posttoday
“ยศชนัน” รุกตลาดวิจัย Wellness ดันไทยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ระดับ GDP!

“ยศชนัน” รุกตลาดวิจัย Wellness ดันไทยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ระดับ GDP!

19 พฤษภาคม 2569

"ยศชนัน” รุก Wellness Economy ดันงานวิจัยไทยพ้น “จากหิ้งสู่ห้าง” หวังสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมตลาด Longevity และสุขภาพมูลค่าสูงระดับโลก

KEY

POINTS

  • ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. ตั้งเป้าใช้วิจัยและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม Wellness ของไทยให้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านราคา และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ในระดับ GDP
  • ภาครัฐโดยกระทรวง อว. และ NIA พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐานวิจัย และระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อสร้างผลงานที่พิสูจน์ได้ เช่น การผลักดันให้ขมิ้นชันไทยมีงานวิจัยรองรับทัดเทียมโสมเกาหลี
  • ใช้กลยุทธ์ "ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์" และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อสร้างการยอมรับและใช้งานนวัตกรรม Wellness ภายในประเทศ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อขยายผลสู่ตลาดโลก

อุตสาหกรรม Wellness ถือเป็นหนึ่งในเซกเตอร์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ด้วยมูลค่ารวมกว่า 6.32 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และอัตราการขยายตัวเฉลี่ยถึงร้อยละ 7.32 ต่อปี

ขณะที่ประเทศไทยติดอันดับที่ 9 ในเอเชียแปซิฟิก และอันดับที่ 24 ของโลก ด้วยมูลค่ารวมกว่า 40,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีจุดแข็งชัดเจนในด้าน Wellness Tourism, Healthy Eating & Nutrition และ Personal Care & Beauty

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพของภาคธุรกิจคือ “เพดานราคา” เนื่องจากบริการส่วนใหญ่ยังแข่งขันกันด้วยรูปแบบเดิม ขาดการพิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่จับต้องได้ว่า "ดีต่อสุขภาพจริง" ทำให้ไม่สามารถตั้งราคาพรีเมียมหรือเจาะกลุ่มลูกค้าที่ยอมจ่ายในราคาแพงเพื่อซื้อสุขภาพของตนเองได้!

 

"วันนี้คำว่า Wellness ไม่ได้หมายถึงแค่การรีแลกซ์อีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงกับกระแส Longevity หรือการดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก" ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวพร้อมชี้ว่า 

 

ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี

 

หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของงานวิจัยด้าน Wellness คือการก้าวข้าม “เศรษฐศาสตร์เชิงขนาด” (Economy of Scale) หรือการนำผลงานวิจัยออกสู่ตลาดให้ได้จริง ซึ่งกระทรวง อว. มีกลไกสนับสนุนครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่

 

  • ทุนวิจัย (Funding) ผู้ประกอบการเอกชนสามารถขอทุนจาก NIA ได้โดยตรง หรือจับมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าถึงแหล่งทุนร่วม รองรับทั้งต้นทุนอุปกรณ์ทดสอบทางคลินิกและค่าใช้จ่ายด้านงานวิจัย

 

  • โครงสร้างพื้นฐานวิจัย  ศูนย์บริการวิชาการของมหาวิทยาลัย ศูนย์เครื่องมือกลาง และโครงการ T-CELS แล็บกลาง พร้อมเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าใช้บริการ ลดต้นทุนการลงทุนเครื่องมือของภาคเอกชน

 

  • ระบบนิเวศนวัตกรรม  NIA มีระบบนิเวศที่ช่วยประเมินว่าผู้ประกอบการอยู่ในจุดไหนของการพัฒนา และมีปัจจัยใดที่จะช่วยส่งเสริมให้ก้าวสู่ความเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม Wellness ได้

 

สำหรับข้อกังวลเรื่องระยะเวลาของงานวิจัยและความต่อเนื่องของการสนับสนุน รมว. ยศชนัน ยืนยันว่าผลงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้วมีให้เลือกใช้ทันที พร้อมกับงานวิจัยในเฟสต่อไปที่สามารถดำเนินการคู่ขนานกันได้ โดยภาครัฐจะทำหน้าที่เป็น “เบื้องหลัง” สนับสนุนผู้ประกอบการเอกชนให้ประสบความสำเร็จ

ทั้งนี้  งานสัมมนาและสร้างเครือข่ายระดับชาติภายใต้หัวข้อ “Beyond Relaxation: นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และอนาคตของการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม Wellness” ซึ่งจัดขึ้นวันนี้ (19 พ.ค.2569) เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง "เครือข่ายนวัตกรรม" ทั้งจากภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานคุณค่าอย่างยั่งยืน เป็นยุคที่นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการสร้างผลกำไรระดับสูงและความสำเร็จที่ยั่งยืนบนเวทีโลก

 

“ยศชนัน” รุกตลาดวิจัย Wellness ดันไทยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ระดับ GDP!

 

รมว. ยศชนัน ระบุว่าโจทย์วิจัยที่ NIA ให้ความสำคัญนั้นตั้งต้นจากมุมมองของผู้ใช้บริการ คือ ทำอย่างไรให้ Wellness ก้าวพ้นจากการเป็นเพียง "การผ่อนคลาย” ไปสู่ “Longevity” หรือการมีชีวิตที่มีคุณภาพและยืนยาวขึ้น ครอบคลุมงานวิจัยในหลายด้าน เช่น การรักษาและฟื้นฟูสุขภาพ โภชนาการ การดูแลร่างกาย กายภาพบำบัด ไปจนถึงทันตกรรม

หนึ่งในเป้าหมายเชิงกลยุทธ์คือการยกระดับภูมิปัญญาสมุนไพรไทยให้มีงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์รองรับในระดับนานาชาติ โดย รมว. ยศชนัน ยกตัวอย่างว่า ต้องทำอย่างไรจึงจะให้ “ขมิ้นชันไทย” มีสถานะงานวิจัยและมูลค่าทัดเทียมกับ “โสมเกาหลี” ในตลาดโลก

 

"ทำยังไงเราถึงจะทำให้ขมิ้นชันไทย มีงานวิจัยที่ทัดเทียมกับโสมเกาหลี .. นี่คือส่วนหนึ่งที่เราต้องการผลักดัน เพื่อให้องค์ความรู้ไทยได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับชั้นนำและสร้างมูลค่าได้จริง"

 

 

 

4 กลยุทธ์ขับเคลื่อน Wellness ไทยครบวงจร

 

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA เปิดเผยว่า NIA ทำหน้าที่ในฐานะ “Focal Conductor” หรือผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม เชื่อมโยงทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ ผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ Groom, Grant, Growth และ Global โดยมี 4 กลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อน Wellness ไทย

 

  • การเชื่อมโยงธุรกิจนวัตกรรม  เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ Pitch ไอเดียต่อภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น เครือ BDMS เพื่อสร้างการร่วมมือและหมุนเวียนนวัตกรรม
  • การยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการและทักษะแรงงานด้าน Wellness
  • การขับเคลื่อนผ่าน Thailand Innovation Hubs กระจายศักยภาพ Local Asset จากทุกภูมิภาค ให้สามารถสร้างบริการมูลค่าสูงระดับชาติ
  • การขยายผลและสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ  เพื่อให้บริการ Wellness ไทยมีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และแตกต่างในตลาดโลก

 

กลไก 4G ของ NIA จะเปิดช่องทางเชิงพาณิชย์ใน 2 รูปแบบ ได้แก่

  1. การ License งานวิจัยให้เอกชน NIA จะอุดหนุนค่า License 50% สำหรับ SME และ Startup
  2. การจัดซื้อจัดจ้างนวัตกรรมภาครัฐ (Government Procurement) ซึ่งหากภาครัฐเป็นผู้ใช้ NIA จ่ายสนับสนุนถึง 100% ส่วนเอกชนจ่าย 50%

 

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA

 

ดร.กริชผกา ชี้ว่าจุดตั้งต้นของการนำนวัตกรรมออกสู่ตลาดต้องเริ่มจากภาครัฐ เพราะการที่ภาครัฐหรือโรงพยาบาลรัฐยอมใช้งานนวัตกรรมคือการ “พิสูจน์” ที่ทรงพลังที่สุด

NIA จึงผลักดันให้นวัตกรรม Wellness เข้าสู่ระบบ สปสช. ซึ่งหากทำสำเร็จจะช่วยขยายตลาดได้อย่างก้าวกระโดด

ขณะเดียวกัน NIA ได้หารือกับเลขาธิการ อย. เพื่อเร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนโดยส่งทีมให้คำแนะนำผู้ประกอบการแบบรายกลุ่มและในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ จะมีพิธีลงนามความร่วมมือครอบคลุมตั้งแต่ Regulator ไปจนถึงโรงพยาบาลรัฐและเอกชน

 

"หลายๆ ครั้ง เวลาเราพาผู้ประกอบการไปเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ เขาจะถามคำแรกว่า ‘บ้านคุณใช้ไหม?’ ถ้าเราตอบว่าบ้านเราใช้ โอกาสที่มันจะสเกลไประดับสากลมีเยอะมาก" ดร.กริชผกา กล่าว

 

ทั้งนี้ กลไกสำคัญที่ NIA ใช้เปิดตลาดภาครัฐอีกประเด็น คือ “ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่ให้ผู้ประกอบการนำนวัตกรรมเข้าไปทดลองใช้จริงในโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์

 

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA

 

ปัจจุบัน ย่านนวัตกรรมทางการแพทย์ ) Medical & Wellness Innovation District) ซึ่ง NIA ปักหมุด 4 แห่ง ได้แก่

  1. ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี  ศูนย์กลางหลักด้านการแพทย์ของประเทศ รอบโรงพยาบาลรามาธิบดี พระมงกุฎเกล้า ราชวิถี ฯลฯ ตอนนี้มีการนำ AI และนวัตกรรมสุขภาพเข้าใช้งานจริงแล้ว
  2. ย่านนวัตกรรมศิริราช กำลังพัฒนาโดยเชื่อมกับระบบโรงพยาบาลและงานวิจัยของศิริราช เน้น MedTech และ HealthTech
  3. ย่านนวัตกรรมเชียงใหม่ ศูนย์กลางภาคเหนือ เน้น Wellness, Longevity, สมุนไพร และการแพทย์เชิงท่องเที่ยว
  4. ย่านนวัตกรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฐานภาคอีสาน เชื่อมมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และผู้ประกอบการสุขภาพในภูมิภาค 

 

 

โมเดลย่านนวัตกรรมนี้จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม Startup และ SME กับโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในพื้นที่ เมื่อนวัตกรรมได้รับการพิสูจน์ในระดับโรงพยาบาลแล้ว ก็จะมีความน่าเชื่อถือเพียงพอในการขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้

 

ดร.กริชผกา ประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของโครงการให้ทุนงานวิจัย Wellness นี้หากนับรวม Value chain ทั้งหมดรวมถึงห่วงโซ่สมุนไพรและเกษตรกรรม ตัวเลขจริงน่าจะสูงถึง 5,000–6,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม รมว.ยศชนัน พูดเองว่า

การขับเคลื่อน Wellness ตัวเลขอาจไม่เท่านี้ แต่ควรจะสะเทือนระดับ GDP!

ข่าวล่าสุด

“ยศชนัน” รุกตลาดวิจัย Wellness ดันไทยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ระดับ GDP!

“ยศชนัน” รุกตลาดวิจัย Wellness ดันไทยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ระดับ GDP!