posttoday
“อธิปไตยทางการสื่อสาร” ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อันตรายกว่าที่คิด

“อธิปไตยทางการสื่อสาร” ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ อันตรายกว่าที่คิด

15 มิถุนายน 2569

“ภัยคุกคามของชาติ” มิได้จำกัดอยู่เพียงการสู้รบทางทหารอีกต่อไป แต่ยังมีภัยคุกคามในรูปแบบอื่น ที่อันตรายและแยบยลกว่า เพราะเข้าถึงชีวิตประจำวันของทุกคน

ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ พลอากาศโท ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  กล่าวในงาน เสวนาวิชาการ “ความมั่นคงของชาติในโลกผันผวน: เศรษฐกิจ สังคม และภัยคุกคามรูปแบบใหม่” โดยหลักสูตรการบริหารความมั่นคงสำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 7 ว่า 

 

นอกเหนือจากภัยไซเบอร์อย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาลแล้ว ยังมีภัยเงียบที่มีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น คือ ภัยคุกคาม “อธิปไตยทางการสื่อสาร” ซึ่งหมายถึง “อำนาจอิสระของรัฐหรือประชาชนในการควบคุม กำกับดูแล และปกป้องระบบสื่อสาร ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไม่ให้ถูกครอบงำหรือแทรกแซงจากภายนอก” ซึ่งนับเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยในยุคดิจิทัล 

 

หากเปรียบเทียบอดีต ที่ "อธิปไตย" หมายถึง การปกป้องเขตแดน ผืนดิน ผืนน้ำ และน่านฟ้า ดังนั้น “อธิปไตยทางการสื่อสาร” คือ การปกป้องเขตแดน "บนโลกไซเบอร์" ที่ไร้พรมแดน โดยที่ประเทศต้องปกป้อง ครอบคลุมใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 

1. อธิปไตยทางโครงสร้างพื้นฐาน 

 

- ควบคุมระบบโครงข่าย: มีอำนาจดูแลสายเคเบิลใต้น้ำ สถานีฐาน ระบบดาวเทียม และระบบคลาวด์หรือศูนย์ข้อมูล (Data Center) ภายในประเทศ

 

- ลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์: ป้องกันการถูกตัดสัญญาณหรือปิดกั้นระบบ หากต้องพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติทั้งหมดจะยิ่งมีความเสี่ยงสูง 

2. อธิปไตยทางข้อมูล 

 

- คุ้มครองข้อมูลในชาติ: จัดเก็บข้อมูลพฤติกรรม ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลความมั่นคงภายใต้กฎหมายของตนเอง เช่น Sovereign Cloud 

- ลดการพึ่งพาต่างประเทศ: ป้องกันการสูญเสียอำนาจในการควบคุมและใช้ประโยชน์จาก Big Data ของคนไทยที่เกือบ 100% อยู่บนเซิร์ฟเวอร์บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Tech Giants) ข้ามชาติ

 

3. อธิปไตยทางกฎหมายและการกำกับดูแล

 

- อำนาจบังคับใช้กฎหมาย: รัฐสามารถกำหนดกฎและหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลระบบและแพลตฟอร์มที่กระทำความผิดได้

 

- ทลายข้อจำกัดเชิงอำนาจ: ก้าวข้ามข้ออ้าง "กฎหมายเอื้อมไม่ถึง" หรือการไม่ยอมให้มีการกำกับ OTT หรือแพลตฟอร์ม เพื่อจัดการข่าวปลอม (Fake News) และเนื้อหาผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ


4. อธิปไตยทางวัฒนธรรมและเนื้อหา 

 

- อิสระภาพทางความคิด: ประชาชนรับรู้ข่าวสารได้อย่างถูกต้องโดยไม่ถูกครอบงำด้วยอัลกอริทึม (Algorithm) ที่ใช้ AI ของแพลตฟอร์มต่างชาติ

 

