
ศุลกากรเอาจริง! เดินหน้ากวาดล้างหมูเถื่อน สกัดกลโกงข้ามชาติ
กรมศุลกากรยกระดับสกัดหมูเถื่อน 4 ปีต่อเนื่อง ตั้งแต่ยึด 161 ตู้คอนเทนเนอร์ถึงตรวจจับการสำแดงเท็จทางอากาศและชายแดน ปกป้องเกษตรกรและความปลอดภัยอาหารไทย
วิกฤตหมูเถื่อนเป็นปัญหาที่กระทบทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรและความปลอดภัยอาหารของประเทศไทยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา การลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์โดยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและมาตรฐานสุขอนามัย ไม่เพียงสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม แต่ยังเสี่ยงนำโรคระบาดสัตว์เข้าสู่ประเทศ
กรมศุลกากรมีบทบาทสำคัญในการสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ด่านนำเข้า โดยผนึกกำลังกับกรมปศุสัตว์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ตรวจสอบเส้นทางสินค้า ขยายผลเครือข่าย และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง
จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจยึดเนื้อหมูแช่แข็งผิดกฎหมายที่ท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 161 ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำหนักรวมกว่า 4.5 ล้านกิโลกรัม เปิดโปงขนาดของปัญหาการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสุกรไทย
ต่อมาในปี 2567 พบขบวนการใช้เอกสารสำแดงสินค้าประมงเพื่ออำพรางการนำเข้าเนื้อสุกร โดยมีการดำเนินคดีกับบริษัทนำเข้า 3 แห่ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายต่อภาคเกษตรกรเกือบ 3,000 ล้านบาท ขณะที่ DSI ขยายผลสอบสวนคดีที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 11 คดี
ในปี 2568 การสอบสวนขยายไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้อง โดย DSI สรุปสำนวนแล้ว 11 จาก 12 คดี และส่งสำนวนกรณีตู้คอนเทนเนอร์ 161 ตู้ ให้ ป.ป.ช. พิจารณาเจ้าหน้าที่ประมาณ 30 ราย นอกจากนี้ ยังขยายผลตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยกว่า 2,388 ตู้ พร้อมประสานข้อมูลกับ 7 ประเทศ เพื่อตรวจสอบแหล่งกำเนิดและเส้นทางการค้า
ปี 2569 ขบวนการหมูเถื่อนปรับเปลี่ยนวิธีลักลอบ จากตู้คอนเทนเนอร์ทางเรือไปสู่การสำแดงสินค้าเกษตรประเภทอื่น การขนส่งทางอากาศ และการลำเลียงผ่านชายแดน ทำให้กรมศุลกากรต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบทุกช่องทาง
ตัวอย่างการจับกุมสำคัญ ได้แก่
- ศุลกากรเชียงแสน จ.เชียงราย ตรวจยึดเนื้อหมูจากจีน 16.5 ตัน หลังพบการสำแดงสินค้าเป็นผักสด
- สนามบินสุวรรณภูมิ ตรวจยึดผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากฝรั่งเศสกว่า 2 ตัน หลังพบการสำแดงปะปนมากับสินค้าประมง
- จ.มุกดาหาร ตรวจยึดหนังหมู 720 กิโลกรัม และซากสุกร 1.7 ตัน
- จ.นครพนม ตรวจยึดหนังหมู 2 ตัน
- จ.น่าน ตรวจยึดหนังและเนื้อหมูจากลาว 16.4 ตัน
- จ.อุบลราชธานี ตรวจยึดหนังหมู 3 ตัน
นอกจากนี้ ตำรวจสอบสวนกลางและกรมปศุสัตว์ยังตรวจค้นโกดังย่านบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ยึดไส้หมูหมักเกลือ 5,040 กิโลกรัม ก่อนขยายผลไปยังจังหวัดพิจิตรและตรวจยึดเพิ่มเติมอีก 8,550 กิโลกรัม
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าการลักลอบนำเข้าไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเนื้อหมูแช่แข็ง แต่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์จากสุกรหลายประเภทและหลายช่องทาง ทำให้การทำงานของกรมศุลกากรต้องอาศัยทั้งการวิเคราะห์ความเสี่ยง การตรวจสอบเอกสาร และการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ผลกระทบจากหมูเถื่อนไม่ได้จำกัดอยู่ที่รายได้ของเกษตรกร แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้บริโภค เนื่องจากเนื้อสัตว์ที่ลักลอบนำเข้าอาจไม่ผ่านการตรวจโรค ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา และอาจขาดการควบคุมอุณหภูมิระหว่างขนส่งตามมาตรฐาน
ความเสี่ยงสำคัญคือการนำโรคระบาดสัตว์ข้ามพรมแดน โดยเฉพาะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) และโรคปากและเท้าเปื่อย ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์และระบบการผลิตอาหารของประเทศ
ภารกิจปราบหมูเถื่อนจึงเป็นมากกว่าการจับกุมสินค้าหนีภาษี แต่เป็นการปกป้องระบบการค้าให้เป็นธรรม รักษามาตรฐานความปลอดภัยอาหาร และดูแลเกษตรกรไทยที่ผลิตภายใต้ต้นทุนและมาตรฐานที่ถูกต้อง
โจทย์สำคัญของกรมศุลกากรจากนี้ คือการพัฒนาระบบตรวจสอบให้เท่าทันกลโกงที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พร้อมปิดช่องโหว่การนำเข้าทั้งทางเรือ อากาศ และชายแดน เพื่อไม่ให้สินค้าผิดกฎหมายสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภคไทยอีกต่อไป







