ชี้ทางรอด SME ไทย สร้าง National Digital Platform สู้ยักษ์อีคอมเมิร์ซโลก
อดีตผู้ดูแลระบบ “เป๋าตัง” เสนอไทยต้องมีแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับชาติ ช่วย SMEs เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน เข้าถึงข้อมูล เทคโนโลยี และสินเชื่อ เพื่อแข่งขันในโลกอีคอมเมิร์ซที่เปลี่ยนไป
KEY
POINTS
- SMEs ไทยไม่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้ เนื่องจากต้องเผชิญกับค่าธรรมเนียมที่สูงและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
- เสนอให้พัฒนาแอป "เป๋าตัง" ให้กลายเป็น "National Digital Platform" เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศสำหรับผู้ประกอบการไทย แทนการสร้างแพลตฟอร์มมาแข่งขันโดยตรง
- แพลตฟอร์มระดับชาตินี้จะช่วย SMEs ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ด้วยการใช้ข้อมูลและ AI, ให้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ และช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นโดยใช้ข้อมูลการขายแทนหลักทรัพย์ค้ำประกัน
"เป๋าตัง" ควรเป็น Open Platform ที่เป็น "Thailand Digital Platform" ที่มีประโยชน์มากกว่าแค่กิจกรรมธนาคาร และมีศักยภาพที่จะไปได้ไกลกว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่น
นายสมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษา CEO ธนาคารกรุงไทย และอดีตประธาน Kasikorn Business Technology Group (KBTG) กล่าวในเวทีเสวนา "พลิกโฉม SME ไทยไปด้วยกัน" ในงาน “Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” จัดโดย SCG เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่าน
แนวคิดของนายสมคิด อดีตผู้ดูแลระบบแอป “เป๋าตัง” สะท้อนภาพการพัฒนาโครงสร้างดิจิทัลของประเทศจากประสบการณ์จริงที่อยู่หลังบ้านของโครงการระดับชาติ โดยหลังเกษียณอายุจากงานประจำ ตนได้ถูกเชิญให้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาระบบ Mobile Banking ของธนาคารกรุงไทย ก่อนจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงการภาครัฐอย่าง “ชิมช้อปใช้”, “คนละครึ่ง” และ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งทั้งหมดได้หลอมรวมและต่อยอดกลายเป็นแอป “เป๋าตัง” ในเวลาต่อมา
สำหรับเขา เป๋าตังไม่ควรถูกจำกัดบทบาทไว้เพียงแอปธุรกรรมทางการเงินหรือเครื่องมือแจกสวัสดิการรัฐเท่านั้น แต่ควรถูกพัฒนาให้เป็น Open Platform หรือ “Thailand Digital Platform” ที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ และมีศักยภาพในการเติบโตได้ไกลกว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเชิงพาณิชย์ทั่วไป
ในอีกด้านหนึ่ง นายสมคิดมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ SMEs ไทยกำลังเผชิญในโลกอีคอมเมิร์ซอย่างชัดเจน นั่นคือการที่ผู้ประกอบการรายย่อยแทบไม่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติอย่าง Lazada, Shopee หรือ Temu ได้ โดยเฉพาะในมิติของราคาและขนาดตลาด (Scale) แพลตฟอร์มเหล่านี้เรียกเก็บค่า GP สูงถึง 20–30% ซึ่งแทบไม่ต่างจากการวางขายสินค้าในร้านสะดวกซื้อ ขณะที่สินค้าไทยจำนวนมากยังไม่สามารถยกระดับไปสู่ตลาด Premium ได้จริง ความพยายามของบริษัทไทยขนาดใหญ่บางรายในการสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตนเองก็จบลงด้วยความล้มเหลวและการขาดทุนจำนวนมาก สะท้อนว่าการ “สู้ในเกมเดิม” อาจไม่ใช่คำตอบของประเทศอีกต่อไป
ทางออกที่นายสมคิดเสนอคือ SMEs ไทยต้อง “ไปแบบอื่น” ไม่ใช่พยายามวิ่งแข่งในสนามเดียวกับยักษ์ใหญ่ระดับโลก แต่ต้องเพิ่มขีดความสามารถของตนเองผ่านการรวมพลังและใช้แพลตฟอร์มร่วมกัน เขาเสนอแนวคิดการสร้าง National Digital Platform ที่ครบวงจร ซึ่งไม่ใช่แค่ตลาดซื้อขายสินค้า แต่เป็นระบบนิเวศที่ช่วยเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย แพลตฟอร์มควรใช้ข้อมูลและ AI เพื่อทำให้ “ของไปหาคน” แทนการรอให้ลูกค้ามาค้นหาเอง ช่วยให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงความต้องการมากขึ้น ขณะเดียวกัน SMEs ควรสามารถใช้ระบบ ERP หรือ IT ต่าง ๆ ในรูปแบบบริการ (utility) ผ่านแพลตฟอร์ม ลดความจำเป็นในการลงทุนซอฟต์แวร์ราคาแพงจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มระดับชาติควรทำหน้าที่เป็นคลังข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยแนะนำ SMEs ในการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมใหม่ ๆ จากพฤติกรรมผู้บริโภคจริง รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นผ่านระบบ Credit Scoring ที่อ้างอิงจากข้อมูลการขายจริงบนแพลตฟอร์ม ไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเหมือนในระบบการเงินแบบเดิม ควบคู่ไปกับการผลักดันการใช้พร้อมเพย์และ Mobile Banking เพื่อลดการใช้เงินสด ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระการจัดการต้นทุนของ SMEs แต่ยังลดต้นทุนเชิงโครงสร้างของประเทศโดยรวม
นายสมคิดสรุปว่า หัวใจสำคัญที่สุดคือ SMEs ไทยต้องโฟกัสในสิ่งที่ตนเองทำได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพสินค้า ความคิดสร้างสรรค์ หรือความเข้าใจตลาดเฉพาะกลุ่ม แล้วปล่อยให้ระบบอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยี Cloud แพลตฟอร์มดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เป็นเครื่องมือสนับสนุน แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงการช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้อยู่รอด แต่คือการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้แข็งแรงในระยะยาว ผ่านแพลตฟอร์มที่ “เป็นของประเทศ” และเติบโตไปพร้อมกับคนไทยทั้งระบบ


