posttoday

เวียดนาม-ลาว ขยับคุมเข้มออนไลน์ จี้ไทยยกระดับ ก่อนผู้บริโภคพัง

14 มกราคม 2569

กรณีเวียดนาม-ลาว ยกระดับคุมตลาดออนไลน์ สภาผู้บริโภคชี้ ไทยควรเร่งปรับปรุงคุ้มครองผู้บริโภค แม้ประเทศไทยมีกฎหมายที่ดูทันสมัย แต่บทลงโทษเบา ขาดเจ้าภาพหลัก

จากปัญหาการเข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ไม่มีกฎหมายคุมเข้มในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มเหล่านี้อย่างจริงจัง ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ที่มิจฉาชีพและผู้ประกอบการบางรายใช้เอาเปรียบผู้บริโภคไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างเวียดนามได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายควบคุมโฆษณาออนไลน์ที่เข้มงวด รวมถึงบังคับใช้โดเมนเนมระดับประเทศ (.vn) เพื่อยืนยันตัวตนผู้ขาย สปป. ลาว ได้ออกคำสั่งให้ผู้ค้าออนไลน์ทั่วประเทศต้องขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างความโปร่งใส

อุดมธิปก ไพรเกษตร อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค ชี้ว่าแม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่ดูทันสมัยในหลายส่วน แต่ปัญหาสำคัญคือการขาดเจ้าภาพหลักและการบูรณาการกฎหมายที่มีอยู่มาบังคับใช้อย่างจริงจัง รวมถึงบทลงโทษที่เบาเกินไปจนไม่สามารถป้องปรามการกระทำผิดได้

เขาวิเคราะห์ถึงทิศทางความเปลี่ยนแปลงของกฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกรณีของประเทศเวียดนามและ ลาว ที่มีการออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าต่างประเทศให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลผู้บริโภคอย่างเข้มงวดมากขึ้น แต่ประเทศไทยมีกฎหมายมีกฎหมายที่ทำหน้าปกป้องคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีอยู่แล้ว แต่ขาดบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและการมีหน่วยงานศูนย์กลางกำกับและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 

เวียดนามเข้มคุมโฆษณาออนไลน์ ต้องข้ามได้ใน 5 วินาที ลบเนื้อหาผิดกฎหมายทันที

สำหรับเวียดนาม ได้เริ่มใช้กฎหมายควบคุมโฆษณาออนไลน์ใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กำหนดให้โฆษณาต้องสามารถกดข้าม (Skip) ได้ภายใน 5 วินาที แต่สำหรับประเทศไทยควรกำหนดโฆษณาในเวลาเท่าใด จะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทำหน้าที่พิจารณาให้เป็นประโยชน์มากที่สุดและมีความเหมาะสม 

การลดเวลาจากมาตรการนี้ของเวียดนามเป็นผลดีต่อผู้บริโภคในแง่ของการลดความไม่ชื่นชอบการรับชมโฆษณา เพราะหากโฆษณาไม่ดึงดูดใจ ผู้บริโภคก็ไม่จำเป็นต้องทนดูนานเกินไป แต่เมื่อประเมินเฉพาะมุมมองเรื่องการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ที่อาจแฝงกับโฆษณาได้นั้น มาตรการนี้อาจยังไม่สามารถแก้ปัญหาการหลอกลวงได้ทั้งหมด เนื่องจากมิจฉาชีพมักเลี่ยงไปใช้รูปแบบคลิปวิดีโอทั่วไปแทนการยิงโฆษณาผ่านระบบ

เวียดนาม-ลาว ขยับคุมเข้มออนไลน์ จี้ไทยยกระดับ ก่อนผู้บริโภคพัง

อุดมธิปก ไพรเกษตร

นอกจากนี้ เวียดนามยังมีมาตรการจัดการกับโฆษณาที่ผิดกฎหมายโดยต้องลบออกภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่ง อุดมธิปก ระบุว่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีอัลกอริทึมที่สามารถตรวจจับและระงับเนื้อหาได้ทันทีอยู่แล้ว หากรัฐบาลมีการกำหนดเกณฑ์การรายงาน (Report) ที่ชัดเจน เช่น หากมีการรายงานผิดปกติจากผู้ใช้งานในสัดส่วนที่กำหนด แพลตฟอร์มต้องระงับทันทีเพื่อป้องกันความเสียหาย

อีกหนึ่งจุดแข็งของเวียดนามคือการกำหนดให้ลิงก์ขายของออนไลน์ต้องใช้โดเมนเนมของประเทศ (.vn) เท่านั้น เพื่อให้สามารถยืนยันตัวตน (Verify) ผู้ขายภายในประเทศได้จริง

สำหรับปัญหาใหญ่ที่พบในปัจจุบันคือโฆษณาบนเว็บไซต์ที่มักมีปุ่มปิดหรือปุ่มยกเลิกปลอม รวมถึงการวางโฆษณาซ้อนกันหลายตำแหน่งจนกดข้ามได้ยาก ซึ่งในประเทศไทยยังขาดกฎหมายที่ควบคุมโฆษณาบนโลกดิจิทัลโดยตรงที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ อย. หรือ สคบ.

ดังนั้น รัฐบาลควรสนับสนุนให้สื่อไทยใช้โดเมน .th หรือ .ไทย เพื่อสร้างความปลอดภัย และกำหนดมาตรฐานการออกแบบหน้าปก (Layout) โฆษณาที่ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค

 ลาว สั่งผู้ค้าออนไลน์ขึ้นทะเบียน ส่วนในไทยกับบทเรียนราคา 100 บาท

อย่างไรก็ตามอีก ประเทศที่มีมาตรการคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคในอาเซียนกับประเทศลาว โดยกรณีที่ลาวออกคำสั่งให้ผู้ค้าออนไลน์ทั่วประเทศต้องขึ้นทะเบียน โดยจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น อุดมธิปก เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างมาตรฐานความปลอดภัย การขึ้นทะเบียนจะช่วยให้รัฐมีฐานข้อมูล (Data) ที่ชัดเจนว่ามีผู้ค้าออนไลน์จำนวนเท่าใด อยู่ที่ไหน และทำธุรกิจประเภทใด ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมและการกำกับดูแล

ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย ที่มีกฎหมายให้ผู้ขายออนไลน์ต้องจดทะเบียน DBD Register หรือ DBD Verify มานานแล้ว แม้ว่าจะมีค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาทสำหรับการไม่จดทะเบียน และปรับวันละ 100 บาท จนกว่าจะปฏิบัติถูกต้อง แต่เนื่องจากไม่มีการดำเนินการอย่างจริงจัง โดยให้ แพลตฟอร์ม ต้องรับเฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียน ทำให้ผู้ค้าจำนวนมากละเลยการจดทะเบียน 

อีกทั้งกฎหมายไทยยังขาดการบูรณาการ เพราะการขึ้นทะเบียนผู้ขายสินค้ากระจายอยู่ตามหลายหน่วยงานขึ้นอยู่กับสินค้าหรือบริการที่ขาย เช่น สคบ. กรมการค้าภายใน หรือ อย. ทำให้ไม่มีเจ้าภาพหลักในการดูแลภาพรวม

อุดมธิปก เสนอแนวทางว่า เพื่อให้การขึ้นทะเบียนเกิดผลจริง แพลตฟอร์มและธนาคารควรเข้ามามีส่วนร่วม เช่น แพลตฟอร์มต้องแสดงเครื่องหมายรับรองการจดทะเบียนให้กับร้านค้าที่ยืนยันตัวตนแล้วเท่านั้น หากเกิดการหลอกลวง แพลตฟอร์มในฐานะตัวกลางต้องร่วมรับผิดชอบ และควรเปิดช่องทางให้ผู้ค้าสามารถขึ้นทะเบียนผ่านธนาคารตอนเปิดบัญชีธุรกิจ หรือผ่านสมาคมการค้าต่าง ๆ เพื่อความสะดวก

ข้อเสนอแนะเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคไทยอย่างยั่งยืน

อุดมธิปก กล่าวต่อว่า แนวทางในการดำเนินการเพื่อยกระดับความปลอดภัยในตลาดออนไลน์ของไทยจากมิจฉาชีพ ประการแรกต้องบังคับใช้กฎหมายและบูรณาการ ควรใช้คณะกรรมการภายใต้พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล (DPS) เป็นหลัก และควรเพิ่มตัวแทนจากสภาผู้บริโภคเข้าไปในคณะกรรมการเพื่อเสนอแนะมาตรการที่เน้นประโยชน์ของผู้บริโภค ประการต่อมา สร้างความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม โดยแพลตฟอร์มต้องแสดงเครื่องหมายรับรองการจดทะเบียนร้านค้า หากเกิดการหลอกลวง แพลตฟอร์มในฐานะตัวกลางต้องร่วมรับผิดชอบ

ประการสุดท้าย การสร้างภูมิคุ้มกัน รัฐต้องผลักดันให้แพลตฟอร์มนำรายได้จากการโฆษณามาใช้ในการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภค ให้เข้าใจว่าอัลกอริทึมทำงานอย่างไร และจะป้องกันตนเองจากการถูกเก็บพฤติกรรมไปใช้หลอกลวงได้อย่างไร

ความเอาจริงเอาจังของหน่วยงานรัฐ โดยหน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น กสทช. ,ETDA ต้องออกระเบียบกำกับดูแลโฆษณาออนไลน์และแพลตฟอร์มอย่างเคร่งครัด ไม่ให้เกิดช่องว่างที่มิจฉาชีพจะใช้แอบอ้างได้ 

ข่าวล่าสุด

สหรัฐไฟเขียวส่งออกชิป Nvidia H200 ไปจีน ภายใต้เงื่อนไขเข้ม