posttoday
จากเทศกาลซากุระถึง AI กู้เมือง! ถอดบทเรียน MIT ออกแบบก่อนภัยมา สร้างกรุงเทพฯ รอดวิกฤตโลกรวน

จากเทศกาลซากุระถึง AI กู้เมือง! ถอดบทเรียน MIT ออกแบบก่อนภัยมา สร้างกรุงเทพฯ รอดวิกฤตโลกรวน

05 พฤศจิกายน 2569

ใครจะคิดว่าเทศกาลชมดอกซากุระของญี่ปุ่นมีเบื้องหลังเชื่อมโยงกับการป้องกันน้ำท่วม “มิโฮ มาเซเรอูว์” จาก MIT ชวนถอดรหัสภูมิปัญญาและนวัตกรรมระดับโลก ตั้งแต่แผนที่น้ำชุมชน AI จำลองภัยพิบัติ จนถึงห้างฯ และสวนสาธารณะที่ทำหน้าที่เป็นแก้มลิง ชี้ทางเปลี่ยนเมืองเปราะบางให้เป็นเมืองยืดหยุ่น

KEY

POINTS

  • ใครจะคิดว่าเทศกาลชมดอกซากุระของญี่ปุ่นมีเบื้องหลังเชื่อมโยงกับการป้องกันน้ำท่วม
  • “มิโฮ มาเซเรอูว์” จาก MIT ชวนถอดรหัสภูมิปัญญาและนวัตกรรมระดับโลก ตั้งแต่แผนที่น้ำชุมชน
  • AI จำลองภัยพิบัติ จนถึงห้างฯ และสวนสาธารณะที่ทำหน้าที่เป็นแก้มลิง ชี้ทางเปลี่ยนเมืองเปราะบางให้เป็นเมืองยืดหยุ่น

“ภัยพิบัติ” ไม่เคยส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ และเมื่อเกิดขึ้น ความเสียหายไม่ได้จบลงแค่บ้านเรือนถูกน้ำท่วม ถนนถูกตัดขาด หรือธุรกิจต้องหยุดดำเนินการ เพราะเบื้องหลังภาพความเสียหายที่ปรากฏตามหน้าข่าว ยังมีผลกระทบอีกมากมายที่มองไม่เห็น ทั้งปัญหาสุขภาพ การขาดแคลนอาหาร ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ตลอดจนต้นทุนทางเศรษฐกิจที่อาจลากยาวไปอีกหลายปี

 

นี่คือโจทย์ใหญ่ของเมืองทั่วโลกในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ภัยธรรมชาติเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก พายุ และน้ำท่วม ขณะที่เมืองจำนวนมากยังคงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่ได้คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งปลูกสร้างกับระบบธรรมชาติอย่างเพียงพอ

 

“มิโฮ มาเซเรอูว์” (Miho Mazereeuw) ผู้อำนวยการ Urban Risk Lab และรองศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) ถ่ายทอดมุมมองผ่านหัวข้อ Design Before Disaster: Building Resilient Cities of Technology หรือ ออกแบบก่อนภัยมา สร้างเมืองที่รับมือวิกฤตได้ โดยชี้ให้เห็นว่า การรับมือภัยพิบัติไม่ควรเป็นเพียงภารกิจของหน่วยงานรัฐหลังเกิดเหตุ แต่ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเมือง เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คนตั้งแต่วันแรก
 

จากชมซากุระ สู่ภูมิปัญญาป้องกันน้ำท่วม

 

หนึ่งในเรื่องราวที่สะท้อนแนวคิด Design Before Disaster ได้อย่างน่าสนใจ ปรากฏอยู่ในหนังสือ Design Before Disaster ของเธอ ซึ่งย้อนกลับไปเล่าถึงประเพณีชมดอกซากุระ หรือ Hanami ของญี่ปุ่น ที่ไม่ได้มีความหมายเพียงการเฉลิมฉลองความงดงามของฤดูใบไม้ผลิ แต่ยังเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาการจัดการน้ำท่วมของชุมชนในอดีต

