
วิจัยติดตามนาน 26 ปี! พบผู้ชายโรคหัวใจ เสี่ยงมะเร็งสูงถึง 17.3%
งานวิจัยใหม่ติดตามประชากรกว่า 22,500 คน ราว 26 ปี พบผู้ชายที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดมีความเสี่ยงสะสมต่อการเกิดมะเร็งเมื่ออายุ 75 ปีอยู่ที่ 17.3% พบ “สูบบุหรี่-ดื่มหนัก-อ้วนรุนแรง” เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
KEY
POINTS
- ผู้ชายที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด มีความเสี่ยงสะสมต่อการเกิดมะเร็งเมื่ออายุ 75 ปี 17.3% เทียบกับ 10.2% ในผู้ชายที่ไม่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ในกลุ่มผู้ชายโรคหัวใจ พบการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับสูงมาก และภาวะอ้วนรุนแรงสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็ง โดยมะเร็งที่พบเด่น ได้แก่ กระเพาะอาหาร หลอดอาหาร ปอด ลำไส้ใหญ่ และมะเร็งผิวหนังชนิด non-melanoma
- งานวิจัยไม่ได้พิสูจน์ว่า “โรคหัวใจทำให้เป็นมะเร็ง” แต่สะท้อนว่าทั้งสองโรคมีปัจจัยเสี่ยงและกลไกบางส่วนร่วมกัน จึงควรประเมินความเสี่ยงมะเร็งตามอายุ พฤติกรรม และโรคประจำตัว ไม่ใช่รอจนมีอาการ
โรคหัวใจและมะเร็งอาจมีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคยคิด หลังงานวิจัยใหม่จากนักวิจัย University of Aberdeen และ Keele University ประเทศสหราชอาณาจักร พบว่า ผู้ชายที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด มีอุบัติการณ์และการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งสูงขึ้น
งานวิจัยเรื่อง “Sex differences in cancer incidence and mortality in patients with cardiovascular disease: the European Prospective Investigation into Cancer-Norfolk study” ตีพิมพ์ในวารสาร European Heart Journal เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยติดตามข้อมูลจากโครงการ EPIC-Norfolk ในสหราชอาณาจักร พบรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
ผู้ชายโรคหัวใจ เสี่ยงมะเร็งสะสมถึง 17.3%
งานวิจัยดังกล่าวเปิดเผยว่าผู้เข้าร่วม 22,534 คน ซึ่งยังไม่เป็นมะเร็งในช่วงเริ่มต้นการศึกษา อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 59 ปี และติดตามเป็นระยะเวลาราว 26 ปี สูงสุดเกือบ 29 ปี
ในจำนวนดังกล่าว 10,889 คน มีโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้วตั้งแต่เริ่มต้น หรือเกิดโรคขึ้นระหว่างการติดตาม
ผลการศึกษาพบว่า เมื่อประเมินโอกาสเกิดมะเร็งจนถึงอายุ 75 ปี
- ผู้ชายที่ มีโรคหัวใจและหลอดเลือด มีความเสี่ยงสูงที่สุด อยู่ที่ 17.3% ขณะที่ผู้หญิงที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่ที่ 12.8%
- เมื่อเทียบกับ คนที่ไม่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด พบว่าความเสี่ยงลดลงเหลือ 10.2% ในผู้ชาย และ 8.2% ในผู้หญิง
ตัวเลขนี้จึงสะท้อนว่า ผู้ชายที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นกลุ่มที่พบความเสี่ยงมะเร็งสูงที่สุดในการศึกษานี้ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยไม่ได้หมายความว่าโรคหัวใจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่พบว่าทั้งสองโรคมีปัจจัยเสี่ยงบางอย่างร่วมกัน
มะเร็งหลายชนิดพบเด่นในผู้ชายโรคหัวใจ
เมื่อวิเคราะห์มะเร็งที่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ นักวิจัยพบว่า กลุ่มที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดมีอัตราการเกิด มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง และมะเร็งผิวหนังชนิด non-melanoma สูง โดยรูปแบบดังกล่าวเด่นชัดในผู้ชาย
นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจาก มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งปอด แย่กว่าผู้หญิงในกลุ่มเดียวกันอย่างเด่นชัด
“สูบบุหรี่-ดื่มหนัก-อ้วนรุนแรง” ปัจจัยที่พบร่วม
เมื่อนักวิจัยแยกดูปัจจัยเสี่ยงในผู้ชายที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด พบว่า การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ในระดับสูงมาก และภาวะอ้วนรุนแรง เป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูงและโรคหลอดลมอักเสบด้วย
งานวิจัยกำหนด “การดื่มปริมาณสูงมาก” ไว้ที่มากกว่า 35 units ต่อสัปดาห์ (เบียร์ 21 กระป๋อง/สัปดาห์) และพบว่าในผู้ชายที่มี โรคหัวใจและหลอดเลือด การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ระดับสูงถึงสูงมากยังสัมพันธ์กับการเสียชีวิตจากมะเร็งด้วย
แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดพฤติกรรมอย่างการดื่มแอลกอฮอล์จึงเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง ไม่ใช่เพียงเพราะมีงานวิจัยบอกว่า “ไม่ดีต่อสุขภาพ”
