกอบการถามกลับ รัฐช่วยอะไรได้มากกว่าจัดอีเวนต์ หรือไม่?
KEY
POINTS
- เปิดจุดอ่อน "Wellness" ไทย ตลาดโตจริงแต่ยังไม่ถึงฝั่ง
- เอกชนถาม รัฐช่วยอะไรได้มากกว่าจัดอีเวนต์ ไปแล้วบ้าง?
- จะเป็นฮับโลก "สปา ร้านนวด" เต็มประเทศ ต้องมีการจัดระเบียบมาตรฐาน และบุคลากรให้ได้ เพื่อภาพลักษณ์เชิงบวก
ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา คำว่า "Wellness Economy" กลายเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงที่ภาครัฐ และหน่วยงานเศรษฐกิจไทยผลักดันอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความหวังที่จะยกระดับประเทศจากฐานการท่องเที่ยวและบริการสุขภาพ สู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาวะของภูมิภาค
หากมองจากตัวเลข ประเทศไทยถือว่ามีแต้มต่อไม่น้อย ตามที่โพสต์ทูเดย์ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ว่า ปัจจุบันตลาด Wellness Economy ของไทยมีมูลค่ากว่า 40,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดอันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก และอันดับ 24 ของโลก โดยมีจุดแข็งในธุรกิจ Wellness Tourism, Healthy Eating & Nutrition รวมถึง Personal Care & Beauty ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก https://www.posttoday.com/smart-life/742648
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือไทยกำลังเป็นเวลเนสฮับ (Wellness Hub) จริง หรือเป็นเพียง "ประเทศที่มีธุรกิจเวลเนสจำนวนมาก" เท่านั้น
หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือ การที่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังแข่งขันกันด้วยโมเดลธุรกิจแบบเดิม ทำให้เกิด "เพดานราคา" ในตลาด แม้ผู้บริโภคยุคใหม่จะยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อสุขภาพ แต่สินค้าหรือบริการจำนวนไม่น้อยยังขาดการพิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าช่วยสร้างสุขภาวะได้จริง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถยกระดับบริการสู่ตลาดพรีเมียมหรือสร้างมูลค่าเพิ่มได้เต็มศักยภาพ
ในอีกด้านแม้เราจะมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมเวลเนสผ่านกลไก "Wellness Team Thailand" ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), TCEB, Thailand Privilege รวมถึงผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม แต่การทำงานยังถูกมองว่ากระจัดกระจาย และขาดเจ้าภาพหลักที่กำหนดทิศทางร่วมกัน
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ "หมอแอมป์" ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท เคยเสนอ "บอร์ดเวลเนสแห่งชาติ" ที่มีอำนาจกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในภาพรวม เพื่อให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาเกิดปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐที่ผ่านมา ซึ่งมักสะดุดทุกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมเวลเนสไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ https://www.posttoday.com/smart-life/742656
เอกชนบอกนโยบายรัฐยังจับต้องไม่ได้
ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางราย มองว่า แม้ภาครัฐจะพูดถึงการผลักดันให้ไทยเป็นเวลเนสฮับมานาน แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการมองว่านโยบายยังมีความ "กระจัดกระจาย" และไม่ต่อเนื่อง คำพูดที่ใช้ในเวทีต่าง ๆ ยังไม่ถูกแปลออกมาเป็นการสนับสนุนที่จับต้องได้สำหรับผู้ประกอบการ
สปา ร้านนวด เต็มประเทศ แต่มาตรฐานไม่เท่ากัน