 

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังหิมะและน้ำแข็งละลาย ดินบริเวณริมแม่น้ำจะมีความอ่อนตัวมากขึ้น ส่งผลให้คันดินและแนวตลิ่งมีความเสี่ยงต่อการพังทลาย ชุมชนจึงจัดกิจกรรมเทศกาลชมดอกซากุระบริเวณริมแม่น้ำ เปิดพื้นที่ให้ผู้คนมารวมตัวกัน ร้องเพลง เต้นรำ และทำกิจกรรมร่วมกัน

 

การเหยียบย่ำและเคลื่อนไหวของผู้คนบนพื้นที่คันดินมีส่วนช่วยอัดแน่นผิวดินตามภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา จึงเป็นการผสานกิจกรรมทางวัฒนธรรมเข้ากับการดูแลพื้นที่ริมแม่น้ำไปพร้อมกัน

 

เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด หรือเป็นภาระของประชาชนเสมอไป แต่สามารถออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ความสุข และวิถีชีวิตของชุมชนได้

 

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่แค่การสร้างกำแพงป้องกันน้ำ แต่คือการทำให้ผู้คน ธรรมชาติ และเมืองอยู่ร่วมกันได้อย่างเข้าใจ

 

จากเทศกาลซากุระถึง AI กู้เมือง! ถอดบทเรียน MIT ออกแบบก่อนภัยมา สร้างกรุงเทพฯ รอดวิกฤตโลกรวน

 

กรุงเทพฯ โตเร็ว แต่ไม่เข้าใจทางน้ำ

 

เมื่อหันกลับมามอง “ประเทศไทย” โดยเฉพาะ “กรุงเทพฯ” พื้นที่เมืองขนาดใหญ่ ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่แค่ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นหรือระดับน้ำที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงรูปแบบการพัฒนาเมืองที่อาจขัดแย้งกับระบบธรรมชาติ

 

“มิโฮ” ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นโดยไม่ได้คำนึงถึงทิศทางการไหลของน้ำอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นถนนยกระดับที่กลายเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ หรือการสร้างแนวคันดินและกำแพงคอนกรีตที่อาจเร่งความเร็วของกระแสน้ำและเพิ่มแรงกัดเซาะในบางพื้นที่

 

ปัญหาที่ตามมาคือ แม้คนในท้องถิ่นจะรู้จักพื้นที่ของตัวเองเป็นอย่างดี และเข้าใจว่าน้ำเคยไหลผ่านบริเวณใด แต่ข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางน้ำและความเสี่ยงกลับไม่ได้ถูกนำมาประกอบการตัดสินใจพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบเสมอไป


ขณะเดียวกัน การถือครองที่ดิน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และวาระการพัฒนาโครงการต่างๆ อาจขัดแย้งกับเส้นทางธรรมชาติของน้ำ

 

ดังนั้น การสร้างเมืองที่รับมือภัยพิบัติได้จึงต้องอาศัยมากกว่าความรู้ทางวิศวกรรม แต่ต้องมีเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นภาพความเสี่ยงร่วมกัน โดยเฉพาะการทำแบบจำลองน้ำท่วม (Flood Modeling) เพื่อแสดงให้เห็นว่า หากเกิดฝนตกหนักหรือน้ำหลาก น้ำจะไหลไปทางไหน พื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบ และโครงสร้างพื้นฐานใดอาจกลายเป็นอุปสรรค

 

ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเจรจาระหว่างชุมชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจ เพื่อหาทางออกที่ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจเดินหน้าควบคู่ไปกับความปลอดภัยของประชาชน

 

จากเทศกาลซากุระถึง AI กู้เมือง! ถอดบทเรียน MIT ออกแบบก่อนภัยมา สร้างกรุงเทพฯ รอดวิกฤตโลกรวน

 

ใช้ข้อมูลชุมชนผสาน AI รับมือภัยพิบัติ

 

หนึ่งในโจทย์ที่ Urban Risk Lab ให้ความสำคัญคือ การทำให้ข้อมูลความเสี่ยงเข้าถึงประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ได้จริง โดยร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรในประเทศไทย อาทิ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) SCG เครือข่าย พชอ./CODY กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ธนาคารกรุงเทพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการทำงานร่วมกับทีม Resilience Collective

 

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมวงจรการจัดการภัยพิบัติ ตั้งแต่การเตรียมพร้อม การตอบสนอง การฟื้นฟู ไปจนถึงการปรับปรุงแผนเพื่อรับมือเหตุการณ์ครั้งต่อไป

 

เครื่องมือสำคัญคือ Co-PIN แพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูลความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมของชุมชนแบบเรียลไทม์ แทนการพึ่งพาการสำรวจด้วยเอกสารและกระดาษแบบเดิม ซึ่งในบางพื้นที่อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้ข้อมูลและแผนที่น้ำที่นำมาใช้งานได้

 

Co-PIN ช่วยผสานข้อมูลจากชุมชนเข้ากับข้อมูลของภาครัฐ เพื่อสร้างแผนที่น้ำระดับชุมชนและแบบจำลองน้ำท่วมในระดับย่านเมือง ทำให้สามารถมองเห็นความเสี่ยงได้ละเอียดขึ้น ไม่ใช่เพียงตัวเลขหรือแผนที่ภาพรวมระดับจังหวัด

 

ขณะที่ Co-PLAN เป็นกระบวนการวางแผนร่วมกับชุมชน โดยนำเครื่องมืออย่างเกมและไพ่สถานการณ์พิเศษ (Wild Cards) มาใช้จำลองเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น หากน้ำท่วมในช่วงกลางคืน เส้นทางอพยพใดจะยังใช้ได้ ใครต้องได้รับความช่วยเหลือก่อน และจะดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบางอย่างไร

 

กระบวนการนี้ช่วยให้คนในชุมชนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมกันกำหนดแนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงรับแผนที่หน่วยงานภายนอกจัดทำมาให้

 

อีกส่วนหนึ่ง คือ การใช้ AI ช่วยเติมเต็มช่องว่างของข้อมูลทางสถิติ แต่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนความรู้ในพื้นที่ได้ทั้งหมด จึงต้องมีการตรวจสอบข้อมูลภาคสนาม หรือ Ground Truthing โดยให้ประชาชนที่อาศัยอยู่จริงช่วยยืนยันความถูกต้องอีกชั้นหนึ่ง

 

แนวคิดนี้สะท้อนว่า AI จะมีคุณค่ามากที่สุดเมื่อทำงานร่วมกับข้อมูลจริงและความรู้ของคนในพื้นที่ ไม่ใช่เข้ามาแทนที่ประสบการณ์ของมนุษย์

 

จากเทศกาลซากุระถึง AI กู้เมือง! ถอดบทเรียน MIT ออกแบบก่อนภัยมา สร้างกรุงเทพฯ รอดวิกฤตโลกรวน

 

“น้ำท่วม” ทำระบบเมืองหยุดทำงาน

 

“มิโฮ” ยังถ่ายทอดประสบการณ์จากการทำงานที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมจริง ซึ่งทำให้เห็นว่าความเสียหายจากภัยพิบัติไม่ได้เกิดขึ้นจากน้ำเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากระบบสาธารณูปโภคที่หยุดทำงานพร้อมกัน

 

โดยเล่าถึงสถานการณ์ที่ไฟฟ้าดับจนปั๊มน้ำไม่สามารถทำงานได้ ทีมงานต้องอพยพไปยังบ้านใกล้เคียงที่มีระดับพื้นสูงกว่าประมาณ 1.5 เมตร พร้อมใช้กระสอบทรายป้องกันน้ำที่กำลังไหลเข้าพื้นที่

 

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นความสำคัญของการเตรียมพร้อมในระดับครัวเรือนและชุมชน เพราะเมื่อระบบไฟฟ้า การสื่อสาร หรือระบบระบายน้ำไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ สิ่งที่เคยเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่พึ่งพาได้อาจกลายเป็นจุดเปราะบางทันที

