กองทุนน้ำมันสูญ 2,500 ล้าน/วัน นักวิชาการชี้ช่องปรับโครงสร้างพลังงานไทยครั้งใหญ่
นักวิชาการด้านพลังงานชี้กองทุนน้ำมันอาจแบกรับได้ไม่ถึง 2 เดือน แนะเลิกอิงราคาสิงคโปร์ และส่งเสริมพลังงานในประเทศแทนการนำเข้าน้ำมันดิบเกือบทั้งหมด
ดร.ณรงค์ชัย ใหญ่สว่าง นักวิชาการด้านเศรษฐกิจพลังงาน ขึ้นเวทีเสวนา ROUND TABLE“ฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดประเทศไทย” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ | เมื่อวานนี้ (2 เมษายน 2569) ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค พร้อมเปิดเผยตัวเลขที่คาดการณ์ว่า “ประชาชน” จะต้องแบกรับภาระน้ำมันแพงไปอีก หากยังไม่มีการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ
เนื่องจาก กองทุนน้ำมันซึ่งรัฐบาลใช้พยุงราคาเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤตกำลังติดลบเฉลี่ยวันละ 2,500 ล้านบาท เดือนละ 7 หมื่นล้านบาท และหาดยืดเยื้อสองวันจะเท่ากับ 140,000 ล้านบาท ซึ่งทุบทุกสถิติที่เคยมีมา! และยังไม่มีสัญญาณว่าแรงกดดันราคาจากตลาดโลกจะบรรเทาลง
“อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงระยะยาว ลากยาวไปถึงตุลาคมหรือพฤศจิกายน กองทุนน้ำมันจะขาดทุนได้ถึงเมื่อไหร่ … หากสนับสนุนไป 2 เดือน นั่นก็เท่ากับว่าประชาชนต้องรับภาระไปอีก 2 เดือน กว่าจะเอากองทุนน้ำมันกลับมา ทำให้ประชาชนต้องเจอวิกฤตน้ำมันแพง 4 เดือนเลย”
สำหรับ กองทุนน้ำมัน คือ กลไกของรัฐที่เก็บเงินสมทบจากผู้ใช้น้ำมันในช่วงราคาต่ำ แล้วนำเงินสะสมนั้นมาอุดหนุนราคาให้ไม่พุ่งสูงเกินไปเมื่อราคาตลาดโลกปรับขึ้น กล่าวง่ายๆ คือ "เก็บออมตอนถูก ใช้จ่ายตอนแพง" แต่หากราคาโลกแพงยาวนาน เงินกองทุนก็หมดได้ และรัฐต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยราคาขึ้นหรือกู้เงินมาอุดหนุนต่อ ซึ่งทั้งสองทางมีต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับในท้ายที่สุด
ฟิกซ์ราคาหรือลอยตัว? ทางเลือกที่ไม่ว่าทางไหนก็ไม่ง่าย
ดร.ณรงค์ชัย กล่าวว่ารัฐบาล ต้องเข้าใจบทบาทของกองทุนน้ำมัน
"รัฐบาลต้องคำนึงว่า กองทุนน้ำมันมีหน้าที่ชะลอการขึ้นน้ำมันรึเปล่า ไม่ใช่ว่าปล่อยให้อยู่ดีๆ ขึ้นมา 6 บาท ก็อาจจะมากไป”
อย่างไรก็ตามการฟิกซ์ราคาไว้ก็มีความเสี่ยงอีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
“อย่างจีนลอยตัวไปจนถึง 40-45 บาทแล้ว มาเลเซีย 50 บาท เวียดนาม 60 บาทสำหรับดีเซลต่อลิตร ซึ่งหากฟิกซ์ราคาไว้ ก็ต้องคิดถึงการนำไปลักลอบขายต่างประเทศด้วย เพราะน้ำซึมบ่อทราย อุดหนุนเท่าไหร่หายไปหมด”
โดยยกกรณีประเทศมาเลเซียที่เคยเผชิญปัญหาน้ำมันราคาถูกถูกลักลอบข้ามชายแดนมาไทยเป็นเวลากว่า 10 ปี จนต้องปรับนโยบายใหม่ทั้งหมด
"สิ่งที่เขาทำคือสนับสนุนเป็นเงินให้แก่กลุ่มเปราะบางโดยตรง เช่น ประชาชนใช้น้ำมันในการขับขี่รถยนต์เดือนละ 2,000 บาทต่อเดือน ก็จะสามารถสนับสนุนได้เลย เป็นการอุดหนุนต่อกลุ่มเปราะบาง และลดการลักลอบในอนาคต"
ดังนั้น ความชัดเจนจากรัฐบบาล การชะลอการขึ้นราคาน้ำมันและเงินอุดหนุนภาคประชาชนคือสิ่งที่รัฐควรพิจารณาและลงมือทำ ณ ขณะนี้
ปัญหารากเหง้า ไทยน้ำเข้าน้ำมันดิบ 80-90% และอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์
สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะยาว ดร.ณรงค์ชัยมองว่าเป็น ปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากไทยพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูงมาก และยังกำหนดราคาขายปลีกโดยอ้างอิงตลาดสิงคโปร์
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไทยถูกกำหนดโดยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่ง ดร.ณรงค์ชัยเสนอว่าควรพิจารณาว่าการนำเข้าจากแหล่งอื่น เช่น สหรัฐฯ หรือยุโรป อาจให้ราคาที่ดีกว่าในบางช่วงเวลา และรัฐบาลควรมีความยืดหยุ่นในการปรับโครงสร้างการนำเข้านี้
"บ้านเราไม่เคยคิดถึงความมั่นคงทางพลังงานเลยในอดีต … บ้านเรามีการนำเข้าน้ำมันดิบ 80–90% คืออุดหนุนเท่าไหร่หายไปหมดเลย ไปอยู่กับผู้ค้าน้ำมันดิบในต่างประเทศหมด"
เขาชี้ให้เห็นว่าการส่งเสริมพลังงานในประเทศ เช่น เอทานอลหรือไบโอดีเซล แม้อาจแพงกว่าในบางช่วง แต่เงินอุดหนุนนั้นหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยและตกถึงมือเกษตรกร ต่างจากการนำเข้าน้ำมันดิบที่เงินไหลออกนอกประเทศทั้งหมด
“เงินสนับสนุนไป มันตกอยู่ที่เกษตรกร … ยังคงตกอยู่ที่ประเทศเรา หนุน GDP และเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ได้ไหลออกไปต่างประเทศหมดจากการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ"
ทั้งนี้ ดร.ณรงค์ชัย ได้ยกตัวอย่างประเทศอินโดนิเซีย ที่มีการทดลองใช้ B50 คือน้ำมันที่ผสมไบโอดีเซล 50% เพื่อลดการน้ำเข้าน้ำมันดิบและหนุนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม ไทยเองมีศักยภาพทำได้เช่นกัน แต่ยังขาดนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง
...
ท้ายสุดนี้ ดร.ณรงค์ชัยทิ้งท้ายด้วยข้อเรียกร้องที่ชัดเจน รัฐบาลต้องไม่มองวิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นแค่ปัญหาระยะสั้นที่แก้ได้ด้วยการอุดหนุน แต่ต้องถือเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศครั้งใหญ่ ทั้งในแง่แหล่งนำเข้า สัดส่วนพลังงานในประเทศ และวิธีอุดหนุนที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น.