โพสต์ทูเดย์ พบข้อมูลจาก องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง หรือ International Agency for Research on Cancer (IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการวิจัยมะเร็งภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) จัด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ Group 1 มาตั้งแต่ปี 1987 หมายถึงมีหลักฐานเพียงพอว่าก่อมะเร็งในมนุษย์
หนึ่งในกลไกที่มีหลักฐานชัดที่สุดเกิดขึ้นหลังจากแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย
เพราะเมื่อดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่างกายจะเปลี่ยนเอทานอลเป็น อะซีตัลดีไฮด์ (acetaldehyde) ซึ่งมีฤทธิ์ สามารถสร้างความเสียหายต่อสารพันธุกรรม DNA โดยเฉพาะบริเวณช่องปาก คอ และหลอดอาหาร ความเสียหายที่เกิดซ้ำและซ่อมแซมผิดพลาดสามารถนำไปสู่การกลายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งได้
IARC ยังระบุกลไกอื่น ได้แก่ ภาวะเครียดออกซิเดชัน การรบกวนการทำงานของโฟเลต การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนและการควบคุมยีน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงจุลชีพในลำไส้ ซึ่งอาจเพิ่มการอักเสบในร่างกาย
หลักฐานปัจจุบันยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการบริโภคแอลกอฮอล์กับมะเร็งอย่างน้อย 7 ตำแหน่ง ได้แก่ ช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ตับ และเต้านมในผู้หญิง ขณะที่ IARC ระบุด้วยว่า การลดหรือหยุดดื่มสามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดได้ โดยมีหลักฐานชัดสำหรับมะเร็งช่องปากและหลอดอาหาร
นักวิจัยชี้ อาจต้องมองผู้ป่วยโรคหัวใจให้ไกลกว่าหัวใจ
ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่ว่า การดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตอาจต้องพิจารณาความเสี่ยงมะเร็งร่วมด้วย โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง
นักวิจัยระบุว่า ผลที่พบสนับสนุนให้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างเพศในการประเมินผู้ป่วยโรคหลอดเลือดและหัวใจและจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า กลไกใดเป็นตัวขับความสัมพันธ์ระหว่างโรคหัวใจกับมะเร็ง และจะสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการป้องกันหรือค้นหามะเร็งได้อย่างเหมาะสมอย่างไร
ทั้งนี้ งานวิจัย ไม่ได้เสนอว่าผู้ชายโรคหัวใจทุกคนต้องตรวจหามะเร็งทุกชนิด และไม่ได้เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะเปลี่ยนแนวทางตรวจคัดกรองมะเร็งในปัจจุบันทันที
แล้วผู้ชายไทยจะประเมินความเสี่ยงมะเร็งอย่างไร?
สำหรับประเทศไทย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ มีแนวทางคัดกรองและเวชปฏิบัติแยกตามชนิดของมะเร็ง โดยในผู้ชายมีประเด็นที่ควรรู้ เช่น
มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง โครงการคัดกรองของไทยใช้การตรวจ FIT หรือการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระในประชากรอายุ 50–70 ปี หากผลเป็นบวกจึงเข้าสู่การตรวจวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่
มะเร็งตับ ไม่ได้คัดกรองทุกคน แต่เน้นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยตับแข็ง ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีบางกลุ่ม โดยแนวทางของสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า ผู้ชายที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่วัยเด็กและมีความเสี่ยงสูงตั้งแต่อายุ มากกว่า 45 ปี ควรได้รับการเฝ้าระวังตามข้อบ่งชี้ และในกลุ่มเสี่ยงแนะนำการตรวจอัลตราซาวด์ร่วมกับ AFP ทุก 6 เดือน
มะเร็งปอด ประเทศไทยยังไม่มีการคัดกรองมะเร็งปอดที่ใช้กับประชากรทั่วไปทั้งหมด แต่แผนควบคุมมะเร็งแห่งชาติระบุถึงการคัดกรองในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง และมีการนำร่องใช้ Low-dose CT หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปริมาณรังสีต่ำ เพื่อประเมินระบบการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง
งานวิจัยยังมีข้อจำกัด
แม้ EPIC-Norfolk จะเป็นการศึกษาขนาดใหญ่และติดตามนานกว่า 26 ปี แต่นักวิจัยระบุข้อจำกัดไว้ด้วย เช่น ข้อมูลยา BMI และ biomarkers บางส่วนไม่ได้มีการปรับปรุงตลอดช่วงติดตาม และการศึกษาดำเนินการในประชากรสหราชอาณาจักร ขณะที่ภาระโรคมะเร็งแตกต่างกันมากระหว่างประเทศ จึง ไม่ควรนำตัวเลข 17.3% ไปใช้ทำนายความเสี่ยงของผู้ชายไทยโดยตรง
แต่สิ่งที่งานวิจัยนี้บอกได้ชัด คือ ผู้ชายที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญกับความเสี่ยงมะเร็งและปัจจัยเสี่ยงร่วมมากขึ้น และการลดปัจจัยเสี่ยง เช่น เลิกสูบบุหรี่ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และควบคุมน้ำหนัก อาจไม่ได้ปกป้องเพียงหัวใจ แต่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งด้วยเช่นกัน.







