
Guss Damn Good กับสูตรคอลแลบที่ทำให้แบรนด์กล้าทำจนเป็นไวรัล
น้ำปลาทิพรส–M150 ยังกลายเป็นไอศกรีมได้! ไอเดียสุดกล้าของ Guss Damn Good เปิดแนวคิดสูตรคอลแลบที่บาลานซ์ “จุดยืน–จุดขาย” สร้างความต่างในตลาดไอศกรีม
KEY
POINTS
- Guss Damn Good กับสูตรคอลแลบที่ทำให้แบรนด์กล้าแตกต่าง
- เส้นทาง 10 ปี จับมือคอลแลบกว่า 200 แบรนด์เน้นสร้างเรื่องเล่าและประสบการณ์ใหม่ผ่านรสชาติไอศกรีม
- โปรเจกต์ไวรัล "Grocery 2025" คือตัวอย่างความสำเร็จนำแบรนด์ไทยในความทรงจำมาตีความเป็นรสชาติไอศกรีมที่ไม่คาดคิด
- สองผู้ก่อตั้ง มองการมี "จุดยืน" และพันธกิจ (Mission) ที่ชัดเจนในการ "activate good feeling" เป็นแกนหลักในการตัดสินใจร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ โดยไม่เสียตัวตน
ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การสร้างความแตกต่างไม่ใช่เพียงการนำเสนอสินค้าที่แปลกใหม่ แต่คือการสร้างเรื่องเล่าที่ตรึงใจ และนี่คือสิ่งที่ Guss Damn Good ทำมาตลอดเส้นทางกว่า 10 ปี
จากความตั้งใจของ ระริน ธรรมวัฒนะ และนที จรัสสุริยงค์ วันนี้ Guss Damn Good กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะหลังสร้างกระแสไวรัลจากการทำโปรเจ็กต์ Grocery 2025 ที่หยิบแบรนด์ไทยในความทรงจำมาตีความใหม่เป็นรสชาติไอศกรีม ไม่ว่าจะเป็น น้ำปลาทิพรส หอยลายปุ้มปุ้ย น้ำส้มอสร. หรือแม้แต่ M-150 รสชาติที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น
[Guss Damn Good ไอศกรีมคนรุ่นใหม่ ทุกรสชาติคำนวณจาก Excel]
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แบรนด์สร้างความประหลาดใจ เพราะตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา พวกเขาคอลแลบกับแบรนด์ดังมาแล้วกว่า 200 แบรนด์ ตั้งแต่แฟชั่น คาเฟ่ ไปจนถึงงานศิลปะ และทุกครั้ง การร่วมงานไม่ใช่เพียง “การรวมรสชาติ” แต่คือ “การสร้างประสบการณ์ใหม่” ให้ทั้งแบรนด์และลูกค้า
บนเวที Restech 2025 : Taste The Future & ตั้งตัว Franchise and Investment 2025 ทั้งสองผู้ก่อตั้งได้เล่าแนวคิดเบื้องหลังการทำงาน โดยเฉพาะโปรเจกต์ Grocery 2025 ถือเป็นโปรเจกต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งทั้งสองผู้ก่อตั้งได้เล่าแนวคิดอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการบาลานซ์ ระหว่าง จุดยืนของแบรนด์ และการสร้างจุดขายผ่านการคอลแลบแบรนด์ต่าง ๆ
จุดยืนและจุดขาย ต้องเดินไปด้วยกัน
นที อธิบายว่า แก่นสำคัญของ Guss Damn Good คือ Mission ที่เรียกว่า "Activate Good Feeling" ให้กับผู้คน ซึ่งเป็นเส้นทางที่ทำให้การขายไม่ใช่เรื่องน่าเขิน
“การขายที่ไม่ ‘เขิน’ หมายความว่า ถ้าต้องการขายของที่ไม่สอดคล้องกับจุดยืน เช่น การขายไอศกรีมลดโปรโมชั่น 1 แถม 1 ผมจะรู้สึก ‘เขิน’ แต่ถัาขายโดยเน้นว่าไอศกรีมนำเข้าวัตถุดิบที่ดี (Ingredient ที่ดี) มาให้ลูกค้าลองในราคานั้นๆ ถือเป็นการ เพิ่มคุณค่า ให้กับลูกค้า”
