Plantae โตไว 4 ปี รายได้หลักร้อยล้าน ปลุกตลาดโปรตีนจากพืช
เปิดมุมมอง พันดนัย สถาวรมณี CEO "Plantae" กับเป้าหมายปลุกตลาดโปรตีนพืช (Plant-based) ให้เติบโต ลดการทำร้ายสัตว์ รายได้ 400 ล้าน
KEY
POINTS
- Plantae แบรนด์โปรตีนจากพืชสัญชาติไทย โตเร็ว 4 ปี รายได้แตะ 400 ล้าน
- CEO เปิดมุมมองเป็นแบรนด์เล็ก แต่ยึดมั่นเป้าหมาย หวังปลุกตลาดอาหารจากพืชโต
- เผยความสำเร็จผ่านการร่วมมือกับแบรนด์อื่น อย่าง "ชาตรามือ" สร้างยอดขาย 10 ล้านบาทภายใน 24 ชั่วโมง
10 ปีก่อน เมืองไทยยังมีสตาร์ทอัพสายอาหารน้อยมาก แต่วันนี้ตลาดอาหารจากพืช (Plant-based) มีมากกว่าร้อยแบรนด์ แข่งขันสูง ทำให้การเป็นผู้นำไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ ความจริงใจต่อผู้บริโภค คือกุญแจสำคัญ นี่คือเรื่องราวของ Plantae (แพลนเต้) โปรตีนจากพืชสัญชาติไทย ที่เติบโตเร็ว ทำรายได้หลักร้อยล้านในเวลาเพียง 4 ปี
จากฟาร์มเมลอนสู่ธุรกิจอาหารพืช
หากจำกันได้ เมื่อ 10 ปีก่อน สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม จนได้ฉายาว่า “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” ที่มีร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ตามมามากมาย และหนึ่งในนั้นคือ ฟาร์มเชิงเกษตรโคโรฟิลด์ (CORO Field) ที่ดึงดูดความสนใจ ด้วยการนำเมลอนสายพันธุ์ญี่ปุ่นมาปลูกในเมืองไทย พร้อมนำผลผลิตมาทำอาหาร ของหวาน และเครื่องดื่ม กลายเป็นแลนมาร์กของสวนผึ้ง
แต่โลกของการท่องเที่ยวและพฤติกรรมผู้บริโภคไม่เคยหยุดนิ่ง สองพี่น้องแห่งครอบครัว “สถาวรมณี” อย่าง มิตรดนัย และพันดนัย สถาวรมณี ได้ต่อยอดความรู้ด้านเกษตรจากโคโรฟิลด์ มาสู่การสร้างแบรนด์โปรตีนจากพืช ในชื่อ Plantae (แพลนเต้) ซึ่งวางจำหน่ายทั่วประเทศ ทั้งในออนไลน์ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ตลอดจนร้านสะดวกซื้อ ภายในระยะเวลา 4 ปี บริษัท แพลนเต้ ไลฟ์ จำกัด สามารถทำรายได้ถึง 400 ล้านบาทในปี 2567 เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีรายได้ 298 ล้าน และ 214 ล้านในปี 2565 (ตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า)
เริ่มจากตั้งคำถามถึงความพอใจตัวเอง
โพสต์ทูเดย์ ได้พบกับ พันดนัย สถาวรมณี CEO ของ Plantae ในงาน #TikTokShopThaiRisers: Beauty Trendsetter เขาเล่าว่า หลายคนอาจไม่ค่อยรู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะก่อนมาทำธุรกิจ เขาเคยทำงานด้านการเงิน เป็นนักลงทุน มาก่อน มีครั้งหนึ่งในชีวิตได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า "หากชีวิตไม่มีความหมายหรือคุณค่า แล้วเราจะพลาดอะไรในโลกนี้หรือไม่?"
