
เหตุชิปขาดแคลน Apple เสี่ยงมูลค่าหายถึง 16.2 ล้านล้านบาท
หุ้น Apple ดิ่งเกือบ 10% หลังคาดการณ์รายได้ต่ำกว่าคาด จากปัญหาขาดแคลนชิปและชิ้นส่วน AI เสี่ยงมูลค่าบริษัทหายกว่า 16.2 ล้านล้านบาท
Apple เผชิญแรงเทขายหนักในการซื้อขายวันศุกร์ (1 ส.ค.) หลังบริษัทคาดการณ์รายได้ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงเกือบ 10% และอาจทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทหายไปเกือบ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 16.2 ล้านล้านบาท) หากราคาหุ้นปิดตลาดในระดับดังกล่าว
การปรับตัวลงครั้งนี้จะถือเป็นวันที่หุ้น Apple ร่วงแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 ในเดือนมีนาคม 2563 และอาจทำให้บริษัทสูญเสียตำแหน่งบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของโลกกลับไปให้ Nvidiaหลังเพิ่งแซงขึ้นมาได้เพียงไม่กี่วัน
ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Apple ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารห่วงโซ่อุปทาน ยอมรับว่าปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนอยู่ในระดับ "รุนแรงมาก" และบริษัทแทบไม่มีทางเลือกในการแก้ไขสถานการณ์ โดยการแถลงผลประกอบการครั้งนี้ยังเป็นครั้งสุดท้ายของเขาในฐานะ CEO ก่อนส่งมอบตำแหน่งให้ จอห์น เทอร์นัส ในเดือนกันยายน และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman)
นักวิเคราะห์มองว่า การที่ Apple ซึ่งมีอำนาจต่อรองสูงสุดในอุตสาหกรรมยังประสบปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วน สะท้อนว่าวิกฤตห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังทวีความรุนแรง
สาเหตุสำคัญมาจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั่วโลกเร่งกว้านซื้อกำลังการผลิตชิปขั้นสูงและหน่วยความจำ เพื่อรองรับการขยายศูนย์ข้อมูลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขาดแคลน และต้นทุนพุ่งสูง กระทบต่ออุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
แม้ Apple จะสามารถบรรเทาผลกระทบได้ในช่วงก่อนหน้าด้วยการใช้สินค้าคงคลังที่สะสมไว้ แต่คุกระบุว่า สต็อกดังกล่าวกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่การขาดแคลนหน่วยประมวลผล (Processor) ทำให้บริษัทไม่สามารถผลิต iPhone และ Mac ได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
บริษัทคาดการณ์ว่า รายได้ในไตรมาสปัจจุบันจะเติบโตเพียง 9-11% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทคาดไว้ราว 12%แม้ว่าผลประกอบการไตรมาสเดือนมิถุนายนจะออกมาแข็งแกร่งก็ตาม โดยธุรกิจบริการ (Services) ซึ่งครอบคลุม App Store, Apple Music และ Apple TV มีอัตราการเติบโตชะลอลง จนสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน
นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ระบุว่า ความสามารถของ Apple ในการบริหารห่วงโซ่อุปทานเริ่มถูกตั้งคำถาม ขณะที่ธุรกิจ AI ยังไม่สามารถสร้างแรงหนุนที่ชัดเจนต่อยอดขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ และยังไม่เห็นแนวทางสร้างรายได้จาก AI อย่างเป็นรูปธรรม
หลังการประกาศผลประกอบการ โบรกเกอร์อย่างน้อย 4 แห่ง ปรับลดราคาเป้าหมายหุ้น Apple ขณะที่ 3 แห่ง ปรับเพิ่ม ส่งผลให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 330 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าราคาปิดล่าสุด 3 ดอลลาร์แม้ว่าหุ้น Apple จะยังปรับตัวเพิ่มขึ้น 22.7% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงการปิดตลาดวันพฤหัสบดีก็ตาม