- ป้องกันการครอบงำ: ลดความเสี่ยงจากการถูกป้อนข้อมูลเพื่อล้างสมอง เปลี่ยนแปลงค่านิยม หรือสร้างความแตกแยกทางการเมือง ผ่านการดำเนินงานที่แยบยลของแพลตฟอร์มในปัจจุบัน


ดังนั้น อธิปไตยทางการสื่อสาร จึงหมายถึง การที่ประเทศไม่ได้เป็นเพียง "ผู้เช่าระบบหรือผู้บริโภค" ที่ต้องยอมจำนนต่อกฎของบริษัทยักษ์ใหญ่ หากแต่ต้องมีอำนาจในการปกป้องและกำหนดทิศทางดิจิทัลด้วยตนเอง เพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง


เมื่อพิจารณาสถานภาพของประเทศไทย ที่ยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มต่างชาติเป็นสำคัญ ย่อมเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง ข้อมูลรั่วไหล และการครอบงำทางวัฒนธรรมโดยไร้ทางสู้ สถานการณ์นี้ทำให้ย้อนนึกอดีตที่ไทยเคย “สูญเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต”

 

ที่อาจไม่ต่างจากปัจจุบันที่เมื่อเกิดปัญหาบนโลกออนไลน์ รัฐกลับต้องบังคับใช้กฎหมายผ่านกระบวนการตามกฎของแพลตฟอร์มต่างชาติ เพียงเพราะเราพึ่งพาเทคโนโลยีเขา

 

และสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ คือ คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกบังคับแต่เต็มใจมอบข้อมูลให้เอง เพื่อแลกกับการได้ใช้ประโยชน์จากบริการที่ทันสมัยและสะดวกสบาย

 

ระบบการสื่อสารไทยจึงมี "ความเปราะบาง"  ซึ่งไม่ได้หมายความว่าระบบหรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่ดีพอ แต่คือการพึ่งพาต่างชาติเป็นสำคัญ

 

เพราะวันนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ได้หยุดแค่แพลตฟอร์มหรือ OTT แต่กำลังรุกคืบให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านสัญญาณดาวเทียมวงโคจรต่ำยิงตรงสู่ผู้บริโภคโดยไม่ผ่านตัวแทนในประเทศ หากเป็นเช่นนั้นประเทศไทยอาจจะไม่เหลืออธิปไตยตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ 


เพื่อป้องกันการสูญเสียอธิปไตยทางการสื่อสาร ประเทศไทยควรต้องสร้างภูมิป้องกันให้ประชาชนในการใช้บริการ และเร่งสร้างเกราะป้องกันใน 3 ด้านหลัก คือ

 

1. สร้างเทคโนโลยีตนเอง: สนับสนุนการพัฒนาระบบและแพลตฟอร์มภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ

 

2. บังคับใช้กฎเกณฑ์เชิงรุก: กำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลระบบและ OTT อย่างเหมาะสม เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากการครอบงำ

 

3. ผนึกกำลังภูมิภาค: สร้างพันธมิตรระดับนานาชาติ เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ

 

ในอดีต ใครคุม ‘ระบบพลังงานและไฟฟ้า’ คือ ผู้กุมอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของชาติ แต่ปัจจุบัน ใครคุม ‘ระบบสื่อสารและข้อมูล’ คือ ผู้กุมเศรษฐกิจและสังคมที่ครอบคลุมไปถึงความคิด พฤติกรรม และอำนาจทางการเมืองของประชาชนด้วย

 

ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องมีส่วนร่วมในการสร้าง ‘เกราะป้องกัน’ ลดความเปราะบางในเรื่องนี้ เพื่อความมั่นคงของลูกหลานในอนาคต

ข่าวล่าสุด

โลกเดือดแต่เศรษฐกิจไม่พัง! KTAM อัปเกรด GDP ไทยแตะ 2.3% ชี้หุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุด ลุ้นทะยาน 1,600 จุด

โลกเดือดแต่เศรษฐกิจไม่พัง! KTAM อัปเกรด GDP ไทยแตะ 2.3% ชี้หุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุด ลุ้นทะยาน 1,600 จุด