
รุ่งเรือง ธิมาบุตร เปิดหน้าชนทุนฮั้วรัฐ หักเหลี่ยมนายทุน ท้าสอบส่วยป่าตอง
มรสุมลูกใหญ่พัดถล่มอันดามัน เมื่อ5สิงห์ปกครองถูกคำสั่งเด้งฟ้าผ่าเซ่นปมส่วยฉาว ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของความอยุติธรรมและการเปิดหน้าท้าชนทุนทมิฬ
KEY
POINTS
- นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่ปกครองรวม 5 คน ถูกสั่งย้ายด่วนเข้ากรุงเทพฯ หลังมีข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับส่วยในพื้นที่ป่าตอง
- นายรุ่งเรืองเชื่อว่าคำสั่งย้ายเป็นผลมาจากการที่ตนเดินหน้าปราบปรามกลุ่มนายทุนผู้มีอิทธิพลในหลายคดีสำคัญ เช่น การทวงคืนที่ดินหาดฟรีดอมและหาดบางเทา
- นายรุ่งเรืองปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องส่วยป่าตอง และท้าให้มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างเต็มที่ โดยยืนยันความบริสุทธิ์และพร้อมให้ไล่ออกหากพบว่ามีความผิดจริง
พายุการเมืองท้องถิ่นพ่นพิษ: สั่งย้าย 5 บิ๊กปกครองภูเก็ตเซ่นปมส่วยป่าตอง
เจาะลึกชนวนเหตุเด้งระนาวฟ้าผ่า-ปลัดจังหวัดเปิดหน้าท้าชนทุนฮั้วรัฐ
มรสุมลูกใหญ่กำลังพัดถล่มคาบสมุทรอันดามัน
เมื่อ5 แกนนำผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แห่งกรมการปกครองในจังหวัดภูเก็ต ถูกคำสั่งย้ายด่วนเข้ากรุงภายใน 30 วันอย่างไร้ร่องรอยล่วงหน้า ทิ้งปมปริศนาว่านี่คือการล้างบางขบวนการทุจริต หรือเป็นเพียงฉากบังหน้าของการกลั่นแกล้งข้าราชการตงฉินผู้กล้าหักเหลี่ยมนายทุน
เส้นทางวิบากและรอยร้าวในระบบราชการ
การสะบัดปากกาลงนามในคำสั่งย้ายข้าราชการระดับสูงพร้อมกันถึง 5 ตำแหน่ง นำโดย นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ร่วมด้วยนายอำเภอเมืองภูเก็ต นายอำเภอถลาง นายอำเภอกะทู้ และป้องกันจังหวัดภูเก็ต ไปช่วยราชการที่กรมการปกครองโดยยังไม่ขาดจากตำแหน่งเดิมนั้น ถือเป็นแผ่นดินไหวทางการเมืองท้องถิ่นที่สั่นสะเทือนไปถึงส่วนกลาง
ชนวนเหตุอย่างเป็นทางการระบุว่า เพื่อประโยชน์ของทางราชการและเปิดทางให้การสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างรวดเร็ว บริสุทธิ์ยุติธรรม หลังเกิดกระแสประท้วงเดือดของกลุ่มผู้ประกอบการหาดป่าตองที่รวมตัวแฉโพยการเรียกรับเงินสินบนหรือ "ส่วย" โดยมีการชูตัวย่อปริศนา "ปจ." พ่วงท้ายด้วยรหัสลับ "1 กล." ซึ่งถูกตีความในวงกว้างว่าอาจหมายถึงตัวเงินจำนวนมหาศาล
ยิ่งไปกว่านั้น อธิบดีกรมการปกครองในฐานะคณะกรรมการ ปปง. ยังได้เปิดไฟเขียวให้ใช้กลไกตรวจสอบเส้นทางเงินของเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ภูเก็ตและสุราษฎร์ธานี จนพบความผิดปกติบางประการที่ไม่อาจมองข้าม
ผลงานขัดตาทัพ หรือ กับดักขัดผลประโยชน์?
ท่ามกลางข้อกล่าวหาอันอื้อฉาว นายรุ่งเรือง ทิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ตเลือกที่จะไม่นิ่งเงียบ แต่กลับเปิดหน้าชกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ด้วยถ้อยคำอันเผ็ดร้อน "นี่หรือคือความชอบธรรม" พร้อมตั้งข้อสังเกตอย่างมีเงื่อนงำว่า คำสั่งย้ายครั้งนี้อาจเป็นผลพวงจากการที่ตนลงพื้นที่ทลายขุมทรัพย์นายทุนอย่างหนักหน่วงตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา ผ่าน 3 คดีประวัติศาสตร์
การยึดคืนหาด Freedom: สนธิกำลังร่วมกับกรมป่าไม้และกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ทวงคืนผืนป่าริมหาด 65 ไร่ มูลค่ามหาศาล นำไปสู่การดำเนินคดีถึง 23 คดี
การทวงคืนหาดบางเทา: เดินหน้ายึดคืนพื้นที่ป่าไม้ 6 ไร่ครึ่งที่ถูกเอกชนฮุบไปปล่อยเช่า ซึ่งเป็นคดีซับซ้อนและมีแรงกดดันจากผู้มีอิทธิพลสูงยิ่ง
การล้างบางมาเฟียถนนบางลา: บุกตรวจค้นความผิดปกติกรณีการเปิดให้ยิงปืนในสถานบันเทิง ยึดอาวุธปืนผิดกฎหมายและผิดประเภทได้ถึง 23 กระบอก
"คืนที่จับกุมหาดบางเทา หน่วยงานอื่นไม่มีใครกล้าลงชื่อในบันทึกการจับกุมเลย มีเพียงทีมฝ่ายปกครองของผมเท่านั้นที่กล้าแลก มีคนอ้างตัวเป็นถึงอดีตรัฐมนตรีช่วยโทรศัพท์มาหาผมและรองผู้ว่าฯ ในยามวิกาล เพื่อขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหา กลุ่มทุนที่เสียประโยชน์เหล่านี้เป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ มีศักยภาพสูงพอที่จะสั่งย้ายข้าราชการคนไหนก็ได้" ปลัดจังหวัดภูเก็ต ระบุ
นอกจากนี้ นายรุ่งเรืองยังตั้งคำถามชวนคิดถึงความสมเหตุสมผลของคำสั่งดังกล่าว ว่าหากชนวนเหตุมาจากเรื่องส่วยป่าตองซึ่งอยู่ในเขตอำเภอกะทู้ เหตุใดนายอำเภอถลางและนายอำเภอเมืองภูเก็ตที่ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เกิดเหตุจึงต้องพลอยฟ้ายินแฉลบถูกหางเลขไปด้วย ส่วนอักษรย่อ "ปจ." และ "1 กล." นั้น ตนเพิ่งเข้ามาทำงานได้เพียง 5 เดือน จึงพร้อมท้าพิสูจน์เส้นทางการเงินว่าส่วยก้อนนี้ไหลไปซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าใครกันแน่
ด้าน นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้ออกมาเบรกกระแสดราม่าโดยชี้แจงว่า สังคมต้องแยกแยะระหว่าง "การทำดี" กับ "การกระทำผิด" ออกจากกัน ส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐก็ต้องชื่นชม แต่เมื่อมีประเด็นร้องเรียนเรื่องทุจริตเข้ามา หน่วยงานก็จำเป็นต้องตรวจสอบตามกระบวนการเพื่อความโปร่งใส ซึ่งผู้ถูกโยกย้ายทุกคนสามารถยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมได้ตามขั้นตอนกฎหมาย
บทสรุปของศึกสายเลือดสีกากีนักปกครองในครั้งนี้ ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งข้อเท็จจริง ปลัดจังหวัดภูเก็ตประกาศกร้าวท้าชนยินดีให้ตั้งกรรมการสอบวินัยอย่างเต็มพิกัด หากพบว่าตนผิดจริงก็พร้อมให้ "ไล่ออก" ทันที แต่หากบริสุทธิ์ ข้าราชการตัวเล็กๆ ที่ตั้งใจทำงานก็ควรได้รับความยุติธรรมคืนมา
เหตุการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังระบบราชการไทย ว่ามาตรฐานแห่งความยุติธรรมจะถูกบิดเบือนด้วยอำนาจมืดและกลุ่มทุนเหนือกฎหมายหรือไม่ หรือนี่จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการกวาดล้างเนื้อร้ายให้พ้นไปจากแผ่นดินอันดามัน?
ท้ายที่สุดแล้ว สังคมไทยคงต้องร่วมกันจับตามองอย่างไม่กระพริบตา เพราะหากคนทำงานดีต้องพ่ายแพ้ต่ออำนาจทุน ต่อไปคงไม่มีข้าราชการคนใดกล้าลุกขึ้นมาปกป้องสมบัติของชาติอีกต่อไป