เมื่อเวลาผ่านไป จึงเริ่มตั้งคำถามกับเส้นทางการทำงานของตัวเองว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เขาจะพอใจไหม คำตอบคือ “ไม่” และนั่นทำให้เขาหันมาสร้างธุรกิจที่สอดคล้องกับคุณค่าภายในของตัวเอง กลายเป็นจุดกำเนิดของ “Plantae”
เป้าหมายทำให้อาหารจากพืชโต
พันดนัย เล่าต่อว่า เมื่อ 5 ปีก่อน อาหารจากพืช (plant-based) ยังไม่ใช่เทรนด์ ไปเล่าไอเดียให้ใครฟัง ก็ต่างเตือนว่า “อย่าทำเลย ตลาดเล็ก ทำมาแล้วก็ไม่มีใครกิน” แต่เขายังคงมุ่งมั่น เพราะตั้งใจไม่ใช่แค่ขายอาหารแต่ต้องการช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น
“ในวันแรกที่เริ่มทำงานผมเขียนบนโต๊ะทำงานว่า “We don’t just provide food, we save lives” เราไม่ได้อยากทำธุรกิจแล้วแค่ขายแล้วได้เงิน แล้วรวยๆ
แต่ระหว่างทำเราอยากสร้างคุณค่าในการช่วยชีวิตคนอื่น ทำให้ตลาดอาหารจากพืชเติบโตขึ้น เป็นตัวเลือกที่คนเข้าถึงได้ ถ้าเราทำได้จะมีสัตว์กี่ตัวไม่ต้องถูกฆ่า ซึ่งเราไม่ใช่ วีแกน อาจจะเริ่มกิน เพียงสัปดาห์ละหนึ่งมื้อ ก็สามารถช่วยลดจำนวนสัตว์ที่ต้องตาย วันนี้ตลาดอาหารจากพืช มีแบรนด์เต็มไปหมดในตลาด ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคเปิดใจและให้การสนับสนุนมากขึ้น และนั่นคือหนึ่งในความสำเร็จ
ในตลาดมีเกือบ 100 แบรนด์
พันดนัยเล่าว่า มีหลายช่วงที่ยาก แต่ช่วงที่หนักที่สุดคือช่วงพัฒนาโปรตีนจากพืชใหม่ ๆ ตอนนั้นมีแบรนด์ในตลาดเกือบ 100 แบรนด์ แข่งขันสูงมาก ยอดขายของ Plantae ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ทีมต้องนั่งคุยกันว่า “จะไปทางไหนดีต่อ”
มีคนในทีมเสนอว่า ในเมื่อแบรนด์ติดตลาดแล้ว ลองทำคอลลาเจนไหม ตลาดใหญ่และมีโอกาสทำยอดระดับร้อยล้านอยู่ตรงหน้า แต่สุดท้ายเขาตัดสินใจไม่ทำเพราะคอลลาเจนส่วนใหญ่ต้องมาจากปลา ซึ่งขัดกับคุณค่าพื้นฐานของแบรนด์ที่ต้องการลดการใช้สัตว์และยืนบนพืชเป็นหลัก
เขายอมรับว่า การเลือกทางนี้ยากกว่าเพราะเมื่อตัดสินใจไม่ทำอาหารเสริมสาย Daily หรือคอลลาเจน ตัวเลือกการขยายธุรกิจก็เหลือน้อยกว่าแบรนด์ทั่วไป แต่ทีมเลือกที่จะไม่หลุดจาก Purpose ของตัวเอง
Plantae จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ เช่น วิตามิน ผงผัก โปรตีนบาร์ และนมพืชที่วางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งช่วยต่อยอดแบรนด์โดยไม่เสียตัวตน ซึ่งก็เป็นมุมมองที่ทำให้รู้ว่าธุรกิจมันสามารถไปทางไหนได้บ้าง
ไทยเป็นเมืองอาหาร แต่มีสตาร์ทอัพสายนี้ไม่มาก
พันดนัย เล่าว่า Plantae เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่คว้ารางวัลด้านรสชาติจากเวทีระดับโลก ที่เบลเยี่ยม ซึ่งปกติรางวัลประเภทนี้มักตกเป็นของแบรนด์ต่างชาติ
เขาบอกว่าความสำเร็จนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมงาน โดยเฉพาะเชฟที่พัฒนาสูตรมาเกือบหนึ่งปีเต็ม โดยมีโจทย์เพียงข้อเดียวคือ “ทำยังไงให้รสชาติดีกว่าโปรตีนจากพืชที่มีอยู่ในตลาด”
พันดนัยมองว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นเมืองแห่งอาหาร แต่กลับมี Food Startup ไม่มากนัก เราตั้งใจทำแบรนด์นี้ขึ้นมาว่าเราทำได้ ซึ่งหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Plantae เป็นแบรนด์ของคนไทย สิ่งที่เซอร์ไพรส์คือ พนักงานเราทุกคน เป็นลูกค้า Plantae หมด มีคนสมัครเข้ามาปีละ 30,000 กว่าคน ซึ่งแบรนด์เราไม่ได้ใหญ่ มีพนักงานแค่ 50 คน คนเท่านั้น เขามองว่านี่คือเสน่ห์ของแบรนด์ ซึ่งไม่ได้ตั้งโจทย์ว่าต้องเพิ่มกำไรสูงสุด แต่เดินด้วย “Purpose” เป็นหลัก เพราะ Plantae มองลูกค้าเหมือนเพื่อนร่วมทาง ไม่ใช่แค่ผู้จ่ายเงิน
ลูกค้าหลายคนกลายมาเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ให้แบรนด์ และร่วมช่วยสร้างคอมมูนิตี้ไปพร้อมกัน ล่าสุดกิจกรรมที่จัดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็เป็นกิจกรรมที่ทีมงานและลูกค้าร่วมกันออกไอเดีย ทั้งล่องเรือ เล่นโยคะ หรือแม้แต่ชวนกันพาสัตว์เลี้ยงมาร่วมสนุก
รางวัลมีความสำคัญกับ Plantae ยังไง?
พันดนัยเล่าย้อนว่า เพราะจุดตั้งต้นของทีม Plantae คือความเชื่อว่า ธุรกิจอาหารแม้จะไม่ใช่เทคโนโลยี แต่ก็มี Pain Point และโจทย์ที่ท้าทายไม่ต่างกัน โดยเฉพาะโปรตีนจากพืช ซึ่งพัฒนายาก และต้องอาศัยความพยายามสูงมาก เมื่อก่อนเรามีทีม R&D เพียงสองคน เชฟหนึ่งคนและฝ่ายจัดซื้อหนึ่งคน พร้อมตั้งโจทย์เดียวคือ “ต้องทำให้รสชาติดีกว่าโปรตีนของแบรนด์ดังระดับโลกให้ได้”
ทีมจึงทดลอง ปรับสูตร และพัฒนากันอย่างหนักกว่า 20 รอบ แม้หลายครั้งจะถึงขั้นน้ำตาซึมด้วยความกดดัน แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ จนท้ายที่สุดก่อนเปิดขาย ต้องปรับสูตรรวมกว่า 80 รอบ เพื่อให้ได้รสชาติที่ “อร่อยจริง” และ “กินง่าย”
พันดนัยบอกว่า ความจริงใจและความทุ่มเท คือจุดเด่นของ Plantae วันนี้ทีม R&D เติบโตจาก 2 คนเป็นกว่า 20 คน และเลือกทำ R&D เองทั้งหมด ไม่ส่งให้โรงงานคิดแทน เพราะโรงงานไม่มีทางปรับสูตรให้ถึง 80 รอบได้ มันเปลืองต้นทุนเกินไป แต่ Plantae ยอมทำ เพราะความคาดหวังของลูกค้าต้องมาก่อน
