posttoday

ยศชนันกางวิชั่นปฏิรูปการศึกษาแก้เหลื่อมล้ำใข้AIปฏิรูปหลักสูตรสู่แรงงาน

03 เมษายน 2569

ยศชนันเปิดวิสัยทัศน์บนเวทีวปอ.รุ่น๖๘ชูยุทธศาสตร์แก้เหลื่อมล้ำเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัลมุ่งลดภาระครูพร้อมสร้างโครงข่ายคุ้มครองสังคมตัดวงจรจน

KEY

POINTS

  • การบูรณาการเชิงโครงสร้าง: การแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาต้องทำควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคม และการใช้ระบบดิจิทัลเพื่อลดภาระงานครู
  • การสร้างตาข่ายรองรับสังคม (Safety Net): มุ่งเน้นการ Upskill และ Reskill เพื่อให้ครอบครัวที่เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจสามารถตั้งหลักได้และตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น
  • ปฏิรูปหลักสูตรสู่ตลาดแรงงาน: พัฒนา พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่เพื่อเชื่อมโยงทักษะผู้เรียนเข้ากับอุตสาหกรรมนวัตกรรมใหม่ เช่น AI และการแพทย์ เพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

รายงานพิเศษ: ปฏิรูปการศึกษาไทยยุคพลวัต ยุทธศาสตร์แก้เหลื่อมล้ำผ่านโครงสร้างพื้นฐาน

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองกับนักศึกษา วปอ. รุ่นที่ 68 ในหัวข้อ "การพัฒนาการศึกษาในยุคพลวัต เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ" ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.)

โดยนำเสนอแนวคิดว่าการแก้ปัญหาด้านการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่นที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

นายยศชนันได้อธิบายถึงความเกี่ยวเนื่องระหว่างการศึกษากับโครงสร้างพื้นฐานว่า การคมนาคมคือกุญแจสำคัญในการเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ หากระบบเชื่อมต่อไม่ดี ความเหลื่อมล้ำจะเกิดขึ้นทันทีจากอุปสรรคในการเดินทาง

นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการนำระบบดิจิทัลมาใช้เป็นฐานรากเพื่อลดภาระงานของครู โดยระบุว่า “การนำระบบดิจิทัลมาใช้จะช่วยลดภาระที่ไม่จำเป็น ทำให้ครูมีเวลาโฟกัสกับการจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่มากขึ้น” ซึ่งถือเป็นการคืนเวลาให้ครูเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเยาวชนโดยตรง

สร้าง Safety Net ตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการจัดตั้ง "โครงข่ายความคุ้มครองทางสังคม" หรือ Safety Net เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับครอบครัวที่เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ โดยรัฐต้องมีเครื่องมือที่ช่วยให้ประชาชนสามารถตั้งหลักได้ผ่านการ Upskill และ Reskill นายยศชนันชี้เห็นว่าความยากจนไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาของคนรุ่นถัดไป ดังนั้นการมีระบบรองรับภาวะวิกฤตที่ทันท่วงทีจะช่วยให้ครอบครัวที่ประสบปัญหาไม่ต้องดึงบุตรหลานออกจากระบบการศึกษาเพื่อมาช่วยทำงานหาเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นการหยุดยั้งวงจรความยากจนที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น

ในมุมมองของการบริหารจัดการ นายยศชนันเน้นย้ำถึงความกล้าหาญทางนโยบายว่า “ผู้นำต้องมีความกล้าในการตัดสินใจโดยมองถึงอนาคต แม้สิ่งที่ตัดสินใจอาจจะยังไม่เป็นที่เข้าใจในปัจจุบัน แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงประเทศในระยะยาว” การปฏิรูปครั้งนี้จึงไม่ได้มองเพียงแค่ผลสัมฤทธิ์ในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานผ่านกฎหมายและกลไกของรัฐที่ต้องบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ เศรษฐกิจ และคมนาคม เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่: เชื่อมโยงตลาดแรงงานและนวัตกรรม
สำหรับการปฏิรูปผ่านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ มุ่งเน้นการเชื่อมโยงการศึกษากับตลาดแรงงานให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับปรุงหลักสูตรให้ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมนวัตกรรมใหม่ (New Growth Engine) เช่น AI, Wellness และ Medical Hub เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเปลี่ยนบทบาทของการศึกษาจากการสอนตามตำรา มาเป็นการสร้างทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในโลกการทำงานปัจจุบัน

การปฏิรูปภายใต้แนวคิดนี้ได้รับเสียงสะท้อนว่าเป็นแนวทางที่รอบด้าน แต่ก็มีความท้าทายในทางปฏิบัติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นายยศชนันสรุปทิ้งท้ายว่าการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกโครงสร้างในประเทศที่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งความสำเร็จของการปฏิรูปครั้งนี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการสร้างโอกาสให้กับเยาวชนไทยอย่างเท่าเทียมในอนาคต

แหล่งที่มา : Yodchanan Wongsawat - ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์


 
 

 
 


 

ข่าวล่าสุด

"จีไอเอส" ดัน GIS สู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ชู 6 กลไกขับเศรษฐกิจไทยแข่งโลก