
รับมือ-เท่าทันอย่างไร? เมื่อคนไข้ถาม AI ก่อนถามหมอ!
ผลสำรวจจากออสเตรเลียพบ 9.9% เคยใช้ ChatGPT หาข้อมูลสุขภาพ และ 61% เคยถามอย่างน้อยหนึ่งคำถามที่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น ตีความอาการ หรือควรไปพบแพทย์หรือไม่
KEY
POINTS
- มีแนวโน้มที่ผู้ป่วยใช้ AI เช่น ChatGPT เพื่อวินิจฉัยอาการเบื้องต้นก่อนมาพบแพทย์ ซึ่ง AI สามารถสร้างคำอธิบายที่ดูน่าเชื่อถือแต่อาจคลาดเคลื่อนได้
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าข้อมูลจาก AI มีความเสี่ยงเพราะอาจไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะกับรายบุคคล และมีข้อจำกัดสำคัญคือไม่สามารถตรวจร่างกายหรือประเมินทางคลินิกได้
- แพทย์ควรรับมือโดยไม่ปฏิเสธข้อมูล แต่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการพูดคุยกับผู้ป่วย พร้อมทั้งประเมินตามหลักการแพทย์และชี้แจงข้อจำกัดของ AI
วันที่ 10 สิงหาคม 2569 อินไซต์พลัส (InSight+) สื่อในเครือ วารสารการแพทย์แห่งออสเตรเลีย (Medical Journal of Australia: MJA) เผยแพร่บทความ When your patient arrives with an AI self-diagnosis ว่าด้วยการรับมือผู้ป่วยที่นำข้อมูลหรือการวินิจฉัยจากปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ประกอบการพบแพทย์ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน! ว่าแพทย์ควรจะรับมือกับเหตุการณ์นี้อย่างไร?
จากค้น Google สู่ถาม AI ก่อนพบแพทย์
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือความแตกต่างระหว่างการค้นข้อมูลสุขภาพผ่าน Search Engine ก่อนหน้านี้เช่น Google กับการใช้ AI โดยพบว่าระบบอย่าง ChatGPT หรือ Claude ไม่ได้เพียงแสดงรายชื่อเว็บไซต์ แต่สามารถสร้างคำอธิบายจากข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้าไป เช่น อาการ ประวัติสุขภาพ หรือผลตรวจที่อัปโหลดเข้าสู่ระบบ
นพ.เดวิด เฟรล-นาวาร์โร (David Fraile-Navarro) แพทย์ที่ผ่านการฝึกด้านเวชปฏิบัติทั่วไป และนักวิจัยด้าน Generative AI ที่ศูนย์สารสนเทศสุขภาพ สถาบันนวัตกรรมสุขภาพออสเตรเลีย มหาวิทยาลัยแมคควอรี ระบุว่า AI เพิ่มความซับซ้อนจากการค้นข้อมูลแบบเดิม เพราะระบบสามารถสร้างคำอธิบายที่ดูสมบูรณ์ให้ผู้ใช้ได้ แต่คำอธิบายนั้นอาจถูกหรือผิดก็ได้
ผู้ป่วยจึงอาจมาพบแพทย์พร้อมมากกว่าคำถาม บางรายอาจมีโรคที่ตนเชื่อว่าเป็นอยู่แล้ว มีความคิดว่าควรได้รับการตรวจอะไร หรือมีความเชื่อมั่นต่อคำแนะนำที่ AI สร้างขึ้นก่อนเข้าห้องตรวจ
ด้าน รศ.เอมิลี เคิร์กแพทริก (Emily Kirkpatrick) อาจารย์อาวุโสด้านคลินิกและปัญญาประดิษฐ์ สถาบันการเรียนรู้ของเครื่องแห่งออสเตรเลีย มหาวิทยาลัยแอดิเลด ระบุว่า ข้อมูลจาก AI อาจไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย อีกทั้ง AI ไม่สามารถตรวจร่างกายหรือทำการตรวจทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยได้
งานวิจัยสำรวจคนออสเตรเลียกว่า 2,000 คน
ข้อมูลเชิงตัวเลขมาจาก Research Letter เรื่อง “Use of ChatGPT to obtain health information in Australia, 2024: insights from a nationally representative survey” โดย จูลี แอร์ (Julie Ayre), เอริน ซเวยิก (Erin Cvejic) และเคิร์สเทน แม็กแคฟเฟอรี (Kirsten J McCaffery) ตีพิมพ์ออนไลน์ใน MJA วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 โดยสำรวจผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปทั้งทางออนไลน์และทางโทรศัพท์
มี 2,034 คน ตอบคำถามที่เกี่ยวข้องครบถ้วน โดยนักวิจัยถามถึงการใช้ ChatGPT เพื่อค้นข้อมูลด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนก่อนการสำรวจ รวมถึงประเภทของข้อมูลที่ค้นและระดับความเชื่อมั่นต่อคำตอบ ผลการสำรวจประเมินว่า 9.9% ของผู้ใหญ่ออสเตรเลียเคยใช้ ChatGPT เพื่อถามคำถามด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนดังกล่าว หรือคิดเป็นประชากรราว 1.9 ล้านคน
คนไข้ถาม AI เรื่องอะไรบ้าง?