ระริน เสริมว่า ตัวอย่างการทำคอลแลบกับแบรนด์ใหญ่ ๆ ของเราก็เช่นกัน เราทำมาเกือบ 10 ปี มีมากกว่า 200 แบรนด์ แม้บางแบรนด์จะเป็นคู่แข่งกัน แต่เราก็สามารถทำงานร่วมกันได้ เพราะจุดยืนของเราชัดเจน เรื่องการเล่าเรื่องผ่านรสชาติของ Guss Damn Good ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แบรนด์ต่าง ๆ ติดต่อเข้ามาร่วมโปรเจกต์คอลแลบกับเรา ยกเว้น Grocery ที่ทำปีละครั้ง ที่เราเป็นคนขอติดต่อคอลแลบเอง การที่แบรนด์ต่าง ๆ ติดต่อเข้ามา เป็นเพราะว่าเรามีสตรอรี่ของรสชาติ ที่อยากให้เราได้เล่าสตอรี่ของเขาผ่านรสชาติของ Guss Damn Good ต่อให้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่เขามีความต่างของเรื่องราว
โปรเจกต์ Grocery รสชาติคือความทรงจำร่วมของคนไทย
สำหรับ Grocery ระริน เล่าถึงแรงบันดาลใจของโปรเจกต์นี้ว่า จุดเริ่มต้นมาจากความพยายามมองหาความสนุกที่จะทำให้ไอศกรีมเล่าเรื่องได้มากกว่าเดิม
“แบรนด์เหล่านี้เป็นเหมือนตำนาน อยู่กับคนไทยมานาน เราเป็นเพียงแบรนด์ไอศกรีมเล็ก ๆ แต่มีจุดยืนชัดเจนว่าต้องเล่าเรื่องผ่านรสชาติ เราคราฟต์ทุกรสเพื่อให้แบรนด์คู่ค้ามีตัวตนชัดที่สุด เหตุผลเดียวคือ คนไทยทุกคนมีโมเมนต์ทิพรสไม่เหมือนกัน หรือมีโมเมนต์เฮลบลูบอยที่ต่างกัน บางคนกินแล้วคิดถึงวัยเรียน บางคนกินแล้วนึกถึงช่วงมหาวิทยาลัย เสน่ห์ของโปรเจกต์นี้คือการปลุกความทรงจำที่หลากหลาย”
ระรินเผยว่า โปรเจกต์ Grocery เริ่มขึ้นเมื่อปีก่อน และในปีที่สองนี้ ได้รับการตอบรับที่ดียิ่งกว่าเดิม ทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ปะปนกันไป
“เราไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้หมด แต่สิ่งที่เราเห็นคือ คนจำนวนมากมีความสุขที่ได้เจอรสชาติที่ผูกพันกับชีวิตตัวเอง”
ระรินยังยกตัวอย่าง โปรเจกต์ล่าสุดที่ร่วมกับครีมกันแดด Nivea โดยทำซอฟต์เสิร์ฟที่มีลักษณะเหมือนครีมกันแดด สีส้ม และมีวิตามินซี ผสมแมนดาริน เพื่อสื่อเรื่องการป้องกันแสงแดด แต่ยังคงเป็นรสชาติของ Guss Damn Good เมื่อซื้อไอศกรีมที่ร้านก็จะได้รับกันแดดไปด้วย นี่คือการบาล๊านซ์แบรนด์ดิ้งสองแบรนด์ให้เข้ากัน และสร้างจุดขาย
จุดยืน คือเข็มทิศของการตัดสินใจ
ทั้งสองกล่าวว่า Guss Damn Good เป็นโรงงานขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า Micro Factory ซึ่งสามารถผลิตได้ในปริมาณจำกัด แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องโฟกัสที่จุดยืนและความรู้สึกของแบรนด์ เมื่อจุดยืนชัด มันจะนำทางไปสู่จุดขายได้อย่างเป็นธรรมชาติ
นที กล่าวว่า Guss Damn Good เคยประสบปัญหาเรื่องจุดยืน ว่าเราจะไปต่ออย่างไร แต่เริ่มมาเข้าใจวิสัยทัศน์ (Vision) และ พันธกิจ (Mission) ของบริษัทเมื่อปีก่อน พอเริ่มเข้าใจและกำหนดจุดยืนชัดเจน สิ่งนี้ช่วยให้ทุกการตัดสินใจของเราเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เวลาเราสงสัยอะไรในการตัดสินใจที่แปลก ๆ เราต้องดูว่า มันสามารถ Activate Good Feeling ให้กับผู้คนหรือไม่
สรุปคือ การมี จุดยืนและพันธกิจที่ชัดเจน เป็นแกนกลางที่ช่วยให้การคอลแลบกับแบรนด์อื่น ประสบความสำเร็จ และยังคงความเป็นตัวตนของแบรนด์เราได้
“จุดยืนที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์ของเราแข็งแกร่งขึ้น มันคล้ายกับมิชชั่นของเรา เช่นเราอยู่บนโลกนี้เพื่ออะไร แบรนด์ของเรามีบทบาทอะไร? สมมุติว่าเราบอกว่าอยู่เพื่อทำไอศกรีม แบรนด์อื่นก็ทำไอศกรีมเหมือนกัน ดังนั้นมันต้องชัดเจนว่าทำไมต้องมีเราในโลกนี้ และเราจะสร้างความแตกต่างอย่างไร”
ทั้งนี้ นที กล่าวต่อว่า เมื่อก่อนเรารันธุรกิจด้วยคำมั่นสัญญา หรือ Brand Promise 3 ข้อ คือ
- Inspire by People Story เราเชื่อว่าไอศกรีมของเรามีเรื่องราว มีความรู้สึก และรสชาติที่สื่อเรื่องราวดี ๆ
- Boston Culture เน้นประสบการณ์การบริการแบบฝรั่ง
- Good Taste รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
ช่วงแรก เราเน้นแค่แบรนด์และสินค้า ไม่ยอมให้ใครเปลี่ยนอะไรเลย แต่เมื่อเริ่มมีแนวคิดว่า Guss Damn Good จะโตกว่านี้ได้อย่างไร ถ้าจะขยายโปรดักส์ไลน์ เช่น เราจะทำกาแฟได้ไหม เปลี่ยนฝางานแต่งงานได้ไหม เมื่อก่อนเราห่วงแบรนดิ้งมาก ไม่ให้ใครมาเปลี่ยนฝาเราเลย CI ต้องชัด ไม่อย่างนั้นผิด แต่พอเริ่มมอง activate feeling เรากล้าเปลี่ยนรูปแบบ เช่น งานแต่งงานสามารถปรับสี ฝา เป็นภาพบ่าวสาวได้เลย ทำให้ตอบสนองความรู้สึกผู้คนได้เต็มที่
ก่อนหน้านี้ เราไม่รู้ว่าภาพใหญ่ของแบรนด์ในอีก 3–5 ปีจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อเริ่มมี Vision ที่ใหญ่ขึ้น เราเห็นภาพชัดว่า ถ้าเราต้องการสร้าง ความรู้สึกดีให้ทุกคน เราสามารถทำอะไรได้บ้าง ในอดีต Brand Promise 3 ข้อ เรามองว่าแคบเกินไป แต่พอมี Vission และ Mission ที่ใหญ่ขึ้นเราจะนึกออกเลย
เปลี่ยน Mission เพื่อโอกาสอีกมหาศาล
ระรินเสริมต่อว่า เมื่อก่อนเรามีคำมั่น 3 ข้อ แล้วมีดีลทางธุรกิจเข้ามาหาเราเยอะมาก เช่น แบรนด์หนึ่งมาขอให้เราทำไอศกรีมให้ดังมากๆ ได้ไหม ทำเลยเป็นหมื่นถ้วย แต่เราบอกเขาว่า เราเปลี่ยนไม่ได้ เราปฏิเสธแบบนี้มาตลอด 5-6 ปี ย้อนกลับไปเรารู้สึกเสียดาย แต่พอเราเปลี่ยนความคิดของเรา เรากลับพบว่ามีโอกาสมากกว่าที่เสียไป มีคนพร้อมร่วมงานกับเรามากมาย ถ้ามองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าเราใจแคบเกินไป ทำไมเราเป็นกบในกะลา
สะสมประสบการณ์ หยอดกระปุกทุกวัน
อย่างไรก็ตาม นที กล่าวว่า ไม่ว่าจะทำธุรกิจหรือสร้างแบรนด์ สิ่งแรกที่ต้องชัดคือ จุดยืน เราต้องตอบให้ได้ว่าเราอยู่ไปเพื่ออะไร และทำสิ่งนี้เพื่ออะไร เมื่อเวลาผ่านไป จุดยืนจะค่อย ๆ สะสมเหมือนการหยอดกระปุก ทำให้ทุกวันเรายิ่งมั่นใจ และสุดท้ายมันจะขายได้ด้วยตัวของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องพยายามยัดเยียด
การแก้ปัญหาคือหนึ่งในงานที่ต้องทำ
ระรินทิ้งท้ายว่า เราไม่เคยมองว่า Guss Damn Good ประสบความสำเร็จแล้ว ตอนนี้เราเหมือนเด็กที่ใส่เสื้อไซส์ XS และกำลังขยับไปเป็นไซส์ S เท่านั้นเอง อยากฝากกำลังใจให้ทุกคน เราเองก็ไม่มีวันไหนที่ราบรื่น ทุกวันคือการแก้ปัญหา และหากเลือกจะเป็นผู้ประกอบการ ต้องมองว่าการแก้ปัญหาคือหนึ่งในงานที่ต้องทำ ไม่ใช่สิ่งที่มาขัดขวางเรา
Credit ภาพ : Guss Damn Good







