
รัฐคุมเข้ม Data Center ยกระดับเกณฑ์ลงทุน 4 มิติ กดดัน STECON ร่วง 3.89%
ราคาหุ้น STECON ร่วง 3.89% กังวัลรัฐบาลคุมเข้ม Data Center ยกระดับเกณฑ์ลงทุน 4 มิติ เน้นคุณภาพหนุน AI Ecosystem โบรกฯ มองกระทบราคาหุ้นแค่ระยะสั้น เป็นโอกาสเข้าสะสม แนะ “ซื้อ” เป้า 20.60 บาท
KEY
POINTS
- รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อยกระดับเกณฑ์การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ให้เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
- เกณฑ์การคัดกรองโครงการใหม่จะพิจารณาใน 4 มิติหลัก ได้แก่ ประโยชน์ต่อประเทศ, การจัดการพลังงาน, การจัดการน้ำ และสิ่งแวดล้อม
- ข่าวดังกล่าวสร้างความกังวลต่อนักลงทุน ส่งผลให้ราคาหุ้น STECON ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ ปรับตัวลดลง 3.89%
ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ไม่เพียงแต่รองรับการทำ Digital Transformation ขององค์กรต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็น “จิ๊กซอว์” ชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI ของประเทศในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการลงทุนในด้านนี้ได้นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาล รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เพื่อรับมือกับประเด็นดังกล่าว รัฐบาลไทยได้ยกระดับการกำกับดูแลผ่านการจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” เพื่อกำหนดทิศทางและมาตรฐานการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศอย่างแท้จริง
หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการนโยบายฯ
1.เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่าง ๆ ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักรต่อคณะรัฐมนตรี
2.ศึกษาวิเคราะห์ และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือทำการใด ๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
4.ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
กรอบพิจารณา 4 มิติ ยกระดับมาตรฐานการลงทุน
รัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กำลังเร่งศึกษาและกำหนดเกณฑ์การคัดกรองโครงการผ่าน 4 มิติหลัก เพื่อเปลี่ยนจากการ “เน้นปริมาณ” มาเป็น “คุณภาพ” ของการลงทุน
1.ประโยชน์ต่อประเทศไทยและระบบนิเวศ AI การลงทุนจะต้องส่งผลให้เกิดการจ้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย นอกจากนี้ยังต้องเป็นฐานในการต่อยอดระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ (AI Ecosystem) โดยเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทย สตาร์ตอัป และมหาวิทยาลัย เข้าถึงกำลังการประมวลผล และเครื่องมือ AI ได้มากขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และระบบทำความเย็นที่ไทยมีฐานการผลิตแข็งแกร่งอยู่แล้ว
2.การบริหารจัดการพลังงาน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าสำหรับ Data Center โดยเฉพาะ เพื่อให้อัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนจริงและไม่ผลักภาระไปยังประชาชน พร้อมทั้งกำหนดหลักประกันการขอใช้ไฟฟ้าเพื่อคัดกรองเฉพาะโครงการที่มีความพร้อมจริงเท่านั้น
3.การบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้น้ำในระบบหล่อเย็นปริมาณมาก รัฐบาลจึงกำลังศึกษาอัตราค่าน้ำสำหรับผู้ใช้รายใหญ่ และส่งเสริมเทคโนโลยีหล่อเย็นที่ใช้น้ำน้อย พร้อมทั้งมีมาตรการจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง
4.สิ่งแวดล้อมและผังเมือง การพิจารณาครอบคลุมถึงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การป้องกันอัคคีภัย และการจัดการความร้อนและเสียง ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังจัดทำแผนที่ศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า และแผนที่ระบบน้ำ เพื่อกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต
แรงกระเพื่อมต่อราคาหุ้น STECON
จากข่าวดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้น บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON วันนี้ (10 ส.ค.2569) ล่าสุด เวลา 15.20 น. ปรับตัวลดลง 0.70 บาท หรือลดลง 3.89% มาอยู่ที่ 17.30 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 18.10 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 16.50 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 795.10 ล้านบาท
โบรกฯ คาดกังวลรัฐคุม Data Center ฉุดราคาหุ้น
บล.กรุงศรี ระบุว่า ราคาหุ้น STECON ร่วง คาดกังวลข่าวภาครัฐชะลอการพิจารณาโครงการ Data Center เพื่อกำหนดเกณฑ์การลงทุนใหม่ ซึ่งจะกำหนดความพร้อมโครงการและผลประโยชน์ประเทศเป็นสำคัญ รวมถึงการร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อจำกัดการลงทุน
ทั้งนี้ ข่าวรัฐคุมและเข้มงวดโครงการ Data Center กระทบการอนุมัติและการก่อสร้างฯ เป็นจิตวิทยาลบการลงทุนหุ้น STECON เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา STECON เป็นผู้รับเหมาฯ หลักที่นักลงทุนคาดว่าจะได้ประโยชน์จากงานก่อสร้าง Data Center มากที่สุด ณ สิ้น ไตรมาส 1/2569 มี งานในมือ (Backlog) จากงาน Data Center ราว 30,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มองว่าข่าวนี้จะเป็นจิตวิทยาลบในช่วงสั้นและเชื่อมั่นว่าการคุมเข้มของภาครัฐจะส่งผลบวกต่อประเทศและบริษัทในห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบในระยะยาว เพราะจะเป็นการคัดกรองโครงการที่มีประสิทธิภาพสูง และใช้ทรัพยากรในประเทศอย่างคุ้มค่า ป้องกันไม่ให้เกิดโครงการในลักษณะ “ศูนย์เหรียญ” ที่ไทยไม่ได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ดังนั้น ยังมั่นใจในปัจจัยพื้นฐานของ STECON ราคาหุ้นที่ลดลง มองเป็นโอกาสในการเข้าสะสม STECON ยังมีโอกาสได้งานอื่นที่ไม่ใช่ Data Center ช่วยหนุน Backlog อาทิ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามแผน PDP 2026 ที่กำลังประกาศ, โครงการ Mega project ของรัฐที่เตรียมเปิดประมูลมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาสนี้เป็นต้นไป อาทิ งานก่อสร้างมอเตอร์เวย์ สาย M5 และ M9 แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย STECON ปี 2569 ที่ 20.60 บาท