อีกอย่างที่แบรนด์ให้ความสำคัญคือวัตถุดิบ ซึ่งหลายโรงงานมักใช้ส่วนผสมรวมแบบ Batch ทำให้ตรวจสอบไม่ได้ว่าแต่ละรอบใส่อะไรบ้าง แต่ Plantae เลือกนำวัตถุดิบทั้งหมดมากอง ตรวจเอง ชั่งเอง และวัดปริมาณเอง เพื่อให้สิ่งที่เขียนข้างกล่อง “ตรงตามจริงทุกกรัม”
เขายอมรับว่า หลายคนอาจไม่รู้เบื้องหลังทั้งหมด แต่การยืนหยัดในมาตรฐานเช่นนี้ทำให้ Plantae แม้จะเป็นทีมเล็ก ๆ ในตอนเริ่มต้น ก็สามารถคว้ารางวัลโปรตีนพืชที่กินง่ายจากเวทีใหญ่ระดับโลกได้สำเร็จ ซึ่งเป็นครั้งแรกของแบรนด์ไทยในเวทีเบลเยียม
ความสวยงามของธุรกิจอยู่ที่ mindset
พันดนัยบอกว่า สิ่งนี้ทำให้เขาภูมิใจมาก เพราะรางวัลระดับโลกไม่ได้วัดที่บริษัทใหญ่หรือเล็ก แต่ขึ้นอยู่กับ “mindset” และความเชื่อว่าทำได้จริง เขามองว่านี่คือความสวยงามของการสร้างธุรกิจ ความพยายามเล็ก ๆ ที่เติบโตเป็นความสำเร็จได้ หากไม่หยุดคิดและไม่หยุดลงมือทำ
เสน่ห์ของ Plantae คือการเป็นแบรนด์ที่เป็นของทุกคนลูกค้าคือส่วนหนึ่งของแบรนด์ และช่วยขับเคลื่อนไปด้วยกัน เขาหวังว่าในอีก 3–5 ปีข้างหน้า Plantae จะเติบโตเป็น Food Startup ไทยที่สามารถออกสู่ภูมิภาคและตลาดโลกได้ พร้อมขอแรงใจจากทุกคนในฐานะแฟนคลับของแบรนด์ ก่อนส่งต่อให้โซอี้ร่วมแลกเปลี่ยนในมุมของครีเอเตอร์และ TikTok ต่อไป
คอลแลปชาตรามือ 24 ชั่วโมงขายได้ 10 ล้าน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา Plantae ร่วมคอลแลปกับหลาย ๆ แบรนด์ เป็นอีกหนึ่งการสร้างสีสันให้ตลาด
พันดนัย ยกตัวอย่างการคอลแลประหว่าง Plantae กับชาตรามือว่า เริ่มต้นจากการพบกันที่งานแสดงสินค้า ระหว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน ทีมต้องส่งมอเตอร์ไซค์ไปเติมชาใหม่ทุก 2 ชั่วโมง เพราะหลังผ่านไป 2 ชั่วโมง รสชาติจะเปลี่ยน ทำให้ต้องปรับแก้วและส่ง external case หลายรอบกว่าจะได้สูตรที่ CEO ของแบรนด์ชาตรามือรับรองผลลัพธ์ของการคอลแลบคือ กระปุกชาแบบลิมิเต็ดขายได้ถึง 10 ล้านใน 24 ชั่วโมง ถือเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจ
พันดนัย ยังย้ำว่าการไม่ทำคอลลาเจนเป็นการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บน Purpose ของแบรนด์ แทนที่จะเน้นกำไรสูง เขาเลือกพัฒนาผลิตภัณฑ์จากพืชที่กินง่าย แต่ยังคงคุณค่าผักแท้จริง เช่น ผงผักและโปรตีนที่ปรับกลิ่นให้รับประทานง่ายกว่าเดิม แม้จะไม่หวานเหมือนน้ำตาล แต่ยังคงดีต่อสุขภาพ และราคาสมเหตุสมผลเพื่อให้เข้าถึงคนจำนวนมาก