 

นอกจากนี้ Urban Risk Lab ยังร่วมพัฒนาเครื่องมือกับกรุงเทพมหานครและ Schoolio เพื่อแก้ปัญหากระบวนการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งเดิมต้องอาศัยเอกสารหลายขั้นตอน ทั้งการยื่นคำร้อง การตรวจสอบความเสียหาย และการส่งข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้การช่วยเหลือประชาชนล่าช้า

 

การพัฒนา District Dashboard และ Field App จึงเข้ามาช่วยเปลี่ยนกระบวนการทำงานจากระบบกระดาษสู่ดิจิทัล ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกและตรวจสอบข้อมูลความเสียหายจากภาคสนามได้รวดเร็วขึ้น และช่วยลดคอขวดของกระบวนการเยียวยา

 

นี่คืออีกมิติหนึ่งของการใช้เทคโนโลยีเพื่อรับมือภัยพิบัติ เพราะการสร้างเมืองยืดหยุ่นไม่ได้หมายถึงการป้องกันไม่ให้น้ำเข้าบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำให้ระบบช่วยเหลือประชาชนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว


AI จำลองน้ำท่วมแบบเข้าใจง่าย

 

อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยี คือแพลตฟอร์ม GOAI ใน Broward County รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงข้อมูลและแบบจำลองความเสี่ยงภัยพิบัติ

 

ที่ผ่านมา การทำแบบจำลองน้ำท่วมต้องอาศัยงบประมาณสูง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และข้อมูลจำนวนมาก ทำให้หน่วยงานท้องถิ่นหรือชุมชนบางแห่งไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่

 

GOAI จึงพยายามลดข้อจำกัดดังกล่าว ด้วยการนำข้อมูลและแบบจำลองมาจัดทำฉากทัศน์น้ำท่วมล่วงหน้ามากกว่า 141 รูปแบบ ครอบคลุมปัจจัยสำคัญ เช่น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น พายุหนุน และระดับน้ำใต้ดิน เพื่อให้หน่วยงานสามารถประเมินความเสี่ยงในสถานการณ์ต่างๆ ได้ล่วงหน้า

 

ความสำคัญของเรื่องนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ของพายุเฮอริเคน Milton ที่สร้างผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านสุขภาพ ทำให้เห็นว่าหากโรงพยาบาลหรือสถานดูแลผู้ป่วยหยุดทำงาน ผลกระทบจะขยายวงกว้างไปถึงชีวิตของประชาชนทันที

 

จุดเด่นของ GOAI คือการนำ AI เข้ามาทำให้แบบจำลองที่ซับซ้อนสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น โดยรองรับการสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติหรือเสียงผ่านโทรศัพท์มือถือ

 

ผู้ใช้งานสามารถถามระบบได้ว่า หากเกิดฝนตกหนัก 21 นิ้ว ประกอบกับพายุหนุน 4 ฟุต และระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุดตามสถานการณ์ที่คาดการณ์ไว้ในปี 2050 พื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบหรืออาจถามว่า หากฝนตกต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โรงเรียนหรือศูนย์อพยพแห่งใดจะยังคงปลอดภัย แม้ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด

 

คำตอบที่ได้สามารถนำไปใช้วางแผนเชิงพื้นที่ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดพื้นที่แก้มลิง วางแนวคลองระบายน้ำ เตรียมกระสอบทราย หรือเลือกตำแหน่งศูนย์อพยพที่มีความเสี่ยงต่ำ

 

จากเดิมที่แบบจำลองน้ำท่วมเป็นเครื่องมือเฉพาะของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร AI กำลังเปลี่ยนให้ข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือสำหรับการตัดสินใจของผู้บริหารเมือง เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป

 

จากเทศกาลซากุระถึง AI กู้เมือง! ถอดบทเรียน MIT ออกแบบก่อนภัยมา สร้างกรุงเทพฯ รอดวิกฤตโลกรวน

 

