
รัฐบาลย้ำ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ยืนยันสิทธิ 4-21 มิ.ย. นี้
โฆษกรัฐบาล ย้ำผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม ต้องยืนยันสิทธิระหว่าง 4-21 มิถุนายน 2569 เพื่อเข้าสู่การตรวจสอบตามเกณฑ์ใหม่ พร้อมประกาศผลคุณสมบัติ 17 กรกฎาคมนี้
KEY
POINTS
- ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมทุกคนต้องยืนยันสิทธิเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่ ระหว่างวันที่ 4-21 มิถุนายน 2569
- สามารถยืนยันสิทธิได้ผ่านหลายช่องทาง เช่น แอปพลิเคชันเป๋าตังและทางรัฐ เว็บไซต์โครงการ ATM กรุงไทย และหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร
- จะมีการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ยืนยันสิทธิแล้วในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การช่วยเหลือของภาครัฐเข้าถึงผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย และปรับปรุงฐานข้อมูลผู้ได้รับสิทธิเดิมที่ไม่ได้มีการทบทวนมาเป็นเวลาหลายปี
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความสับสน รัฐบาลขอเน้นย้ำให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมทุกคน ดำเนินการยืนยันสิทธิระหว่างวันที่ 4-21 มิถุนายน 2569 เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่ โดยจะมีการประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569
นางสาวรัชดา กล่าวว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะร่วมกันสำรวจและติดตามผู้ที่อาจตกหล่นจากการได้รับสิทธิในรอบก่อน เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยที่เข้าเกณฑ์สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือและสวัสดิการจากภาครัฐได้อย่างทั่วถึง
สำหรับช่องทางการยืนยันสิทธิ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถดำเนินการได้ผ่าน ดังนี้
- แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ
- เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th
- เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ)
- หน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
สำหรับคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ไม่มีบัตรเครดิต ไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมเกิน 100,000 บาท และมีเงินฝากหรือสลากออมทรัพย์รวมไม่เกิน 100,000 บาท
ขณะเดียวกัน ต้องไม่เป็นพระภิกษุ สามเณร นักบวช ผู้ต้องขัง ผู้อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ พนักงานราชการ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้รับบำนาญหรือเบี้ยหวัดจากภาครัฐ ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หุ้นส่วนห้างหุ้นส่วน ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้ ผู้มีประกันชีวิตประเภทสามัญที่ชำระเบี้ยตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร
ด้านทรัพย์สิน ต้องมีอสังหาริมทรัพย์ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ได้แก่ ห้องชุดรวมกันไม่เกิน 35 ตารางเมตร บ้านหรือทาวน์เฮาส์รวมกันไม่เกิน 25 ตารางวา กรณีเป็นเกษตรกรมีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่ และกรณีไม่ใช่เกษตรกรไม่เกิน 1 ไร่
นอกจากนี้ ต้องไม่มีกรรมสิทธิ์รถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้นรถจักรยานยนต์ไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน







