posttoday
สรรพสามิต เตรียมรื้อภาษีรถอีวี ปี 70 ดันโลคอลคอนเทนต์ หนุนผลิตในไทย

สรรพสามิต เตรียมรื้อภาษีรถอีวี ปี 70 ดันโลคอลคอนเทนต์ หนุนผลิตในไทย

05 พฤศจิกายน 2569

ลวรณเผยภาษี EV นำเข้าทั้งคัน 35% เริ่มปี 2570 เตรียมเกณฑ์ Local Content นับชิ้นส่วนจริง คาดใช้ปี 2573 พร้อมโครงการรถเก่าแลกกระบะ B20 วงเงิน 6,000 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • กรมสรรพสามิตเตรียมปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ใหม่ ตั้งแต่ปี 2570 เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ
  • รถยนต์ EV ที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) จะถูกปรับขึ้นภาษีเป็น 35% ขณะที่รถที่ผลิตในประเทศและใช้ชิ้นส่วนตามเกณฑ์จะยังคงเสียภาษีในอัตรา 10%
  • มีการกำหนดเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ที่เข้มงวดขึ้น โดยจะนับเฉพาะชิ้นส่วนที่เป็นรูปธรรม เช่น เบาะ ประตู หรือยางรถยนต์

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากตลาดที่พึ่งพาการนำเข้ารถยนต์ ไปสู่การเป็นฐานผลิตที่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น กระทรวงการคลังจึงเตรียมใช้ทั้งมาตรการภาษีและโครงการสนับสนุนรถยนต์รุ่นใหม่เป็นเครื่องมือปรับทิศทางอุตสาหกรรม ควบคู่กับการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า


นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังกำลังเดินหน้ามาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ใน 3 ขั้น โดยขั้นแรกเป็นมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ให้เงินอุดหนุนผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า จนสามารถดึงดูดผู้ผลิตจากจีนเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยแล้ว 8 แห่ง

 

ขั้นที่ 2 คือการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) จากเดิมรถ BEV เสียภาษี 10% และ REEV 15% เป็น 35% โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแล้ว เพื่อให้รถนำเข้าทั้งคันมีต้นทุนสูงขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทยแทนการนำเข้ารถสำเร็จรูป

 

นายลวรณระบุว่า เมื่อรวมภาระภาษีที่เกี่ยวข้องแล้ว ต้นทุนภาษีของรถ EV นำเข้าทั้งคันอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 49% ทำให้แข่งขันกับรถที่ผลิตในประเทศได้ยากขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้แสดงความสนใจตั้งโรงงานแห่งที่ 9 แล้ว และคาดว่าจะมีโรงงานแห่งที่ 10 ตามมา

 

ส่วนขั้นที่ 3 คือการปรับหลักเกณฑ์สัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือ Local Content ใหม่ โดยมอบหมายให้กรมสรรพสามิตหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อกำหนดเกณฑ์ Made in Thailand (MIT) ซึ่งคาดว่าจะมีผลในปี 2573 เพื่อให้ผู้ผลิตมีเวลาปรับตัวประมาณ 3 ปี


เปลี่ยนเกณฑ์ Local Content นับชิ้นส่วนจริง

นายลวรณอธิบายว่า ปัจจุบันเกณฑ์ Local Content ของกรมศุลกากรที่อ้างอิงหลักเกณฑ์องค์การการค้าโลก (WTO) สามารถนำต้นทุนทางบัญชี ต้นทุนทางการเงิน กำไร รวมถึงค่าน้ำและค่าไฟฟ้ามาคำนวณเป็นสัดส่วนการผลิตในประเทศได้ ทำให้ตัวเลข Local Content อาจไม่ได้สะท้อนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยจริงทั้งหมด

 

เกณฑ์ใหม่ของกรมสรรพสามิตจึงจะนับเฉพาะชิ้นส่วนรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ เช่น เบาะ ประตู กระจก และยางรถยนต์ โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำไว้ที่เท่าใด ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็น 40% ตามเกณฑ์เดิม

 

“จะไม่ให้นำต้นทุนบัญชีดังกล่าว รวมถึงค่าน้ำค่าไฟเข้ามาคำนวณรวม แต่จะต้องเป็นการระบุชัดเจนเลยว่าใช้ Local Content ที่ชัดเจน เช่น รถคันนี้ใช้เบาะ ประตู กระจก ยางรถยนต์ ที่เป็น Local Content จริงๆ”
 

สำหรับโครงสร้างภาษีภายใต้เกณฑ์ใหม่ จะพิจารณา 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ผลิตที่ตั้งโรงงานในไทยและใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้ตามเกณฑ์ จะยังเสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 10% ส่วนผู้ผลิตที่ตั้งโรงงานแล้วแต่ใช้ Local Content ไม่ถึงเกณฑ์ อาจเสียภาษีในอัตรา 15-20% ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะที่รถยนต์นำเข้าทั้งคันจะเสียภาษี 35%

 

นายลวรณย้ำว่า การปรับหลักเกณฑ์ครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเอื้อผู้ผลิตจากประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องการให้การลงทุนในไทยสร้างประโยชน์ต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ตั้งแต่ Tier 1, Tier 2 และ Tier 3 เพื่อให้ไทยเป็นฐานผลิตรถ EV ที่มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรมากขึ้น

 

“ยืนยันว่า การทำเรื่องนี้ไม่ได้เอาใจญี่ปุ่นอย่างแน่นอน ไม่ได้รับแรงกดดันจากใคร แต่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อการเปลี่ยนผ่าน”

 

ชงรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ หนุนใช้ B20

 

อีกมาตรการที่กระทรวงการคลังผลักดันคือโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ เพื่อสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ลดการนำเข้าน้ำมัน และช่วยตลาดรถกระบะที่กำลังซบเซา โดยรถกระบะใหม่ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องผลิตในประเทศและรองรับการใช้น้ำมัน B20 หรือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงรถ PPV ที่มีพื้นฐานโครงสร้างจากรถกระบะตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

นายลวรณระบุว่า กรมสรรพสามิตมีข้อเสนอโครงการดังกล่าวจริง และอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณากลั่นกรองภายใต้กรอบ พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท โดยแนวคิดนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมการใช้ B20 และ E20 รวมถึงเพิ่มการผลิตรถยนต์ที่รองรับพลังงานทางเลือกในประเทศ เพื่อสนับสนุนไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์

 

สำหรับรายละเอียดตามข้อเสนอที่เปิดเผยก่อนหน้านี้ วางวงเงินดำเนินโครงการไว้ประมาณ 6,000 ล้านบาท โดยผู้ใช้สิทธิต้องเป็นคนไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป ใช้สิทธิได้ 1 คนต่อ 1 คัน รถเก่าที่นำมาแลกต้องเป็นรถเก๋ง รถตู้ หรือรถกระบะที่จดทะเบียนก่อนปี 2555 ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ ชำระภาษีครบ และไม่มีภาระผูกพัน โดยต้องนำเข้าสู่กระบวนการทำลายซาก ไม่สามารถนำกลับไปขายเป็นรถมือสองได้

 

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับส่วนลดจาก 3 ส่วน ได้แก่ เงินอุดหนุนจากภาครัฐ 40,000 บาทต่อคัน เงินร่วมจ่ายจากค่ายรถยนต์ (Co-pay) ซึ่งยังไม่กำหนดวงเงิน และมูลค่ารถเก่าที่นำมาแลก ตัวอย่างเช่น หากรัฐช่วย 40,000 บาท ค่ายรถร่วมจ่าย 40,000 บาท และรถเก่ามีมูลค่าแลก 20,000 บาท ผู้ซื้อจะได้รับส่วนลดรวม 100,000 บาท ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างตามข้อเสนอ ไม่ใช่สิทธิที่ยืนยันแล้ว

 

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดประสานธนาคารออมสินเพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 5% ต่อปี ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการซื้อรถใหม่ได้มากขึ้น ขณะที่ปลัดกระทรวงการคลังระบุว่า การจัดการซากรถเก่าไม่น่าจะเป็นอุปสรรค และต้องกำหนดให้รถที่นำมาแลกเข้าสู่กระบวนการทำลายอย่างถูกต้อง

 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า เป้าหมายของโครงการคือช่วยลดมลพิษและฟื้นฟูอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เนื่องจากมีรถยนต์เก่าอายุ 10-20 ปีขึ้นไปสะสมราว 8.17 ล้านคัน ขณะเดียวกันตลาดรถกระบะยังเผชิญปัญหายอดขายและการปล่อยสินเชื่อที่ชะลอตัว

 

ทั้งสองแนวทางจึงเป็นความพยายามใช้มาตรการภาษีและเงินสนับสนุนกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ตั้งแต่การดึงโรงงาน EV เข้ามาลงทุน การสร้างตลาดให้ชิ้นส่วนในประเทศ ไปจนถึงการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถใหม่ที่ใช้พลังงานทางเลือก โดยเป้าหมายสำคัญคือให้เม็ดเงินลงทุนสร้างประโยชน์กับผู้ผลิตและแรงงานไทยมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

Google เผย การปิดใช้ AI ภายในโรงเรียน เท่ากับต้องปิดระบบค้นหาด้วย

Google เผย การปิดใช้ AI ภายในโรงเรียน เท่ากับต้องปิดระบบค้นหาด้วย