posttoday
ARDA ปั้นนวัตกรรม "ปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ" อัปเกรดสวนผลไม้ไทยสู่ความยั่งยืน

ARDA ปั้นนวัตกรรม "ปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ" อัปเกรดสวนผลไม้ไทยสู่ความยั่งยืน

24 สิงหาคม 2569

พลิกโฉมเกษตรเมืองระยอง ARDA ปั้นนวัตกรรม "ปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ" อัปเกรดสวนผลไม้ไทยสู่ความยั่งยืน

 

เมื่อพูดถึง "จังหวัดระยอง" หลายคนมักนึกถึงความเป็น "มหานครแห่งผลไม้" โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดซึ่งเป็นราชาและราชินีผลไม้ที่สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศในแต่ละปี แต่เบื้องหลังความหอมหวานและตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ชาวสวนผลไม้กลับต้องแบกรับ "ต้นทุนแฝง" ที่หนักอึ้ง นั่นคือราคาปุ๋ยเคมีที่ผันผวนและแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การใช้สารเคมีสะสมเป็นเวลานานยังทำลายโครงสร้างดิน จนทำให้ดินเสื่อมโทรมในระยะยาว

 

ARDA ปั้นนวัตกรรม "ปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ" อัปเกรดสวนผลไม้ไทยสู่ความยั่งยืน

 

เพื่อหาทางออกและสร้างความยั่งยืนให้เกษตรกร โครงการพัฒนาที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา ตำบลคลองปูน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ภายใต้การดูแลของ นายสรรศุภร วิชพันธุ์ นักวิจัยที่ลงพื้นที่คลุกคลีกับปัญหาของชุมชน จึงริเริ่มทำ "ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ" ขึ้นภายในโครงการฯ โดยใช้โรงเรือนขนาด 300 ตารางเมตร แบ่งพื้นที่การผลิตออกเป็น 3 ช่อง ซึ่งสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ถึง 30 ตัน ภายในเวลาเพียง 3 เดือน

 

แม้ในช่วงแรก กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนและมังคุดในพื้นที่ใกล้เคียงจะให้ความสนใจปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศอย่างล้นหลาม แต่ทางโครงการฯ กลับพบข้อจำกัดสำคัญคือ ผลิตได้ไม่ทันต่อความต้องการ และประเด็นสำคัญที่สุดคือ กระบวนการผลิตที่ผ่านมายังขาดงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มารองรับการต่อยอดเชิงลึก ทำให้ไม่สามารถดึงประโยชน์สูงสุดจากวัตถุดิบมาช่วยลดต้นทุน ตลอดจนไม่สามารถพัฒนาสูตรปุ๋ยให้ตอบโจทย์พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูงได้ 

 

ARDA ปั้นนวัตกรรม "ปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ" อัปเกรดสวนผลไม้ไทยสู่ความยั่งยืน

 

เมื่อ "งานวิจัย" ลงจากหิ้ง สู่แปลงเกษตรจริง

 

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ในฐานะหน่วยงานหลักที่นำงานวิจัยและนวัตกรรมมาขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย มองเห็นรอยต่อระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้จริง

 

จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยในโครงการ "การวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศต้นแบบสำหรับชุมชนและวิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่โครงการพัฒนาที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง"

 

บทบาทของ สวก. ในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การให้ทุนเพื่อศึกษาในห้องทดลอง แต่ตั้งเป้าหมายสำคัญคือการ "ต่อยอดแนวคิด ลงมือทดลอง และใช้งานจริง" เพื่อสร้างต้นแบบที่จับต้องได้ โครงการนี้เน้นยกระดับขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร

 

ควบคู่ไปกับการประเมินความคุ้มค่าด้านการลงทุน เพื่อปูทางและผลักดันให้ชุมชนสามารถยกระดับตัวเองขึ้นเป็น "ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน" ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน  

ARDA ปั้นนวัตกรรม "ปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ" อัปเกรดสวนผลไม้ไทยสู่ความยั่งยืน

 

นวัตกรรมจากเศษวัสดุ สู่สูตรปุ๋ยอินทรีย์เติมอากาศ 3 สูตรต้นแบบขับเคลื่อนด้วย BCG Model

 

หัวใจสำคัญของการวิจัยในครั้งนี้ คือการคิดค้นและทดสอบหา "สูตรที่ใช่ที่สุด" มาประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวคิด BCG Model โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่หาได้ในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม จนเกิดเป็นเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ 3 สูตรต้นแบบ ได้แก่

 

1.สูตรมูลไก่แกลบล้วน (จากมูลไก่เนื้อ)

 

2.สูตรแกลบดิบผสมมูลไก่ไข่

 

3.สูตรก้อนเชื้อเห็ดเก่าผสมมูลไก่ไข่

 

การใช้ระบบ "เติมอากาศ" เข้ามาช่วยในกระบวนการหมัก จะทำให้ออกซิเจนกระจายตัวได้อย่างทั่วถึง จุลินทรีย์สามารถย่อยสลายอินทรียวัตถุได้อย่างสมบูรณ์แบบและรวดเร็วกว่าการหมักแบบดั้งเดิม ลดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็น

 

และได้ผลผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีธาตุอาหารครบถ้วน ตรงตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ระดับชาติ โดยปัจจุบันโรงเรือนต้นแบบสามารถเดินเครื่องผลิตได้เต็มกำลังที่ 30 ตันต่อรอบการผลิต

 

ARDA ปั้นนวัตกรรม "ปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ" อัปเกรดสวนผลไม้ไทยสู่ความยั่งยืน

 

พลิกตัวเลขเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้-ลดต้นทุน อย่างเป็นรูปธรรม

 

ความสำเร็จของโครงการวิจัยภายใต้การสนับสนุนจาก ARDA สร้างความตื่นตัวและส่งผลดีอย่างมากต่อเกษตรกรชาวอำเภอแกลง ข้อมูลจากการลงพื้นที่พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนและมังคุดลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีลดจำนวนลง  และหันมาใช้ปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศทดแทน โดยเฉพาะช่วงฤดูบำรุงต้น (พฤษภาคมถึงสิงหาคมของทุกปี) ซึ่งมีความต้องการใช้ปุ๋ยสูงถึง 70-90 ตัน (เฉลี่ย 1 ตันต่อไร่)

 

หากมองในแง่ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ โครงการต้นแบบนี้สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้ถึง 135,000 บาทต่อรอบการผลิต (30 ตัน) และหัวใจสำคัญที่นับเป็นความสำเร็จสูงสุดของการนำงานวิจัยมาใช้คือ "การยกระดับมูลค่าสินค้า" เนื่องจากงานวิจัยได้เข้ามาช่วยพัฒนาคุณภาพปุ๋ยอินทรีย์ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร  ดันราคาประเมินจากเดิม 90 บาทต่อกระสอบ พุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 120-200 บาทต่อกระสอบ

 

ดังนั้น หากวิสาหกิจชุมชนนำองค์ความรู้นี้ไปขยายผลและต่อยอดอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากเกษตรกรจะมีปุ๋ยคุณภาพสูงต้นทุนต่ำไว้ใช้ในสวนของตนเองแล้ว ยังสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจชุมชนที่สร้างรายได้ได้อีกด้วย

 

โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศฯ ของมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก ARDA ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการสนับสนุนที่ตรงจุดจากภาครัฐ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง

 

ข่าวล่าสุด

เบื่อโลกออนไลน์? คนรุ่นใหม่หันหา “Soft Socializing” แค่อยากมีใครอยู่ข้างๆ ไม่ต้องคุยก็ได้

เบื่อโลกออนไลน์? คนรุ่นใหม่หันหา “Soft Socializing” แค่อยากมีใครอยู่ข้างๆ ไม่ต้องคุยก็ได้