ลงทุนวันนี้ ถูกกว่าจ่ายค่าเสียหายวันหน้า

 

นอกเหนือจากมิติด้านเทคโนโลยีและการออกแบบเมือง มิโฮยังชี้ให้เห็นว่า การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์ทางเศรษฐกิจที่ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญ

 

โดยข้อมูลในช่วงปี 2017-2026 ประเทศไทยใช้งบประมาณกลางเกือบ 20% ไปกับการตอบสนองและฟื้นฟูจากภัยพิบัติฉุกเฉิน สะท้อนให้เห็นว่าการปล่อยให้ภัยเกิดขึ้นก่อนแล้วจึงใช้งบประมาณเข้าแก้ไข อาจกลายเป็นภาระทางการคลังที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่ข้อมูลจาก US Chamber of Commerce ระบุว่า เงินทุก 1 ดอลลาร์ที่ไม่ได้ลงทุนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อภัยพิบัติในวันนี้ อาจนำไปสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจในอนาคตสูงถึง 33 ดอลลาร์

 

ด้าน World Bank ประเมินว่า หากประเทศไทยไม่มีมาตรการปรับตัวเพิ่มเติม ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ของประเทศลดลงราว 7-14% ภายในปี 2050

 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การลงทุนเพื่อรับมือภัยพิบัติไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่เป็นการลดความเสี่ยงของเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ในทางกลับกัน การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศยังเป็นตลาดเศรษฐกิจใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูง โดยข้อมูลจาก World Economic Forum ปี 2025 ประเมินว่าตลาด Climate Adaptation มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม เงินทุนในตลาดดังกล่าวยังพึ่งพาภาครัฐเป็นหลักถึงประมาณ 90% จึงจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี การบริหารจัดการน้ำ และนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของเมือง

 

ขณะเดียวกัน Climate Policy Initiative ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีช่องว่างด้านเงินทุนเพื่อการปรับตัวสูงถึง 88% อีกทั้งการลงทุนจำนวนหนึ่งยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาและความรู้ของชุมชนท้องถิ่นมากเท่าที่ควร

 

โจทย์จึงไม่ใช่แค่การหาเงินมาสร้างกำแพงหรือระบบระบายน้ำ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการใช้งบประมาณเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย ไปสู่การลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ญี่ปุ่นต้นแบบ Dual-Use Infrastructure 

 

สำหรับการออกแบบเมืองให้ยืดหยุ่น “มิโฮ” นำเสนอแนวคิด Dual-Use Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถใช้งานได้มากกว่าหนึ่งวัตถุประสงค์ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่เพื่อรับมือภัยพิบัติโดยเฉพาะ


กรณีศึกษาจาก “ญี่ปุ่น” แสดงให้เห็นว่า โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า และสวนสาธารณะ สามารถทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่ใช้ชีวิตตามปกติและพื้นที่ป้องกันภัยพิบัติได้ในเวลาเดียวกัน

 

  • กรณีแรก โรงเรียนที่ออกแบบให้เป็นศูนย์อพยพ


โรงเรียนแห่งหนึ่งในโตเกียวได้รับการออกแบบให้โรงยิมอยู่บนชั้น 2 เพื่อให้สามารถใช้เป็นพื้นที่อพยพเมื่อเกิดน้ำท่วม พร้อมนำระบบ Off-grid มาใช้เพื่อลดการพึ่งพาสาธารณูปโภคจากภายนอก


ที่น่าสนใจคือ สระว่ายน้ำบนดาดฟ้ายังถูกออกแบบให้สามารถนำน้ำมาใช้ชำระล้างห้องสุขาในกรณีที่ไฟฟ้าดับได้


นอกจากนี้ การติดตั้งเสาสูงเพื่อแสดงระดับน้ำท่วมในอดีต ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้นักเรียนตระหนักถึงความเสี่ยงของพื้นที่ และเรียนรู้เรื่องภัยพิบัติผ่านสภาพแวดล้อมจริง

 

  • กรณีที่สอง ห้างสรรพสินค้าที่กลายเป็น Lifeline ของชุมชน


กลุ่มธุรกิจ AEON Mall ในญี่ปุ่นนำแนวคิดการเป็นพื้นที่อพยพมาผนวกเข้ากับการออกแบบห้างสรรพสินค้า โดยจัดเตรียมพื้นที่ให้ประชาชนสามารถอพยพขึ้นสู่พื้นที่สูงได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรองรับการแจกจ่ายอาหารและสิ่งของจำเป็น โดยไม่จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ร้านค้าทั้งหมด
ในปี 2017 กลุ่ม AEON ได้รับการยอมรับในบทบาทการเป็น Lifeline หรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับชุมชนยามเกิดภัยพิบัติ โดยมีเครือข่ายพันธมิตรมากกว่า 850 องค์กร


กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า ภาคธุรกิจสามารถมีบทบาทในการสร้างความปลอดภัยให้กับเมืองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมองการลงทุนด้านภัยพิบัติเป็นภาระเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ระยะยาวกับชุมชนได้ด้วย

 

  • กรณีที่สาม ฟื้นฟูแม่น้ำแทนการพึ่งพาคอนกรีต


โครงการ Kamisai River Project เป็นอีกตัวอย่างของการเปลี่ยนแนวคิดจากการควบคุมธรรมชาติด้วยโครงสร้างคอนกรีต มาเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาทำหน้าที่รองรับน้ำตามธรรมชาติ


โครงการนี้มีการรื้อถอนคอนกรีตบริเวณริมแม่น้ำ ขยายพื้นที่ลำน้ำให้กว้างขึ้นเป็นสองเท่า พร้อมปรับตลิ่งให้มีพืชพรรณและพื้นที่สวนสาธารณะที่สามารถรองรับน้ำในช่วงน้ำหลาก
ชุมชนและเด็กๆ ยังมีส่วนร่วมในการสร้างฝายไม้ชะลอน้ำและดูแลพื้นที่ ส่งผลให้น้ำไหลช้าลง และมีรายงานว่าพบพันธุ์ปลาเพิ่มขึ้นถึง 12 เท่า


สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงการลดความเสี่ยงน้ำท่วม แต่ยังเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างพื้นที่สาธารณะที่คนในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตประจำวัน

 

  • กรณีที่สี่ สวนสาธารณะที่ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงขนาดใหญ่


สวนสาธารณะ Fukakita Roachi Park เป็นตัวอย่างของการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้รองรับน้ำท่วมแบบเป็นลำดับขั้น โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซน เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่แตกต่างกัน คล้ายแนวคิดแก้มลิง


ในช่วงเวลาปกติ พื้นที่ดังกล่าวสามารถใช้เป็นสวนสาธารณะ สนามกีฬา และพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน แต่เมื่อเกิดฝนตกหนักก็สามารถเปลี่ยนบทบาทเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ ช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชนโดยรอบ


นับตั้งแต่ปี 1982 พื้นที่แห่งนี้สามารถช่วยป้องกันน้ำท่วมบริเวณโดยรอบมาแล้วมากกว่า 20 ครั้ง นี่คือการออกแบบที่ทำให้การลงทุนหนึ่งครั้งสร้างประโยชน์ได้หลายด้าน ทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชน การจัดการน้ำ และการลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเมืองในระยะยาว

 

จากเทศกาลซากุระถึง AI กู้เมือง! ถอดบทเรียน MIT ออกแบบก่อนภัยมา สร้างกรุงเทพฯ รอดวิกฤตโลกรวน

 

เมืองพร้อม คนก็ต้องพร้อม

 

แม้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการใช้เทคโนโลยีจะมีความสำคัญ แต่ “มิโฮ” ย้ำว่า การสร้างเมืองที่รับมือภัยพิบัติได้จะไม่สมบูรณ์ หากประชาชนยังขาดความพร้อมในการดูแลตัวเองและคนที่รัก


แนวคิดสำคัญคือ การเปลี่ยนจากการตั้งคำถามว่าใครเป็นต้นเหตุของปัญหา ไปสู่การลงมือทำร่วมกันว่าแต่ละคนจะเตรียมพร้อมอย่างไรเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการ Mamorei Studio ในประเทศไทย ซึ่งนำแนวคิด Dual-Use มาใช้กับการออกแบบผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งสร้างสิ่งของที่สามารถใช้งานได้ตามปกติในวันทั่วไป และกลายเป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ

 

ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกคือ “แหวนนกหวีด” (Ring Whistle) เครื่องประดับที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินก็สามารถใช้เป่าเป็นนกหวีดส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้ โดยออกแบบให้ส่งเสียงดังได้ถึง 120 เดซิเบล


แนวคิดเบื้องหลังผลิตภัณฑ์นี้มาจากข้อจำกัดของมนุษย์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะการตะโกนขอความช่วยเหลือเป็นเวลานานทำให้สูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น ขณะที่นกหวีดสามารถช่วยส่งสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า และยังอาจใช้เป็นอุปกรณ์ส่งสัญญาณป้องกันตัวในเวลากลางคืนได้ด้วย

 

นี่คือการนำแนวคิดการออกแบบเพื่อความปลอดภัยมาใส่ไว้ในสิ่งของใกล้ตัว ทำให้การเตรียมพร้อมไม่ใช่เรื่องที่ต้องเริ่มต้นเมื่อมีประกาศเตือนภัย แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัน

 

จากเทศกาลซากุระถึง AI กู้เมือง! ถอดบทเรียน MIT ออกแบบก่อนภัยมา สร้างกรุงเทพฯ รอดวิกฤตโลกรวน

 

เมืองแห่งอนาคต ล้มแล้วลุกได้

 

สิ่งที่ “มิโฮ” ต้องการสื่อสารตลอดการบรรยาย คือการเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับภัยพิบัติ จากเดิมที่มองเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินซึ่งต้องรอให้เกิดขึ้นก่อนแล้วจึงจัดการ มาเป็นโจทย์ที่ต้องถูกนำมาคิดตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเมือง


เพราะเมืองและสภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น หากการออกแบบในอดีตทำให้เกิดความเปราะบาง มนุษย์ก็สามารถร่วมกันปรับเปลี่ยนและสร้างระบบใหม่ที่รับมือกับความเสี่ยงได้ดีกว่าเดิม


การสร้างเมืองยืดหยุ่นจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันหลายมิติ ตั้งแต่ภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ การใช้ข้อมูลและแบบจำลอง AI การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานอเนกประสงค์ การลงทุนของภาคเอกชน ไปจนถึงการเตรียมพร้อมในระดับบุคคล

 

บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะ กรุงเทพฯ คือ เราไม่ควรรอให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่แล้วจึงกลับมาทบทวนว่าเมืองมีจุดอ่อนตรงไหน แต่ต้องเริ่มออกแบบเมืองให้เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจเส้นทางของน้ำ และเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้

 

เพราะในโลกที่ภัยพิบัติกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ทางเศรษฐกิจ เมืองที่แข่งขันได้ในอนาคตอาจไม่ใช่เมืองที่มีตึกสูงที่สุด ถนนมากที่สุด หรือเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด แต่เป็นเมืองที่สามารถดำเนินชีวิตและรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจไว้ได้ แม้ในวันที่เกิดวิกฤต

 

และนั่นคือความหมายของการออกแบบก่อนภัยมาอย่างแท้จริง.

 

จากเทศกาลซากุระถึง AI กู้เมือง! ถอดบทเรียน MIT ออกแบบก่อนภัยมา สร้างกรุงเทพฯ รอดวิกฤตโลกรวน

 

ข่าวล่าสุด

สรรเพชญหารือศิริราชศึกษา Medical Park ที่ดินรถไฟธนบุรี 21 ไร่

สรรเพชญหารือศิริราชศึกษา Medical Park ที่ดินรถไฟธนบุรี 21 ไร่