ในกลุ่มผู้ตอบ 187 คนที่ระบุว่าเคยใช้ ChatGPT เพื่อหาข้อมูลสุขภาพ นักวิจัยพบการใช้งานหลายรูปแบบ เช่น
- 48% ใช้เรียนรู้เกี่ยวกับโรคหรือภาวะสุขภาพ
- 37% ใช้ถามว่าอาการของตนเองหรือบุคคลอื่นหมายถึงอะไร
- 36% ถามว่าควรทำอย่างไรกับปัญหาสุขภาพ
- 35% ใช้อธิบายศัพท์ทางการแพทย์
- 30% หาข้อมูลเกี่ยวกับยา การตรวจ หรือการรักษา
- 12% ถามว่าควรไปพบแพทย์หรือไม่
- 8.6% ใช้ช่วยตีความผลตรวจเลือดหรือภาพทางการแพทย์
โดยผู้ตอบสามารถเลือกการใช้งานได้มากกว่าหนึ่งประเภท
นักวิจัยจัดคำถามบางประเภทไว้ในกลุ่ม “คำถามที่มีความเสี่ยงสูงกว่า” โดยหมายถึงคำถามเกี่ยวกับการตัดสินใจลงมือทำ ซึ่งโดยทั่วไปอาจต้องได้รับคำแนะนำทางคลินิก เช่น การตีความอาการ การถามว่าควรทำอย่างไร หรือควรไปพบแพทย์หรือไม่
ในผู้ใช้ ChatGPT ด้านสุขภาพ 187 คน พบว่า 115 คน หรือ 61% เคยถามคำถามในกลุ่มดังกล่าวอย่างน้อยหนึ่งประเภท
ส่วนในกลุ่มผู้ตอบ 1,523 คน ที่รู้จัก ChatGPT แต่ยังไม่เคยใช้เพื่อหาข้อมูลสุขภาพ มี 591 คน หรือ 38.8% ระบุว่าจะพิจารณาใช้เพื่อค้นข้อมูลสุขภาพในช่วง 6 เดือนข้างหน้า
เมื่อผู้ป่วยมาพร้อมคำตอบจาก AI แพทย์ควรทำอย่างไร?
บทความอินไซต์พลัส ได้เสนอแนวทางจัดการเอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า
ขั้นแรก แพทย์ควรถามว่าผู้ป่วยเคยใช้ AI หาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่กำลังมาปรึกษาหรือไม่ เนื่องจากผู้ป่วยอาจไม่ได้แจ้งเรื่องนี้เอง หากแพทย์ไม่ถามก็อาจไม่ทราบว่าความกังวลหรือความเข้าใจบางอย่างของผู้ป่วยมีที่มาจาก AI
นอกจากนี้ แพทย์ไม่ควรปฏิเสธหรือเยาะเย้ยผู้ป่วยเพราะใช้ AI แต่สามารถขอดูบทสนทนาที่ผู้ป่วยคุยกับระบบ เพื่อดูว่าผู้ป่วยให้ข้อมูลอะไรแก่ AI และคำตอบอาจคลาดเคลื่อนตรงจุดใด
รศ.เคิร์กแพทริกเสนอกรอบการทำงาน 4 ขั้นตอน ได้แก่
- รับรู้ สิ่งที่ผู้ป่วยค้นมา
- สำรวจ ว่าใส่ข้อมูลอะไรและใช้ AI เพราะเหตุใด
- ประเมิน คำตอบของ AI เทียบกับประวัติ การตรวจร่างกาย และแนวทางเวชปฏิบัติของออสเตรเลีย
- วางแผน การดูแลร่วมกับผู้ป่วย
นอกจากนี้ หนึ่งในสิ่งที่แพทย์ควรอธิบายแก่ผู้ป่วยคือ ข้อจำกัดของ AI
นพ.เฟรล-นาวาร์โรชี้ว่า AI ไม่สามารถตรวจร่างกายผู้ป่วยได้ ขณะที่การประเมินทางการแพทย์อาจต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมหรือการค้นหาสัญญาณเตือนทางคลินิกก่อนวางแผนวินิจฉัยและรักษา
นอกจากนี้ คำแนะนำจาก AI อาจไม่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของแต่ละประเทศ ดังนั้นข้อมูลที่ผู้ป่วยนำมาควรถูกประเมินเทียบกับประวัติผู้ป่วย ผลการตรวจ และแนวทางทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง
ท้ายสุดสิ่งสำคัญที่ควรเน้นย้ำ ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางการปฏิบัติสำหรับ “ยุคใหม่” ที่แพทย์เจอ AI ก่อนหมอว่า ไม่ควรปฏิเสธข้อมูลเพียงเพราะมาจาก AI และไม่ยอมรับคำตอบของ AI โดยไม่ตรวจสอบ โดยใช้ข้อมูลที่ผู้ป่วยนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา ก่อนประเมินด้วยกระบวนการทางคลินิกตามปกติ
อ้างอิง







