posttoday
แม่ทัพภาค 4 ชี้ 5 ปมโจมตีใต้ 51 จุดใน 4 ชั่วโมง โยงตัดท่อน้ำเลี้ยง BRN

แม่ทัพภาค 4 ชี้ 5 ปมโจมตีใต้ 51 จุดใน 4 ชั่วโมง โยงตัดท่อน้ำเลี้ยง BRN

24 สิงหาคม 2569

พล.ท.นรธิป โพยนอก เปิดปัจจัยเบื้องหลังเหตุรุนแรง 51 จุด ชี้รัฐรุกตัดธุรกิจสีเทา แต่งานข่าวยังมีช่องโหว่ พร้อมยอมรับปัญหาเกียร์ว่างในกลไกความมั่นคงบางส่วน

KEY

POINTS

  • การโจมตี 51 จุดเป็นการตอบโต้มาตรการเชิงรุกของรัฐ โดยเฉพาะการปราบปรามธุรกิจสีเทาและยาเสพติด ซึ่งเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของขบวนการ BRN
  • ลักษณะการก่อเหตุขยายเป้าหมายสู่ภาคเอกชนและพลเรือน เพื่อกระจายความรุนแรงในวงกว้าง ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับแกนนำ BRN รุ่นใหม่ที่ต้องการแสดงศักยภาพ
  • แม่ทัพภาค 4 ยอมรับถึงช่องโหว่ของฝ่ายความมั่นคง ทั้งปัญหาด้านการข่าวที่ไม่สามารถระบุเป้าหมายได้ชัดเจน และมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนเข้าไปพัวพันกับผลประโยชน์

 

พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 วิเคราะห์เหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นพร้อมกันถึง 51 จุด ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงคืนวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่เวลาประมาณ 20.00 น. จนถึงเที่ยงคืน ว่า มีหลายปัจจัยเชื่อมโยงกัน ทั้งการตอบโต้มาตรการเชิงรุกของรัฐ การตัดแหล่งเงินทุนของขบวนการ ปัญหางานข่าว ช่องโหว่ด้านความมั่นคง ตลอดจนเจ้าหน้าที่บางส่วนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา

 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวัดนราธิวาส 22 ครั้ง ยะลา 18 ครั้ง และปัตตานี 11 ครั้ง รวม 51 ครั้ง ภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง โดยเป้าหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะฐานทหาร ตำรวจ หรือสถานที่ราชการ แต่ขยายไปถึงภาคเอกชนและพลเรือน เช่น ร้านสะดวกซื้อในจังหวัดปัตตานี และโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดยะลา

 

ลักษณะการก่อเหตุครั้งนี้จึงแตกต่างจากหลายเหตุการณ์ในอดีตที่มักมุ่งโจมตีสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐเป็นหลัก และสะท้อนว่าผู้ก่อเหตุต้องการกระจายความรุนแรงให้เกิดขึ้นในวงกว้าง

 

วันถัดมา 23 สิงหาคม แม้กองกำลังผสมจะเพิ่มกำลังในพื้นที่ พร้อมใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนลาดตระเวน แต่ยังมีการก่อเหตุซ้ำทั้งในจุดเดิมและพื้นที่ใหม่อีกหลายครั้ง รวมถึงการกลับเข้าไปเผาเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง จังหวัดปัตตานี และเผาป้อมยามตามจุดต่างๆ

 

ข้อมูลที่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ยังระบุถึงความเคลื่อนไหวภายในขบวนการ BRN ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่แกนนำรุ่นใหม่ อายุประมาณ 20 ปลายถึง 30 ต้น โดยคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มต้องการแสดงศักยภาพและบทบาทของตนเองผ่านการก่อเหตุขนาดใหญ่

 

ชี้ตอบโต้รัฐ หลังเดินหน้าตัดท่อน้ำเลี้ยง

 

แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการตอบโต้มาตรการเชิงรุกของฝ่ายรัฐในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ทั้งการปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายหลังเหตุโบเกตี ซึ่งมีการเชิญตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าสอบสวนเกือบ 30 คน และมาตรการ “90 วัน พิฆาตเสี้ยนหนาม” ที่มุ่งกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่

 

อีกด้านหนึ่งคือการปราบปรามธุรกิจสีเทาตามแนวชายแดน ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของขบวนการ โดยเฉพาะการค้าบุหรี่เถื่อน

 

พล.ท.นรธิป ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคม เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมบุหรี่เถื่อนคิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม สามารถจับกุมบุหรี่เถื่อนได้มากกว่า 2 ล้านมวน พร้อมเงินสดอีก 187 ล้านบาท

 

แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุด้วยว่า มีความพยายามวิ่งเต้นในคดีดังกล่าว แต่ได้ปฏิเสธและสั่งดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด จึงมองว่าการที่แหล่งเงินทุนและธุรกิจผิดกฎหมายถูกกระทบอย่างหนัก อาจเป็นหนึ่งในเหตุที่นำไปสู่การตอบโต้ในวงกว้าง

 

ยอมรับงานมวลชนยังเป็นจุดอ่อน

 

อีกประเด็นสำคัญคือข้อจำกัดด้านการข่าว แม้ฝ่ายความมั่นคงจะได้รับสัญญาณเตือนล่วงหน้าเกือบ 2 เดือนว่าอาจมีการโจมตีสถานที่ราชการ เสาไฟฟ้าแรงสูง และร้านสะดวกซื้อ แต่ไม่สามารถระบุพิกัดและช่วงเวลาได้อย่างชัดเจน

 

พล.ท.นรธิป ยอมรับว่า งานมวลชนของรัฐยังทำได้ไม่ดีพอ เนื่องจากประชาชนในหลายพื้นที่เกรงว่าจะถูกตอบโต้หรือทำร้าย หากให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ทำให้รัฐขาดข้อมูลข่าวกรองระดับพื้นที่ และเสียเปรียบในการเข้าถึงมวลชน

 

ผู้ก่อเหตุรู้พื้นที่ เลือกจุดอ่อนลงมือ

 

ในเชิงยุทธวิธี ผู้ก่อเหตุจำนวนหนึ่งเป็นคนในพื้นที่หรือมีความคุ้นเคยกับหมู่บ้าน จึงสามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางหลักและด่านตรวจ โดยใช้เส้นทางหลังหมู่บ้านหรือเดินเท้าเข้าสู่เป้าหมาย

 

นอกจากนี้ ยังเลือกก่อเหตุในจุดที่มีการรักษาความปลอดภัยต่ำ โดยเฉพาะสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลในเวลากลางคืน ซึ่งบางแห่งไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ หรือมีเพียงพนักงานรักษาความปลอดภัยหนึ่งคน ก่อนเข้าควบคุมตัวและลงมือก่อเหตุ

 

เสนอทำรั้วชายแดน คุมเส้นทางเงินสีเทา

 

แม่ทัพภาคที่ 4 ยังมองว่า ปัญหาธุรกิจผิดกฎหมายและกลุ่มผู้มีอิทธิพลตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในจังหวัดนราธิวาส เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อน เพราะกลุ่มผลประโยชน์บางส่วนยังพึ่งพาหรือใช้เครือข่ายขบวนการในการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย

 

แนวทางหนึ่งที่เสนอคือการผลักดัน “รั้วชายแดน” เพื่อควบคุมการเดินทางเข้าออกให้ผ่านด่านถาวร ลดช่องทางธรรมชาติ และทำให้รัฐสามารถติดตามทั้งการเคลื่อนย้ายคน สินค้า และเงินทุนนอกระบบได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รับมีทั้ง “เกลือเป็นหนอน-เกียร์ว่าง”

อีกปัญหาที่แม่ทัพภาคที่ 4 ยอมรับคือ เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ และตำรวจตระเวนชายแดน อาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา รับผลประโยชน์ หรือสร้างอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วยกันเอง

พล.ท.นรธิป ระบุว่า หากตรวจพบจะตั้งกรรมการสอบสวน และหากพบความผิดจะดำเนินการให้ออกจากราชการ

ขณะเดียวกัน ยังยอมรับว่ามีกลไกความมั่นคงบางส่วนที่อยู่ในภาวะ “เกียร์ว่าง” ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ขบวนการยังสามารถเคลื่อนไหวได้ แม้ภาครัฐจะทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมจากบทสัมภาษณ์จึงสะท้อนว่า เหตุโจมตี 51 จุดไม่ได้มีเพียงมิติด้านการก่อเหตุรุนแรง แต่เชื่อมโยงตั้งแต่โครงสร้างเงินทุนผิดกฎหมาย งานมวลชนและข่าวกรอง ช่องโหว่ตามแนวชายแดน ไปจนถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใสภายในกลไกความมั่นคงเอง

แหล่งที่มาประกอบข่าว : รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ช่องเนชั่น 22 (คลิกชม)  

ข่าวล่าสุด

'ชนนพัฒฐ์' ยื่น 9 ประเด็นขอความเป็นธรรม หลัง DSI ยื่นฟ้องคดีเว็บพนัน

'ชนนพัฒฐ์' ยื่น 9 ประเด็นขอความเป็นธรรม หลัง DSI ยื่นฟ้องคดีเว็บพนัน