posttoday

Guss Damn Good ไอศกรีมคนรุ่นใหม่ ทุกรสชาติคำนวณจาก Excel

05 กันยายน 2568

Guss Damn Good คราฟต์ไอศกรีมสัญชาติไทยที่โด่งดังจากไวรัลคอลเลกชั่น 10 รสชาติแบรนด์ไทย โดยสองผู้ก่อตั้งรุ่นใหม่ที่ได้แพสชันจากบอสตัน

KEY

POINTS

  • นที จรัสสุริยงค์ และระริน ธรรมวัฒนะ สองเพื่อนซี้ที่หลงรักไอศกรีมในบอสตัน เมื่อ 10 ปีก่อน สู่เจ้าของแบรนด์ Guss Damn Good
  • คราฟต์ไอศกรีมที่ลงมือเองแทบทุกอย่าง คำนวณสูตรด้วย Excel ทุกเปอร์เซ็นต์ของน้ำตาล ไขมัน ในเนื้อไอศกรีมล้วนถูกวิเคราะห์ว่ามีผลต่อรสชาติและเทกซ์เจอร์
  • โด่งดังจากการออกคอลเลกชั่นรสชาติสุดแปลกร่วมกับแบรนด์ไทยอย่างน้ำปลาทิพรส ขนมโก๋แก่ หอยลายปุ้มปุ้ย ฯลฯ 
  • 200 รสชาติ ยอดขาย 100 ล้านบาท จากหน้าร้าน 18 สาขา 

Guss Damn Good กำลังเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากกระแสไวรัลของคอลเลกชัน Grocery 2025 ที่จับมือ 10 แบรนด์ไทย สร้างไอศกรีมรสแปลกใหม่ 10 รส เช่น ซอร์เบต์พริกน้ำส้มสายชูอสร., หอยลายปุ้มปุ้ย และน้ำปลาทิพรส YoYo ฯลฯ แม้แบรนด์จะอยู่ในตลาดมากว่า 10 ปี แต่การร่วมมือกับแบรนด์ไทยหลาย ๆ แบรนด์ กลับช่วยสร้างสีสันและทำให้ชื่อของ Guss Damn Good เป็นที่รู้จักมากขึ้น

Credit :Guss Damn Good

หลงรักไอศกรีมที่บอสตัน

 

Guss Damn Good เริ่มต้นจากสองคนรุ่นใหม่อย่าง ระริน ธรรมวัฒนะ และนที จรัสสุริยงค์ เพื่อนซี้สมัยเรียนปริญญาโทที่ Babson College ในบอสตัน ทั้งคู่หลงรักไอศกรีมที่ไม่มีท็อปปิ้ง ไม่ใส่สี ไม่ใส่กลิ่น แต่เน้นวัตถุดิบ จึงใช้เวลาสองปีตระเวนชิมไอศกรีมทุกร้าน ภาพบรรยากาศร้านไอศกรีมดูฮิป แม้ในวันที่หิมะตกหนักสุดในประวัติศาสตร์บอสตัน ปี 2014 ผู้คนก็ยังต่อแถวซื้อไอศกรีม เพื่อนึกถึงฤดูร้อน จึงทำให้เข้าใจว่า ไอศกรีมไม่ได้มีแค่รสชาติ แต่มันซ่อน ‘ความรู้สึก’ อยู่ด้วย” 

 

แรงบันดาลใจนั้นจึงทำให้นที และระริน ตกลงทำโปรเจกต์เล็ก ๆ ในชั้นเรียน เริ่มจากการอ่านตำราวิทยาศาสตร์ไอศกรีม ศึกษาส่วนผสมและการคำนวณ ไปจนถึงทดลองทำไอศกรีมในอพาร์ตเมนต์ และนำไปให้เพื่อน ๆ ชิม

 

กลางปี 2014 ทั้งคู่กลับมาไทย เริ่มต้นจากตึกแถวของครอบครัว ลงทุนซื้อเครื่องทำไอศกรีม ตู้เย็น ตู้แช่ ก่อนค้นพบว่าการทำไอศกรีมขายจริงไม่ง่ายอย่างที่คิด รสชาติแรกคือ Don’t Give Up #18 ซึ่งหมายถึงครั้งที่ 18 ของการลองผิดลองถูกเพื่อให้ได้เนื้อไอศกรีมตามต้องการ แม้ขายไม่หมดในวันแรก แต่มีบล็อกเกอร์หยิบไปรีวิว จนได้โอกาสฝากขายที่ร้าน และเปิดตัวในงาน Winter Market Fest ของแสนสิริ

 

“เราไม่ได้ทำไอศกรีมโฮมเมด แต่ทำคราฟต์ไอศกรีม ทุกอย่างใช้วัตถุดิบจริง ตั้งแต่น้ำผึ้งจากฟาร์ม บราวน์นี่ทำเอง คาราเมลกวนเอง นมสดจากฟาร์มไทย ครีมจากฝรั่งเศส”

 

ระรินเล่า เล่าอีกว่า ความแตกต่างอยู่ที่ Boston Texture เนื้อเนียน นุ่ม เหนียว แต่ไม่หนักเกินไป


Credit :Guss Damn Good

Excel คือหัวใจของทุกสูตร

 

นอกจากนี้ ระรินบอกอีกว่า ไอศครีมทุกสูตรที่ขายจะมีรสชาติเสถียร เพราะทุกรสคำนวณใน Microsoft Excel เนื่องจากนทีจบวิศวะ ดังนั้นสูตรคำนวณใน Microsoft Excel ทุกเปอร์เซ็นต์ของน้ำตาล ไขมัน และของแข็งในเนื้อไอศกรีม ล้วนถูกวิเคราะห์ว่ามีผลต่อรสชาติและเทกซ์เจอร์อย่างไร โดย Excel จะเป็นตัวเริ่มต้น แต่สุดท้ายสิ่งที่ใช้ตัดสินว่า go หรือ not go คือความรู้สึกว่ามันอร่อยแล้ว ช่างมันเถอะ 

 

“ตั้งแต่วันแรก เราผลิตไอศกรีมเองทั้งหมด ไม่เคยเอาท์ซอร์ส” ระรินเล่าอย่างภูมิใจ พร้อมเสริมว่าแทบทุกสูตรที่ออกมาจาก Guss Damn Good ล้วนผ่านมือของ ระริน ที่ลงมือทำไอศกรีมเองจริง ๆ ตั้งแต่ครัวแรก ๆ จนถึงวันนี้ แม้จะมีทีมงานไม่กี่คนคอยช่วยดูแลเรื่องการอบขนมและงานครัว แต่บทบาทหลักในการคิดสูตร การทดลอง และการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ยังคงเป็นหน้าที่ของระรินทั้งหมด 

 

“มันอาจจะเสี่ยงที่ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับเราคนเดียว แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้รสชาติยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งตอนนี้มี 200 กว่ารส” 

Credit : Guss Damn Good

ยอดขายทะลุ 100 ล้านบาท ลุยขยายสาขา

 

นทีเผยว่า ปัจจุบัน Guss Damn Good มีหน้าร้าน 18 สาขา ช่วงครึ่งหลังปี 2568 มีแผนเปิด อีก 2 สาขา ที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิตและอีกแห่งอยู่ระหว่างพิจารณา คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีทั้งหมด 20 สาขา

 

"ตลาดไอศกรีมพรีเมี่ยมแมส ราคา 80-90 บาทต่อสกู๊ปยังมีโอกาสเติบโตสูง เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์มากกว่าราคา พร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ สะท้อนจากผลประกอบการปี 2567 สามารถทำยอดขายทะลุ 100 ล้านบาท ฐานลูกค้าหลักคือกลุ่ม First Jobber และวัยทำงานอายุ 25 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังเริ่มมีลูกค้าต่างชาติจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และญี่ปุ่น"

 

นที เล่าต่อว่า กลยุทธ์ของเราเน้นคุณภาพและเล่าเรื่องของแบรนด์ กระตุ้นการบอกต่อ ช่วยให้เราอยู่ใน Top of Mind ของลูกค้า และเติบโตจากยอดขายหลักแสนสู่ 100 ล้านบาท แม้ในตลาดเมื่อ 10 ปีก่อนมีผู้เล่นหลายแบรนด์ แต่ยังไม่มีใครสร้างเอกลักษณ์รสชาติและสตอรี่แบรนด์ชัดเจนแบบเรา” นทีกล่าว

Credit :Guss Damn Good

ส่วนทิศทางต่อไป Guss Damn Good จะขยายฐานลูกค้าและช่องทางขายให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยทดลองเปิด แฟรนไชส์สาขาแรกที่เขาใหญ่ ในรูปแบบร้านนั่งทาน ผู้ซื้อแฟรนไชส์รับผิดชอบค่าโครงสร้าง ส่วนบริษัทสนับสนุนการฝึกอบรม จัดหาสินค้า การตลาด และแบรนดิ้ง ร้านสาขาแรกคาดเปิดต้นปี 2569

 

นอกจากนี้ยังเล็งช่องทางโมเดิร์นเทรดและร้านสะดวกซื้อ ด้วยแผนนำสินค้ารูปแบบใหม่เข้าเซเว่นอีเลฟเว่น และศึกษาโอกาสขยายต่างประเทศ โดยเจรจากับคู่ค้าในจีนเพื่อเปิด Pop-up Store เป็นก้าวแรกของเครือข่ายพันธมิตรนอกประเทศ

 

ขยายสาขาแบรนด์ลูก Adam & Eve

 

ปี 2569 จะเดินหน้าขยายสาขาแบรนด์ลูก Adam & Eve กรีกโยเกิร์ตไม่เติมน้ำตาล ราคา 79-149 บาท เน้นโมเดลคีออสก์ ลงทุนน้อยแต่ขยายได้เร็ว พร้อมกับขยาย Guss Damn Good อีก 4 สาขา และ Adam & Eve 6 สาขา รวมเป็น 10 สาขาใหม่

 

ทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุขและโตไปกับแบรนด์ 

 

ทั้งนี้ ระรินกล่าวว่า การทำงานมานานกว่า 10 ปี สิ่งหนึ่งที่เธอมองว่าเป็นความสำเร็จ คือการที่ทีมงานหลัก ๆ ยังอยู่กับ Guss Damn Good มาจนถึงวันนี้ อย่างไรก็ตาม การเป็นองค์กรขนาดเล็กก็มีทั้งข้อจำกัดและความท้าทาย ระบบต่าง ๆ ยังต้องพัฒนาและเริ่มต้นใหม่อยู่เสมอ แต่สำหรับระริน นี่คือโจทย์สำคัญว่า “จะทำอย่างไรให้พนักงานมีความสุขไปพร้อมกับการเติบโตของแบรนด์”

 

เธอมองว่าในอนาคต Guss Damn Good อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ไอศกรีมแต่สามารถขยายไปสู่สินค้าอื่น ๆ ได้ หากยังคงยืนบนแกนกลางของแบรนด์ คือการ Activate good feeling หรือการสร้างความรู้สึกดี ๆ ให้กับผู้คน

 

“ถ้าวันหนึ่ง Guss Damn Good จะเป็นกาแฟ เป็นคุกกี้ หรือแม้กระทั่งอาหารสัตว์ มันก็เป็นไปได้ ขอแค่ยังทำหน้าที่สร้างความรู้สึกที่ดีให้คนได้”

 

ตลาดเมืองไทย เปลี่ยนเร็ว กว่าชาติอื่น 

 

นอกจากนี้ ระรินยังเล่าว่า แบรนด์เริ่มได้รับความสนใจจากต่างชาติ โดยเฉพาะสิงคโปร์ มาเลเซีย และยุโรป

 

“มีคนถามเหมือนกันว่า สนใจไปเปิดสาขาที่บ้านเขาไหม จริง ๆ เราอยากนะ แต่ยอมรับว่ายังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดนั้นได้ ประสบการณ์ที่ได้คุยกับผู้ประกอบการจากสิงคโปร์ ฮ่องกง และดูไบ ถ้ามองดูตลาดเมืองไทยเป็นตลาดที่เปลี่ยนเร็วที่สุดในเอเชีย อย่างหลายแบรนด์ในดูไบ คนยังต่อคิวซื้อกันเป็น 10 ปี แต่ในไทย บางทีอยู่ได้แค่ 2 เดือน คนไทยขี้เบื่อจริง ๆ”

 

ไม่ต้องเป็น First choice ตลอดเวลา

 

เธอชี้ให้เห็นอีกด้านว่า ความขี้เบื่อของผู้บริโภคไทยมีข้อยกเว้นเสมอ เรายังกลับไปกินข้าว ก๋วยเตี๋ยวร้านเดิม หรือซื้อของจาก 7-Eleven ที่เดิม ๆ อยู่ตลอด มันคือ Comfort food ในชีวิตประจำวัน

 

ระรินมองว่า Guss Damn Good ไม่จำเป็นต้องเป็น “First choice” ตลอดเวลา แต่ต้องทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีอะไรใหม่ ๆ สนุก ๆ ให้ลูกค้าตื่นเต้นอยู่เสมอ

Credit :Guss Damn Good

เมื่อถามถึงการเติบโตตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ระรินตอบทันทีว่า โตทุกปี แต่ยอมรับว่าในแต่ละปีความกังวลก็เปลี่ยนไป ทุกปีมีความยากใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งเรื่องต้นทุน ค่าใช้จ่าย หรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วมาก เราอาจต้องระมัดระวังมากขึ้น 

 

ระรินสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาว่า เศรษฐกิจโดยรวมอาจแย่ลง ผู้บริโภคคิดเยอะขึ้นก่อนจะจ่ายเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่จ่ายหรือไม่กินของดี ๆ อีกต่อไป

 

“จากที่เมื่อก่อนเขาอาจลองของใหม่สิบอย่าง ปีนี้อาจเหลือแค่สาม แต่ถ้าสามอย่างนั้นมีคุ้มค่าจริง ทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่ได้หลอก เขาก็พร้อมจะกลับมาซื้อซ้ำ นี่คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมาก” 

 

พัฒนาแบรนด์ลูกให้ดี

 

หนึ่งในความท้าทาย คือการพัฒนาสินค้าใหม่ที่ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์ แต่สร้างคุณค่าที่แตกต่าง ระริน ยกตัวอย่างเมื่อตัดสินใจทำ Adam & Eve ซึ่งเป็นไอศกรีมโยเกิร์ต ทั้งที่หลายเสียงเตือนว่า “เทรนด์โยเกิร์ตจบไปแล้ว” แต่เธอกลับมองต่างออกไป

 

“โยเกิร์ตเป็นสิ่งที่คนกินมาตลอด ไม่ได้หายไปไหน เราเลยมองว่าถ้าทำโยเกิร์ต มันจะต้องมีความเป็นตัวเรา เป็นกรีกโยเกิร์ต 0% ที่ยังสนุกในแบบเราและมีความเฮลตี้ แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับโจทย์สุขภาพและความต้องการของผู้บริโภคที่กว้างขึ้น"

 

สุดท้ายแล้ว ระริน กล่าวว่า จากวันนั้นจนวันนี้ Guss Damn Good ยังคงยืนบนแนวคิด “Feeling Crafted Ice Cream” ทุก ๆ รสต้องมีเรื่องราวและความรู้สึกซ่อนอยู่ ตั้งแต่ Don’t Give Up #18 ที่สะท้อนการไม่ยอมแพ้ ไปจนถึง Why Can’t Coffee Be White? ที่ท้าทายความคุ้นชินของผู้คน

 

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง