posttoday
รัฐเพิ่มยาแรงปราบ "ขยะอุตสาหกรรม" จ่อยึดทรัพย์-ตามตัวถึงต่างประเทศ

รัฐเพิ่มยาแรงปราบ "ขยะอุตสาหกรรม" จ่อยึดทรัพย์-ตามตัวถึงต่างประเทศ

05 พฤศจิกายน 2569

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเผย รัฐยกระดับปราบขบวนการลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม ประสาน DSI รับหลายคดีเป็นคดีพิเศษ หารือ ปปง. เพิ่มมาตรการยึดทรัพย์ พร้อมเร่งตรวจโรงงานรีไซเคิล 1,500 แห่งภาคตะวันออก

KEY

POINTS

  • รัฐเพิ่มมาตรการเอาผิด โดย DSI รับคดีกากอุตสาหกรรมหลายจังหวัดเป็นคดีพิเศษแล้ว เปิดทางขยายการสอบสวนถึงต่างประเทศ พร้อมหารือ ปปง. ยึดทรัพย์เครือข่ายผู้กระทำผิด
  • เร่งตรวจโรงงาน 1,500 แห่ง ตั้งเป้าคัดกรองโรงงานรีไซเคิลใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกภายในพฤศจิกายน พร้อมรายงานความคืบหน้าคณะทำงานวันที่ 11 พฤศจิกายน
  • กรมควบคุมมลพิษเร่งคำนวณความเสียหายสิ่งแวดล้อมในปราจีนบุรี หลังพบปัญหาการปนเปื้อนจากกากอุตสาหกรรม คาดได้ตัวเลขเบื้องต้นภายในเดือนนี้

ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในประเทศไทยกำลังถูกยกระดับเป็นวาระเร่งด่วน หลังพบการปนเปื้อนสารเคมีในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเกิดกรณีน้ำชะจากพื้นที่กำจัดกากอุตสาหกรรมแพร่กระจายออกสู่พื้นที่โดยรอบในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา ทำให้ปัญหาที่เคยหลบอยู่ใต้พรมปรากฎขึ้นให้เห็น!  อีกทั้งยังกระทบกับพื้นที่เกษตรกรรม และสุขภาพของประชาชน ขณะที่ภาครัฐยังต้องรับภาระจัดการกากอุตสาหกรรมตกค้างจากโรงงานที่ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง

 

ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ปัจจุบันมีแผนจัดการกากอุตสาหกรรมที่ถูกลักลอบทิ้ง 11 พื้นที่ใน 6 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี พระนครศรีอยุธยา ระยอง ฉะเชิงเทรา ลพบุรี และนครราชสีมา โดยในช่วงปี 2566–2568 สามารถจัดการกากอุตสาหกรรมแล้วเสร็จ 2 พื้นที่ และดำเนินการแล้วบางส่วนอีก 3 พื้นที่ ส่วนพื้นที่อื่นยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามกฎหมายและการจัดหางบประมาณ

 

ข้อจำกัดสำคัญคือ เมื่อเอกชนไม่ดำเนินการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ตกค้าง ภาครัฐไม่สามารถเข้าไปใช้งบประมาณจัดการแทนได้ทันที แต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายก่อน แล้วจึงขออนุมัติงบประมาณเพื่อบำบัดกำจัดและฟ้องร้องเรียกคืนค่าใช้จ่ายจากผู้รับผิดชอบภายหลัง

 

ล่าสุด ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยเมื่อวานนี้ (4 พฤศจิกายน 2569) ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเร่งจัดการปัญหากากอุตสาหกรรมทั้งระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบโรงงานรีไซเคิล การรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ไปจนถึงการควบคุมแหล่งที่มาและปลายทางของวัสดุรีไซเคิล

 

ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ

 

โดยกระทรวงอุตสาหกรรมรับผิดชอบการตรวจสอบโรงงานประเภท 105 (โรงงานคัดแยกหรือฝังกลบของเสีย) และประเภท 106 (โรงงานรีไซเคิลหรือแปรรูปของเสียเป็นวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ใหม่) ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบการตรวจสอบปัญหามลพิษและเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ผ่านกลไกชุดเฉพาะกิจที่มีอยู่

 

รัฐเพิ่มยาแรง ประสาน DSI–ปปง. ไล่เอาผิดถึงเครือข่ายต่างประเทศ

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง คือ บทลงโทษที่ไม่สามารถสร้างแรงยับยั้งได้เพียงพอ โดยบางคดีผู้ประกอบการถูกปรับในจำนวนเงินที่ต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมาก

 

“ขณะนี้เราได้หารือกับ DSI และ ปปง. เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการบังคับใช้กฎหมาย เพราะที่ผ่านมา แม้กฎหมายบางฉบับจะกำหนดโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 200,000 บาท แต่หลายคดีที่เราดำเนินการฟ้องร้อง สุดท้ายกลับจบลงด้วยการจ่ายค่าปรับเพียง 40,000 บาท เมื่อบทลงโทษไม่รุนแรงเพียงพอ ผู้กระทำผิดก็ไม่เกรงกลัว”

 

ล่าสุด กรมควบคุมมลพิษได้ประสานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อยกระดับการดำเนินคดี โดยมีหลายคดีในหลายจังหวัดได้รับการรับเป็นคดีพิเศษแล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทั้งในการสอบสวนและติดตามเครือข่ายที่อาจเชื่อมโยงกับต่างประเทศด้วย

 

 

“ขณะนี้ DSI รับคดีในหลายจังหวัดเป็นคดีพิเศษแล้ว ทำให้การติดตามผู้กระทำผิดสามารถขยายไปถึงต่างประเทศได้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในประเทศ แต่สามารถติดตามไปถึงประเทศต้นทางได้ด้วย”

 

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อเพิ่มมาตรการตรวจสอบและยึดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด โดยไม่จำกัดเฉพาะโรงงานหรือสถานที่ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม แต่รวมถึงผู้ส่งกากจากต้นทางและผู้ประกอบการขนส่งที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดด้วย

 

“เรากำลังเพิ่มมาตรการยึดทรัพย์เข้ามา หากพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ผู้ที่ส่งกากมาจากต้นทางก็ต้องถูกตรวจสอบ ผู้ประกอบการขนส่งที่มีส่วนร่วมก็ต้องรับผิดชอบ รวมถึงโรงงานปลายทาง หากพบว่ามีการสมคบคิดกันกระทำผิด ก็ต้องถูกดำเนินมาตรการยึดทรัพย์ด้วย”

 

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจัดการกากอุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ (Polluter Pays Principle) มาใช้ โดยมุ่งขยายความรับผิดชอบตั้งแต่ผู้ก่อกำเนิด ผู้ขนส่ง จนถึงผู้กำจัดกากอุตสาหกรรม พร้อมเสนอเพิ่มโทษปรับสูงสุด 20 ล้านบาท และมาตรการยึดหรืออายัดทรัพย์สินร่วมกับ ปปง. ทั้งนี้ ยังเป็นข้อเสนอทางกฎหมายที่อยู่ระหว่างการผลักดัน

 

รัฐเพิ่มยาแรงปราบ "ขยะอุตสาหกรรม" จ่อยึดทรัพย์-ตามตัวถึงต่างประเทศ

 

 

กากอุตสาหกรรมกระทบชุมชน รัฐแบกภาระงบฟื้นฟูแทนเอกชน

การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมไม่เพียงสร้างความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน แต่ยังส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ พื้นที่เกษตรกรรม และการดำรงชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะกากอุตสาหกรรมที่มีสารอันตราย เช่น โลหะหนัก น้ำมัน และสารเคมี ซึ่งอาจปนเปื้อนลงสู่ดินและน้ำใต้ดิน หากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ความเสียหายดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมากในการฟื้นฟู

 

ขณะเดียวกัน ปัญหาสำคัญคือเมื่อผู้ประกอบการไม่ดำเนินการจัดการของเสียตามคำสั่ง หรือไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายได้ ภาครัฐจำเป็นต้องใช้งบประมาณเข้าจัดการแทน ก่อนดำเนินการฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายคืนจากผู้ก่อมลพิษภายหลัง ทำให้ต้นทุนการจัดการกากอุตสาหกรรมที่เกิดจากภาคเอกชนกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินในระหว่างดำเนินการ

 

กรณีบริษัท แวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด จังหวัดราชบุรี เป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาดังกล่าว โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้รับงบประมาณ 2 ระยะ รวมกว่า 81 ล้านบาท เพื่อจัดการกากอุตสาหกรรมตกค้างบนดินกว่า 20,000 ตัน แต่ยังไม่ครอบคลุมการฟื้นฟูดินและน้ำใต้ดินทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมในระยะยาว ขณะที่การเรียกค่าใช้จ่ายคืนจากผู้รับผิดชอบยังต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย

 

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ยอมรับว่า ภาครัฐยังจำเป็นต้องเข้ามารับภาระจัดการปัญหาบางส่วน ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจากกากอุตสาหกรรมที่ชัดเจน เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีชนิดและระดับการปนเปื้อนแตกต่างกัน ส่งผลให้วิธีการฟื้นฟูและค่าใช้จ่ายแตกต่างกันด้วย

 

“ขณะนี้เรายังไม่มีตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน แต่กำลังอยู่ระหว่างการคำนวณ เพราะความเสียหายมีค่อนข้างมาก อย่างกรณีปราจีนบุรี เราต้องประเมินก่อนว่าพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างไร หากดินปนเปื้อนน้ำมันก็ต้องใช้วิธีจัดการแบบหนึ่ง แต่หากปนเปื้อนโลหะหนักก็ต้องใช้วิธีการอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีต้นทุนในการฟื้นฟูแตกต่างกัน”

 

สำหรับพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี กรมควบคุมมลพิษอยู่ระหว่างผลักดันให้คณะทำงานระดับจังหวัดประเมินความเสียหาย เพื่อใช้ประกอบการกำหนดแนวทางฟื้นฟูและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าจะเห็นตัวเลขเบื้องต้นภายในเดือนพฤศจิกายน 2569

 

“หลักการทำงานของเราจะมีคณะทำงานรายจังหวัดเป็นผู้ประเมินความเสียหาย สำหรับกรณีปราจีนบุรี ขณะนี้กำลังเร่งคำนวณอยู่ คาดว่าภายในเดือนนี้น่าจะเห็นตัวเลขเบื้องต้น”

 

 

รัฐเพิ่มยาแรงปราบ "ขยะอุตสาหกรรม" จ่อยึดทรัพย์-ตามตัวถึงต่างประเทศ

 

 

ขีดเส้น 30 วัน เร่งตรวจโรงงานรีไซเคิล 1,500 แห่งในภาคตะวันออก

สำหรับแผนจัดระเบียบโรงงานรีไซเคิล อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า คณะทำงานร่วมได้กำหนดกรอบดำเนินงานเบื้องต้น 30 วัน โดยจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าครั้งที่สองในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 และคาดว่าจะเห็นผลการดำเนินงานชัดเจนขึ้นภายในปลายเดือน

 

“ที่ประชุมร่วมระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนดกรอบการทำงานไว้ 30 วัน คาดว่าปลายเดือนพฤศจิกายนจะเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนขึ้น โดยวันที่ 11 พฤศจิกายน จะมีการประชุมครั้งที่สองเพื่อติดตามผลการจัดการทั้งต้นทางและปลายทาง”

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานประเภท 105 (โรงงานคัดแยกหรือฝังกลบของเสีย) และประเภท 106 (โรงงานรีไซเคิลหรือแปรรูปของเสียเป็นวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ใหม่) รวม 3,049 แห่ง โดยประมาณ 1,500 แห่งตั้งอยู่ใน 5 จังหวัดภาคตะวันออก 

 

“กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าตรวจคัดกรองให้เสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน ขณะนี้ดำเนินการได้ประมาณวันละ 50 โรงงาน ซึ่งถือว่ามีความคืบหน้าตามแผน” อธิบดีระบุ

 

การตรวจสอบระยะแรกจะเป็นการคัดกรองเบื้องต้นเพื่อแยกโรงงานที่ดำเนินกิจการถูกต้องออกจากโรงงานที่มีความเสี่ยงหรืออาจกระทำผิดกฎหมาย ก่อนดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกตามความจำเป็น  นอกจากการลงพื้นที่ตรวจโรงงานแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังเตรียมเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามการขนส่งกากอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่าจะนำระบบแอปพลิเคชันติดตามพิกัดการขนส่งแบบเรียลไทม์มาใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อป้องกันการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งระหว่างทาง และตรวจสอบเส้นทางตั้งแต่ต้นทางถึงโรงงานปลายทางได้มากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ศุลกากรเอาจริง! เดินหน้ากวาดล้างหมูเถื่อน สกัดกลโกงข้ามชาติ

ศุลกากรเอาจริง! เดินหน้ากวาดล้างหมูเถื่อน สกัดกลโกงข้ามชาติ