
วัส ติงสมิตร ชงอุดช่องกฎหมายปืน ป้องกันเหตุรุนแรงในโรงเรียน
“วัส ติงสมิตร” ถอดบทเรียนเหตุโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เสนอคุมปืนดัดแปลง เพิ่มความรับผิดเจ้าของปืน คัดกรองสุขภาพจิตและเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง
KEY
POINTS
- เสนอให้ปรับปรุง พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ ให้ครอบคลุมอาวุธดัดแปลง, Blank Gun และ BB Gun เพื่อปิดช่องทางการเข้าถึงอาวุธ
- ผลักดันกฎหมายความรับผิดชอบของเจ้าของปืน (Safe Storage Laws) ให้ผู้ครอบครองมีหน้าที่จัดเก็บปืนอย่างปลอดภัยและรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญาหากปล่อยปละละเลย
- เสนอให้ยกระดับการคัดกรองผู้ขอใบอนุญาตครอบครองปืน และสร้างระบบแจ้งเตือนพฤติกรรมเสี่ยง (Red Flag Laws) ควบคู่กับการดูแลสุขภาพจิตเพื่อป้องกันเหตุเชิงรุก
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ถอดบทเรียนจากเหตุรุนแรงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี พร้อมเสนอแนวทางป้องกันเหตุในระยะยาว โดยเห็นว่าการแก้ปัญหาควรเริ่มจากการลดโอกาสเข้าถึงอาวุธปืน อุดช่องว่างทางกฎหมาย และสร้างระบบเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงควบคู่กับการดูแลสุขภาพจิต
นายวัสเสนอให้ปรับปรุงพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ให้ครอบคลุมอาวุธดัดแปลงและ “สิ่งแทนอาวุธปืน” เช่น Blank Gun และ BB Gun รวมถึงชิ้นส่วนที่สามารถนำไปประกอบหรือดัดแปลง โดยกำหนดมาตรการควบคุมให้รัดกุมมากขึ้น เพื่อปิดช่องทางการเข้าถึงอาวุธที่อาจนำไปก่อเหตุ
อีกมาตรการสำคัญคือการกำหนดกฎหมายว่าด้วยความรับผิดชอบของเจ้าของปืน หรือ Safe Storage Laws ให้เจ้าของอาวุธหรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดเก็บปืนอย่างปลอดภัย พร้อมกำหนดความรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง หากปล่อยปละละเลยจนบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตสามารถนำอาวุธไปใช้ได้
พร้อมกันนี้ ควรยกระดับกระบวนการคัดกรองก่อนออกใบอนุญาตครอบครองปืน ทั้งการตรวจสอบประวัติและประเมินสภาวะทางจิตวิทยา รวมถึงกำหนดให้มีการต่ออายุใบอนุญาตและประเมินสุขภาพจิตเป็นระยะ ไม่ใช่ตรวจสอบเฉพาะในช่วงขออนุญาตครั้งแรก
ในด้านการป้องกันเชิงรุก นายวัสเสนอแนวคิดระบบแจ้งเตือนพฤติกรรมเสี่ยง หรือ Red Flag Laws ควบคู่กับทีมช่วยเหลือฉุกเฉินและช่องทางรับแจ้ง เมื่อพบบุคคลแสดงพฤติกรรมที่อาจเป็นสัญญาณเตือน เช่น การสื่อสารเชิงคุกคามบนสื่อสังคมออนไลน์ พฤติกรรมก้าวร้าว หรือการแยกตัวออกจากสังคม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าแทรกแซงก่อนสถานการณ์บานปลาย
สำหรับแนวคิดการ “รีเซ็ตระบบอาวุธปืน” ผ่านมาตรการนิรโทษกรรมปืนผิดกฎหมาย หรือการเรียกเก็บอาวุธชั่วคราวเพื่อตรวจสอบ นายวัสเห็นว่ายังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากมีข้อท้วงติงเรื่องขอบเขตการใช้อำนาจรัฐและผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สิน จึงต้องออกแบบมาตรการให้อยู่ภายใต้หลักนิติธรรม
ส่วนประเด็นบทลงโทษ นายวัสมองว่า การเพิ่มความรุนแรงของโทษเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการป้องกันอาชญากรรมร้ายแรง โดยหลักอาชญาวิทยาให้ความสำคัญกับ “ความแน่นอนว่าจะถูกจับและถูกลงโทษ” มากกว่าการกำหนดโทษสูงสุด หากกระบวนการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพและแน่นอน ก็มีส่วนช่วยควบคุมอาชญากรรมได้มากกว่า
กรณีผู้กระทำผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี กฎหมายไทยกำหนดให้เข้าสู่กระบวนการของศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขฟื้นฟูตามวัยและวุฒิภาวะ และไม่ใช้โทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต
นายวัสสรุปว่า บทเรียนสำคัญคืออาวุธปืนไม่ควรอยู่ในมือผู้ที่ยังไม่มีความพร้อมทั้งด้านวัยและวุฒิภาวะ การปรับกฎหมายให้ทันต่อรูปแบบอาวุธและช่องทางการเข้าถึงในปัจจุบัน ควบคู่กับระบบดูแลสุขภาพจิตและกลไกเฝ้าระวังที่เข้าถึงได้ จะเป็นส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงและป้องกันความสูญเสียในระยะยาว.
แหล่งที่มาประกอบ : เพจเฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร







