
สภาผู้บริโภคจี้ ETDA สั่ง “เฟซบุ๊ก” เยียวยา เหยื่อโกงออนไลน์ 397 ล้าน
สภาผู้บริโภคยื่นข้อเสนอถึงETDA จี้สั่งเฟซบุ๊กเยียวยาเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ บังคับแพลตฟอร์มขึ้นทะเบียน ตั้งเงินสำรอง และหยุดโฆษณาหลอกลวง หลังพบเสียหาย 397 ล้านบาท
KEY
POINTS
- สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้ ETDA ใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งให้เฟซบุ๊ก (Facebook) ร่วมรับผิดชอบและเยียวยาผู้บริโภคที่ถูกหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งสร้างความเสียหายรวมกว่า 397 ล้านบาท
- เฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับการร้องเรียนเรื่องการหลอกลวงออนไลน์มากที่สุด โดยมีจำนวนถึง 6,986 เรื่อง (คิดเป็น 59.13% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด) ซึ่งปัญหาหลักมาจากการหลอกลวงผ่านโฆษณาและการหลอกลงทุน
- สภาผู้บริโภคได้เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหา รวมถึงการให้เฟซบุ๊กเยียวยาผู้เสียหาย, เพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณา และบังคับให้แพลตฟอร์มที่ให้บริการในไทยต้องมีผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย
สภาผู้บริโภคยื่นหนังสือถึงสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากภัยหลอกลวงออนไลน์ พร้อมเรียกร้องให้ใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งให้เฟซบุ๊ก (Facebook) ร่วมรับผิดชอบและเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหาย หลังพบว่าตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 มีผู้ร้องเรียนผ่านสภาผู้บริโภคเกี่ยวกับแพลตฟอร์มออนไลน์รวม 11,815 เรื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท
ข้อมูลของสภาผู้บริโภคระบุว่า เฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดถึง 6,986 เรื่อง หรือ 59.13% ของเรื่องร้องเรียนทั้งหมด สร้างความเสียหายรวมกว่า 397 ล้านบาท รองลงมาคือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ 1,834 เรื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 18 ล้านบาท และเว็บไซต์ต่าง ๆ 1,459 เรื่อง ความเสียหายกว่า 36 ล้านบาท ขณะที่แพลตฟอร์มอื่นอย่าง LINE, X และ TikTok ก็มีมูลค่าความเสียหายในระดับน่ากังวลเช่นกัน
นางสาวนิสรา แก้วสุข ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า จำนวนเรื่องร้องเรียนพุ่งสูงสุดในปี 2567 ซึ่งมีมากกว่า 2,700 เรื่อง โดยปัญหาหลักบนเฟซบุ๊กคือการหลอกลวงผ่านโฆษณาและการหลอกลงทุน รองลงมาคือปัญหาสินค้าไม่ตรงปก โฆษณาเกินจริง การไม่คืนเงิน และสินค้าชำรุดบกพร่อง
ในวงหารือยังมีผู้เสียหายเข้าร่วมสะท้อนประสบการณ์ถูกหลอกลงทุนผ่านโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยเริ่มจากการชักชวนเข้ากลุ่มสอนเล่นหุ้น ก่อนถูกแนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันซื้อขายหลักทรัพย์ที่ดูน่าเชื่อถือผ่าน App Store จากเงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 1.9 ล้านบาท ระบบแสดงผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 6 ล้านบาทภายในเวลาไม่นาน แต่เมื่อขอถอนเงินกลับถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหลายแสนบาท สุดท้ายสูญเงินรวมหลายล้านบาท โดยเงินถูกโอนผ่านบัญชีม้าและแปลงเป็นคริปโทเคอร์เรนซีเพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน
ด้านนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยใช้งานเฟซบุ๊กมากกว่า 51 ล้านบัญชี ขณะที่แพลตฟอร์มมีรายได้จากค่าโฆษณาในประเทศไทยจำนวนมาก แต่ผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อกลับแทบไม่ได้รับการเยียวยา เนื่องจากแพลตฟอร์มมักอ้างสถานะเป็นเพียงตัวกลาง ทั้งที่ได้รับประโยชน์จากค่าโฆษณาโดยตรง จึงควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
สภาผู้บริโภคเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนต่อ ETDA ประกอบด้วย
1) สั่งให้เฟซบุ๊กเยียวยาผู้เสียหายที่ร้องเรียนผ่านสภาผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความเสียหายไม่น้อยกว่า 397 ล้านบาท
2) เร่งบังคับใช้มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณา ขยายระยะเวลาเก็บข้อมูลจาก 90 วันเป็น 1 ปี และจัดทำคลังข้อมูลโฆษณาเพื่อตรวจสอบย้อนหลัง
3) บังคับให้แพลตฟอร์มที่ให้บริการในประเทศไทยขึ้นทะเบียนและมีผู้แทนรับผิดชอบตามกฎหมายไทย
4) จัดตั้งระบบเงินสำรองเพื่อเยียวยาผู้บริโภคในกรณีที่แพลตฟอร์มปล่อยให้เกิดความเสียหายจากการคัดกรองที่ไม่มีประสิทธิภาพ
และ 5) บังคับใช้หลัก Duty of Care เพื่อหยุดอัลกอริทึมที่ส่งเสริมโฆษณาหลอกลวง พร้อมเพิ่มการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กและผู้สูงอายุ
นางสาวนิสรา กล่าวเพิ่มเติมว่า รูปแบบการหลอกลวงที่น่ากังวลในปัจจุบันคือการหลอกลงทุนและหลอกให้รัก ซึ่งมีความซับซ้อนและใช้เวลานานกว่าผู้เสียหายจะรู้ตัว จึงเสนอให้ขยายระยะเวลาเก็บข้อมูลผู้ลงโฆษณาเป็น 1 ปี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถติดตามและรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้านนางสาวพลอย เจริญสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ETDA ระบุว่า ข้อเสนอของสภาผู้บริโภคสอดคล้องกับแนวทางที่หน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่ โดยที่ผ่านมาได้ออกมาตรการให้แพลตฟอร์มนำเนื้อหาหลอกลวงออกจากระบบและกำหนดให้มีการยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาแล้ว พร้อมอยู่ระหว่างศึกษามาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันและลดการเข้าถึงโฆษณาหลอกลวงในกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ รวมถึงผลักดันกฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มฉบับใหม่เพื่อเพิ่มอำนาจกำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างชาติที่ให้บริการในประเทศไทย
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคย้ำว่าการผลักดันเชิงนโยบายควบคู่กับการดำเนินคดีเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค และเปิดช่องทางให้ผู้เสียหายจากภัยออนไลน์สามารถยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของสภาผู้บริโภคเพื่อขอความช่วยเหลือและติดตามสิทธิในการเยียวยาต่อไป