แหล่งข่าวจากธุรกิจสปารายใหญ่แห่งหนึ่ง กล่าวกับ โพสต์ทูเดย์ ว่า การสนับสนุนส่วนใหญ่มักเป็นการจัดงานอีเวนต์หรือ Expo ซึ่งมองว่าไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจเก่งขึ้นหรือพัฒนาขึ้นในระยะยาว ในความจริงไทยมีบุคลากรด้าน เวลเนสจำนวนมาก เฉพาะพนักงานนวดอยู่ในระบบประมาณ 200,000 - 300,000 คน แต่มีผู้ที่ได้รับใบประกาศมาตรฐานถูกต้องเพียงหลักพันคนเท่านั้น เนื่องจากภาครัฐ มีขีดความสามารถในการออกใบรับรองได้เพียงประมาณ 50 ใบต่อเดือน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการมหาศาลในอุตสาหกรรม
ทำให้ผู้ประกอบการที่เน้นมาตรฐานจะจ้างเฉพาะพนักงานที่มีใบประกาศเท่านั้น ทำให้มีต้นทุนสูงกว่าคู่แข่งรายย่อยหรือระดับกลางที่อาจจ้างพนักงานที่ไม่มีใบประกาศก็ได้เนื่องจากไม่มีการตรวจตราที่เข้มงวด
และเมื่อไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับทุกสถานประกอบการ ใบรับรองจึงกลายเป็นสิ่งที่ "มีก็ได้ไม่มีก็ได้" ในทางปฏิบัติ ส่งผลให้มาตรฐานโดยรวมของอุตสาหกรรมไม่เกิดขึ้นจริง
กระทบภาพลักษณ์ธุรกิจไทย
ดังนั้นหากพนักงานส่วนใหญ่ไม่มีมาตรฐาน ย่อมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจเวลเนสไทย และตัวพนักงานเองในสายตาชาวโลก การจะเป็น เวลเนสจึงเป็นไปได้ยากหากพื้นฐานเรื่องบุคลากรยังไม่แข็งแรง
แหล่งข่าวระบุอีกว่า พนักงานนวดถือเป็นอาชีพสงวน แต่กลับไม่ได้รับความดูแลเท่าที่ควร รวมถึงไม่มีระบบตรวจสอบที่ดีพอ เมื่อพนักงานต้องไปทำงานต่างประเทศ ทำให้เสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ดังนั้นรัฐควรสร้างระบบที่มี การจัดลำดับเลเวล และมีวุฒิการศึกษาที่ชัดเจนหลายระดับ เพื่อยกระดับวิชาชีพพนักงานนวดให้เป็นระบบเหมือนที่ประเทศฟิลิปปินส์ทำกับอาชีพพยาบาล รวมถึงภาครัฐต้องมีความเข้มงวดในการจัดระเบียบกับสถานประกอบการที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อไม่ให้ไปดึงมาตรฐานส่วนรวมลง
“เวียดนาม-บาหลี” มีเป้าเดียวกัน
แหล่งข่าวสะท้อนอีกว่า คู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง เวียดนาม มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและอัตราการเติบโตของเวลเนสสูงถึง 15% (สูงกว่าไทยที่อยู่ประมาณ 10%) ในขณะที่ บาหลี เป็นจังหวัดเล็ก แต่มีความก้าวหน้าในด้านความคิดสร้างสรรค์และคอนเซปต์ธุรกิจที่นำหน้าไปมาก หากไทยไม่แก้ปัญหาโครงสร้างและปรับตัว ก็อาจถูกแย่งส่วนแบ่งการตลาดในอนาคต
บาหลีไปไกลกว่าไทยในเรื่องของคอนเซปต์ และความก้าวหน้าของไอเดีย ในธุรกิจเวลเนส กลุ่มเป้าหมายระดับสากล ธุรกิจที่นั่นถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักอย่าง ออสเตรเลีย ทำให้มีการพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์สากลได้ดีมาก
แม้จะมีขนาดพื้นที่เล็กกว่าไทยมากและไม่สามารถเทียบกันได้ในเชิงปริมาณ แต่ในเชิงคุณภาพ และนวัตกรรม ของเวลเนส บาหลีถือว่ามีความโดดเด่นและ "ทำถึง" ในแง่ของบรรยากาศและประสบการณ์
ท้ายที่สุดการเป็นเวลเนสฮับ ไม่ว่าจะระดับภูมิภาค หรือระดับโลก ไม่ได้วัดจากจำนวนโรงพยาบาล สปา ร้านนวด หรือรีสอร์ทสุขภาพที่มีอยู่ในประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับว่าไทยสามารถสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนทั่วโลกนึกถึงประเทศไทยในแง่บวกกับสุขภาพมากแค่ไหน
และนี่อาจเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า "Wellness Economy" จะก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของไทยได้จริง หรือจะยังเป็นเพียงความหวังที่ถูกพูดถึงซ้ำ ๆ ในเวทีนโยบายเท่านั้น







