
คลังเผยมาตรการหนุน EV สรรพสามิตได้ข้อยุติแล้ว ย้ำทุกโครงการต้องสรุป ก.ย. 69
“ลวรณ” เผยยังไม่มีนัดประชุมบอร์ดกลั่นกรองใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ทุกหน่วยงานเร่งสรุปโครงการ ย้ำภายใน ก.ย. 69 ต้องชัดเจนทั้งหมด
KEY
POINTS
- กรมสรรพสามิตได้ข้อสรุปมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แล้ว และกำลังเตรียมเสนอรายละเอียดให้คณะกรรมการฯ พิจารณา
- กระทรวงการคลังกำหนดให้ทุกหน่วยงานที่ต้องการเสนอโครงการที่เกี่ยวข้อง ต้องส่งเรื่องเข้ามาภายในเดือนกันยายน 2567
- มาตรการใหม่จะเน้นอุดหนุนประชาชนผู้ซื้อรถ EV โดยตรง ผ่านกลไกสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) ซึ่งแตกต่างจากมาตรการ EV 3.5 ที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในภาคคมนาคม โดยเฉพาะการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของรัฐบาลกำลังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง รับผิดชอบดูแลแนวทางการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว พร้อมเร่งจัดทำมาตรการให้เหมาะกับรถแต่ละประเภท
ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า สัปดาห์นี้ยังไม่มีการนัดประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท
เนื่องจากขณะนี้เชื่อว่าทุกหน่วยงานกำลังเร่งสรุปรายละเอียดโครงการที่เตรียมเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณา และเมื่อโครงการมีข้อสรุปและมีความพร้อมแล้ว กระทรวงต้นสังกัดน่าจะเร่งส่งเรื่องเข้ามา
“เราตั้งใจว่าใครจะขออะไร ก็ขอให้ส่งเข้ามาภายในเดือนกันยายนนี้ หน่วยงานไหนมีโครงการที่จะดำเนินการก็อยากให้ส่งเรื่องเข้ามาจะได้มีเวลาดำเนินการประมาณ 1 ปี หลังได้รับอนุมัติโครงการ และมีเวลาเพียงพอสำหรับการทำงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน”
สำหรับโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาคขนส่งสาธารณะไปสู่การใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานสะอาดนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ระหว่างเร่งพิจารณารายละเอียด โดยขณะนี้มีหลายเรื่องที่ได้ข้อสรุปแล้ว เหลือการจัดทำรายละเอียดของโครงการเพื่อเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณา
ส่วนโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของกรมสรรพสามิต คาดว่าได้ข้อยุติทั้งหมดแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมสรุปรายละเอียดเพื่อเสนอเข้ามา โดยมาตรการดังกล่าวมีกลไกหลายส่วนที่ต้องพิจารณา ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องราคายานยนต์เท่านั้น
“รถแต่ละประเภทจะต้องมีแรงจูงใจที่ไม่เหมือนกัน เช่น รถจักรยานยนต์ก็แบบหนึ่ง รถไฟฟ้าก็แบบหนึ่ง รถโดยสารก็แบบหนึ่ง เพราะมันไม่ใช่กลไกราคาอย่างเดียว บางทีมันต้องมีเรื่องอื่น ดังนั้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด”
ก่อนหน้านี้ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อสรุปรายละเอียดโครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเบื้องต้นกรมฯ เตรียมรูปแบบการอุดหนุน (Subsidize) ผ่านสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อรถยนต์ หรือไฟแนนซ์ เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา 2-3 รูปแบบ
แนวทางดังกล่าวจะเป็นการอุดหนุนครั้งเดียวแล้วจบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ง่าย โดยรูปแบบที่เตรียมเสนอมีทั้งการให้เงินชดเชยหรือเงินส่วนลดจากวงเงินที่ได้รับไฟแนนซ์ รวมถึงการอุดหนุนผ่านอัตราดอกเบี้ย
กรมสรรพสามิตมองว่า การอุดหนุนผ่านระบบไฟแนนซ์จะช่วยใช้กลไกของสถาบันการเงินในการคัดกรองคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการด้วย โดยไม่ต้องเป็นการให้หรือจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อรถ
สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์ EV ด้วยเงินสด จะมีการพิจารณารูปแบบ Subsidize ที่เหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยืนยันว่าแตกต่างจากมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 3.5 อย่างชัดเจน เนื่องจากมาตรการ EV 3.5 เป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ ขณะที่โครงการใหม่มุ่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า จึงเป็นคนละส่วนกัน







