posttoday

เปิดอินไซต์ 3 เจน 3 วิธีใช้เงิน Gen Z เน้นเก็บเปย์ความสุข-ใช้ชีวิต

21 เมษายน 2569

เปิดอินไซต์ 3 เจน แบรนด์ต้องปรับตัว เมื่อพฤติกรรมใช้เงินต่างกัน Gen Z ขึ้นเป็นกำลังซื้อใหม่ ไม่ใช่ไม่ออมเงินเลย แต่เน้นเก็บไปซื้อความสุข เปย์คอน-บินต่างประเทศ

“อะไรก็โทษ Gen Z”  “Gen Z ผิดอะไร” 

 

ประโยคที่ใครหลาย ๆ คนอาจเคยเห็นผ่านตาในโซเชียลมีเดียมาบ้าง ทุกครั้งที่คนรุ่นเก่า เริ่มตั้งคำถามกับคนรุ่นใหม่ถึงพฤติกรรมบางอย่าง อีกมุมหนึ่งกำลังสะท้อนว่า คนต่างเจน กำลังไม่เข้าใจกัน ดังนั้นการสื่อสารจึงมีโอกาสพลาดตั้งแต่ต้น

 

เช่นเดียวกับการสร้างแบรนด์ในยุคนี้ จำเป็นต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคทุกเจน และถ้ายังใช้วิธีคิดแบบเดิม ก็อาจเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้ไม่เต็มที่

 

วันนี้ Gen Z ไม่ใช่แค่เด็กอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่ First Jobber มีรายได้เป็นของตัวเอง และกลายเป็น “กำลังซื้อใหม่” ที่ทรงอิทธิพล ทั้งต่อยอดขาย กระแส และการกำหนดเทรนด์ในตลาด

 

โพสต์ทูเดย์ มีโอกาสได้ฟังข้อมูลจาก Wisesight ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลในงาน  Gen Z Top Brand 2026 : สุดยอดแบรนด์ครองใจ Gen Z จัดโดย Brand Buffet เมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดย กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Wisesigh สะท้อนว่า “วิธีคิดของผู้บริโภคแต่ละเจนไม่เหมือนกัน” และนั่นทำให้ภาพจำเดิมๆ ของเด็กยุคใหม่ที่ว่า “ใช้เงินเก่ง ไม่รู้จักเก็บ” อาจต้องถูกทบทวนใหม่ทั้งหมด

 

เขา ระบุว่า หากมองลึกลงไปในพฤติกรรมการใช้เงิน จะพบอินไซต์สำคัญที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่ถูกเข้าใจผิดมาโดยตลอด เพราะสิ่งที่เห็นภายนอก อาจไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคิดจริงๆ

 

เมื่อ 3 เจน ใช้ชีวิตคนละแบบ “การซื้อ” ก็ไม่เหมือนกัน

 

ข้อมูลจาก Wisesight ฉายภาพชัดว่า ผู้บริโภคแต่ละช่วงวัยไม่ได้แค่ต่างกันที่อายุ แต่ต่างกันที่วิธีคิดทั้งระบบ

 

1.Gen X (อายุ 46-61) เวลาซื้อสินค้าจะเน้นความคุ้มค่าและความคงทน

 

วิธีคิดและพฤติกรรมการซื้อของ Gen X คนกลุ่มนี้เติบโตมาในยุคที่ของกินของใช้มีราคาสูงและเงินทองหายาก จึงให้ความสำคัญกับการ "พูดคุย" ก่อนตัดสินใจซื้อ และมองหาผลิตภัณฑ์ที่ "เน้นความคุ้มค่าและใช้งานได้นาน" เป็นหลัก และยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ใช้งาน Facebook ในการรับข้อมูลและสื่อสาร

 

2.Gen Y (อายุ 29-45 ปี) เน้นความง่ายและสไตล์ที่ชัดเจน

 

วิธีคิดและพฤติกรรมการซื้อ จะต่างจาก Gen X ตรงที่ไม่ได้เน้นว่าของต้องใช้ทนทานนานนับสิบปี แต่ Gen Y ต้องการ "ความง่าย" (Convenience) เนื่องจากเหนื่อยล้าจากการทำงานมาทั้งวัน จึงไม่อยากใช้สินค้าที่ซับซ้อนหรือต้องเรียนรู้ใหม่ รวมถึงให้ความสำคัญกับ "สไตล์" ที่ต้องตรงกับความชอบของตัวเอง

 

ส่วนช่องทางสื่อสาร เริ่มขยับออกจาก Facebook และหันไปใช้ YouTube มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

3.Gen Z (อายุ 12-28 ปี) กลุ่มออมเพื่อใช้และแสวงหาตัวตน

 

Gen Z เป็นกลุ่มที่ Wisesight ให้ความสำคัญมากเพราะกำลังเปลี่ยนสถานะจากนักเรียนนักศึกษามาเป็น First Jobber และบางส่วนก้าวขึ้นสู่ระดับบริหารระดับต้นถึงกลางแล้ว ทั้งยังเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถในการหาเงินจากหลายช่องทาง

 

สิ่งที่พบคือ พฤติกรรมการเงินที่เปลี่ยนไปจะ ออมเพื่อใช้ (Save to Spend) ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เก็บเงิน แต่เขาออมเพื่อนำไป "ซื้อความสุข" เช่น เก็บเงินไปดูคอนเสิร์ตต่างประเทศ 

 

รวมถึงนิยม Buy Now Pay Later (BNPL) นิยมใช้ระบบจ่ายทีหลัง ทำให้วันเงินเดือนออก (Payday) กลายเป็น "วันจ่ายหนี้" มากกว่าวันที่จะเริ่มออมเงินแบบเดิม

 

นอกจากนั้น การรับข้อมูล จะเรียนรู้เรื่องการเงินและการใช้ชีวิตผ่าน TikTok และ YouTube เป็นหลัก ต่างจากเจนอื่นที่อ่านจากหนังสือหรือฟอรัมเว็บไซต์ 

ภาพนี้สร้างขึ้นจาก AI เปรียบเทียบความต่างการใช้เงินของ 3 เจน

การตลาดแบบค้นพบตัวเอง (Self-Discovery)

 

ทั้งนี้ หากมองถึงการตลาดที่แบรนด์ต้องทำความเข้าใจ เขาระบุว่า Gen Z ชอบแคมเปญที่ช่วยให้เขาเข้าใจตัวเอง เช่น การตรวจ MBTI หรือการเช็ก Personal Color เพื่อเลือกเสื้อผ้าที่ส่งเสริมบุคลิกภาพ

 

แบรนด์ที่ทำสินค้าให้ตรงกับ Personality (บุคลิกภาพ) เช่น ร้านกาแฟที่ออกแบบมาเพื่อคน Introvert (เน้นความเงียบ) จะได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มนี้

เปิดอินไซต์ 3 เจน 3 วิธีใช้เงิน Gen Z เน้นเก็บเปย์ความสุข-ใช้ชีวิต

 

การสื่อสารต้องพูดภาษาคน เข้าใจง่าย 

 

ส่วนวิธีสื่อสารของแบรนด์ มีจุดร่วมสำคัญในการสื่อสาร (Language & Channel) Wisesight ย้ำว่าการเข้าถึงคนแต่ละเจนไม่ได้ต่างแค่ช่องทาง แต่ต้องเปลี่ยน "ภาษา" ด้วย เช่น 

 

เลิกใช้ภาษาทางการ หากแบรนด์ยังใช้ภาษาราชการหรือภาษาที่เป็นทางการเกินไป จะเข้าไม่ถึง Gen Y และ Gen Z ต้องพูดภาษาเดียวกับลูกค้า ยิ่งแบรนด์ใช้ภาษาที่ใกล้เคียงกับที่ผู้บริโภคใช้จริงมากเท่าไหร่ ความเชื่อมั่น (Trust) ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ในยุคนี้สามารถใช้ AI หรือ LLM เข้ามาช่วยขัดเกลาภาษาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละเจนได้แม่นยำขึ้น

 

จาก Brand Health Check สู่ Brand Sense เลิกมองผ่านสายตานักการตลาด

 

ในอดีต แบรนด์มักใช้การวัดผลที่เรียกว่า “Brand Health Check” เพื่อตรวจสุขภาพแบรนด์ปีละครั้ง แต่ กล้า ตั้งสุวรรณ ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนสำคัญ 3 เรื่องคือ

 

1.ความลำเอียง การถามเจ้าของแบรนด์หรือนักการตลาดว่ามองแบรนด์ตัวเองอย่างไร มักได้คำตอบที่เข้าข้างตัวเองและขาดการเชื่อมโยงกับความจริงจากฝั่งลูกค้า

 

2.ปัจจัยที่ตายตัว งานวิจัยแบบเดิมมักอ้างอิงจากตำรา แต่ปัจจุบันปัจจัยการซื้อ (Buying Factors) มีความพลวัต (Dynamic) สูงมาก เช่น ปัจจุบันคนซื้อรถ EV หรือเลือกดูซีรีส์ตามคำแนะนำของเพื่อนในโซเชียลมากกว่าสเปกสินค้า

 

3.ความล่าช้า การทำวิจัยปีละครั้งไม่ทันต่อเหตุการณ์ ดังนั้นจึงเสนอแนวคิด “Brand Sense” ที่เน้นความเร็วและทำได้บ่อยครั้งขึ้น

เปิดอินไซต์ 3 เจน 3 วิธีใช้เงิน Gen Z เน้นเก็บเปย์ความสุข-ใช้ชีวิต

รับมือโซเชียล แยก "เสียงที่ต้องฟัง" ออกจาก "เสียงรบกวน"

 

กล้า เผยอีกว่า กระบวนการของ Brand Sense จะเริ่มจากการเก็บ Social Data มาวิเคราะห์ร่วมกับการทำ Survey เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่คนพูดบนโซเชียลคือความเห็นของคนจริงๆ ไม่ใช่กระแสที่ถูกปั่นขึ้นมา

 

หัวใจสำคัญคือการแยกแยะระหว่าง

  • Voice (เสียงที่ต้องฟัง) เรื่องที่มีผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อจริง
  • Noise (เสียงรบกวน) ดราม่าหรือบทสนทนาเล็กน้อยบนโลกออนไลน์ที่อาจดูรุนแรงแต่ไม่มีผลต่อแบรนด์ในระยะยาว ซึ่งนักการตลาดไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป

 

สุดท้าย เขาสรุปว่า การตลาดในยุคถัดไป แบรนด์ต้องเลิกคิดแทนผู้บริโภค และต้องเริ่มสื่อสารด้วยภาษาเดียวกับลูกค้าผ่านช่องทางที่ถูกต้อง หากแบรนด์สามารถปรับตัวให้เข้ากับภาษาและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปได้ ก็จะมีแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะให้ความเชื่อมั่นและเลือกซื้อสินค้าในที่สุด

 

ข่าวล่าสุด

จำคุก”ทิดแย้ม” 50ปี คดียักยอกเงินวัดไร่ขิง กว่า 2,000 ล้าน