
เส้นทางเงิน 5 แสน เขย่า “สรชาติ วิชยสุวรรณพรหม” ปมฮั้วสว.ที่คำชี้แจงยังไม่จบ
เงินกว่า 5 แสนบาทที่ไหลผ่านผู้ประสานงานไปยังผู้สมัครสว. 7 คน อาจยังไม่ใช่หลักฐานมัด แต่เพียงพอให้ทุกคำชี้แจงต้องถูกพิสูจน์อย่างถึงที่สุด
KEY
POINTS
- นายสรชาติ วิชยสุวรรณพรหม สว.หนองบัวลำพู ถูกตรวจสอบเส้นทางการเงินกว่า 5 แสนบาท ที่โอนผ่านบัญชีคนกลางไปยังผู้สมัคร สว. อีก 7 คน ซึ่งอาจเข้าข่ายการฮั้วเลือกตั้ง
- นายสรชาติปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยชี้แจงว่าเงินดังกล่าวใช้เพื่อทำบุญและก่อสร้างที่สำนักสงฆ์ ส่วนเงินที่โอนให้บุคคลอื่นเป็นธุรกรรมส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง
- คำชี้แจงยังคงมีข้อกังขา เนื่องจากมีคำให้การจากอดีตผู้ช่วย สว. เรื่องการโอนเงินเดือนคืน และคำอธิบายเรื่องเงินกู้ขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือซึ่งสวนทางกับข้อมูลการโอนเงินที่ตรวจสอบได้
เส้นทางเงินกว่า 500,000 บาท กำลังกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนลูกใหม่ในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา เมื่อชื่อของนายสรชาติ วิชยสุวรรณพรหม สว. จังหวัดหนองบัวลำพู ถูกเชื่อมโยงกับการโอนเงินผ่านบัญชีของนางสาวพรณิภา หรือ “กุ๊กไก่” ก่อนกระจายต่อไปยังผู้สมัคร สว. อีก 7 คนในพื้นที่
ในทางคดี เงินเพียงก้อนเดียวยังไม่อาจชี้ขาดว่ามีการซื้อเสียงหรือจ้างวานโหวตเตอร์ แต่ในทางการเมือง การโอนเงินที่เชื่อมคนหลายคนในกระบวนการเลือก สว. ย่อมหนักเกินกว่าจะอธิบายว่าเป็นเรื่องส่วนตัวแล้วจบลงง่าย ๆ
คำให้การของนายสนั่นชัย อดีตผู้ช่วย สว. ยิ่งทำให้ภาพนี้ซับซ้อนขึ้น เมื่อระบุว่าเงินเดือน 15,000 บาท ถูกโอนคืนให้นางสาวพรณิภาเดือนละ 10,000 บาท และอ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงตอบแทนผู้ร่วมลงคะแนน หากคำกล่าวนี้มีหลักฐานรองรับ เรื่องจะไม่ใช่เพียงธุรกรรมรายบุคคล แต่จะชี้ไปถึงระบบจัดสรรผลประโยชน์หลังการเลือกตั้ง
นายสรชาติปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันว่าเงินกว่า 500,000 บาท ใช้สำหรับก่อสร้าง ทำบุญ และซ่อมรถยนต์ที่สำนักสงฆ์แสนดำคำน้อย ขณะที่นางสาวพรณิภาเป็นผู้ดูแลงานในสำนักสงฆ์และเคยช่วยหาเสียง มิใช่ผู้ประสานเครือข่ายโหวตเตอร์
ส่วนเงินที่โอนไปยังผู้สมัครทั้ง 7 คน ถูกอธิบายว่าเป็นธุรกรรมต่างกรรมต่างวาระ ทั้งช่วยญาติ ซื้อสินค้า ให้กู้ยืม และช่วยค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ขณะที่เงินจากนายสนั่นชัยเป็นการคืนหนี้ ค่าที่พัก และค่าอาหาร ไม่ใช่เงินตอบแทนทางการเมือง
ปัญหาคือคำชี้แจงเหล่านี้ยังมีช่องว่างที่ต้องพิสูจน์ โดยเฉพาะการอ้างว่ามีการคืนเงินกู้เป็นเงินสด ขณะที่การโอนออกมีหลักฐานจากธนาคารอย่างเป็นระบบ ความต่างระหว่างหลักฐานที่ตรวจสอบได้กับคำอธิบายที่ไร้ร่องรอยทางบัญชี ย่อมทำให้น้ำหนักของข้อแก้ตัวลดลงโดยธรรมชาติ
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง จึงตั้งข้อสังเกตว่า กกต. ต้องตรวจให้ลึกกว่าคำปฏิเสธ หากพบว่าผู้ช่วย สว. คนอื่นมีพฤติกรรมโอนเงินคืนแบบเดียวกัน ความผิดปกติจะไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็น “แพตเทิร์น” ที่อาจสะท้อนระบบตอบแทนผลประโยชน์
ข้อต่อสู้อีกด้านของนายสรชาติ คือคะแนนในระดับอำเภอและจังหวัดที่มีเพียง 2 และ 3 คะแนน จึงไม่น่ามีการจัดตั้ง ทว่าเหตุผลนี้ยังไม่อาจลบคำถามเรื่องคะแนนระดับประเทศที่พุ่งขึ้นเป็นอันดับ 1 ได้ เพราะหัวใจไม่ได้อยู่แค่คะแนนต้นทาง แต่อยู่ที่เครือข่าย ความสัมพันธ์ และสิ่งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเส้นทางสู่ระดับประเทศ
คดีนี้จึงเป็นบททดสอบโดยตรงของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าจะตรวจสอบเส้นทางเงินแบบแยกส่วน หรือมองเป็นภาพรวมของเครือข่าย หากหลักฐานทุกชิ้นมีเอกสารรองรับ นายสรชาติย่อมมีพื้นที่ยืนยันความบริสุทธิ์ แต่หากพบเงินหมุนซ้ำ การหักเงินเดือน หรือความเชื่อมโยงไปยังขบวนการใหญ่ คำว่า “ธุรกรรมส่วนตัว” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
การประเมินความน่าสงสัยที่ 55-60% ของนายสมชัย จึงไม่ใช่คำตัดสินว่าผิด แต่เป็นสัญญาณว่า นายสรชาติอยู่ในภาวะ “ไม่สบายตัว” ทางการเมือง และภาระจากนี้ไม่ใช่เพียงการปฏิเสธ หากต้องอธิบายให้ได้ว่าเงินทุกบาทเดินทางไปไหน เพราะในคดีฮั้ว สว. เส้นทางเงินอาจไม่ใช่หลักฐานทั้งหมด แต่บ่อยครั้งคือประตูบานแรกที่นำไปถึงความจริง
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก







