สธ. นำ 8 องค์กรสุขภาพระดับชาติ เสนอนโยบาย "ว่าที่รัฐบาล”
กางข้อเสนอ 8 องค์กรสุขภาพระดับชาติ นำโดย กระทรวงสาธารณสุข เสนอนโยบายว่าที่ “รัฐบาล” ใหม่! ชี้ปัจจัยเร่งคือ สังคมสูงวัย และโรค NCDs
KEY
POINTS
- กระทรวงสาธารณสุขและ 7 องค์กรสุขภาพระดับชาติ รวม 8 แห่ง ยื่นข้อเสนอนโยบายด้านสาธารณสุขต่อว่าที่รัฐบาลใหม่
- ชี้ว่าการลงทุนด้านสุขภาพไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยและโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น
- เสนอให้รัฐบาลลงทุนในระบบข้อมูลสุขภาพ, พัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เน้นการป้องกันโรค, และสร้างความมั่นคงด้านยาและวัคซีนของประเทศ
8 องค์กรสุขภาพระดับชาติ ร่วมจัดทำข้อเสนอนโยบาย ยื่นว่าที่ "รัฐบาลใหม่" ขับเคลื่อน!
ย้ำหลักการสำคัญ ทำให้สุขภาพประชาชนดีขึ้นไม่ใช่ภาระงบประมาณ แนะลงทุนระบบข้อมูล-เครื่องมือวิชาการ ลดการจ่ายให้กับบริการที่มีคุณค่าต่ำเพื่อสร้างความยั่งยืนระบบการเงินการคลัง
พร้อมทั้งเสนอแนวทางรับมือสังคมสูงวัย-เด็กเกิดน้อย คำนึงถึงความมั่นคงทางยา-วัคซีน หนุนสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพตนเอง ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม พร้อมพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม และให้ความสำคัญระบบคุณภาพคุ้มครองแพทย์-ผู้ป่วย
สำหรับ 8 องค์กรสุขภาพระดับประเทศ ภายใต้ชื่อ “ทีมสุขภาพหนึ่งเดียว” ประกอบด้วย
1. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
2. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
3. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)
4. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
5. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
6. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.)
7. สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.)
8. สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สวช.)
ซึ่งได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอนโยบายในการพัฒนาให้ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี เสนอถึงผู้กำหนดนโยบาย พรรคการเมือง และว่าที่รัฐบาล พร้อมทั้งได้ร่วมกันแสดงเจตจำนงว่าจะผนึกกำลังกันอย่างเป็นเอกภาพเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. เป็นตัวแทนผู้บริหาร 8 องค์กรสุขภาพ ในการแถลงข้อเสนอนโยบาย
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. เปิดเผยว่า การจัดเวทีครั้งนี้ต้องการสื่อสารไปถึงว่าที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายว่า หากต้องการแก้ปัญหาสุขภาพให้คนไทยจะต้องดำเนินการในประเด็นใดบ้าง ซึ่งเป็นการประมวลจากองค์ความรู้ ข้อมูลวิชาการ ของทั้ง 8 องค์กรสุขภาพ
โดยหลักการสำคัญคือรัฐต้องถือว่าการทำให้สุขภาพประชาชนดีขึ้นไม่ใช่ภาระงบประมาณของประเทศ หากแต่การลงทุนที่ถูกทิศถูกทางจะได้ผลตอบแทนคืนมาอย่างคุ้มค่า
ทั้งนี้ นพ.ศุภกิจ กล่าวถึงภาวะคุกคามต่อระบบสุขภาพไทย ประกอบด้วย
- การเข้าสู่สังคมสูงอายุเร็วกว่าคาด จะเจอปัญหามากมาย การจัดการต้องเร็วและดีพอ รัฐต้องทำให้ระบบบริการที่จะรองรับการดูแลผู้สูงอายุ การดูแลระยะยาว การดูแลระยะท้ายของชีวิตเพื่อให้เกิดภาวะตายดีครอบคลุม เพียงพอ และมีคุณภาพ และต้องทบทวนระบบการดูแลตั้งแต่พัฒนาการเด็ก สุขภาพ และสมรรถนะให้เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพในสถานการณ์ที่เด็กเกิดลดลง
- การเปลี่ยนแปลงภาระโรคไปสู่โรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่แนวโน้มความชุกสูงขึ้นเรื่อยๆ เกิดโรคแทรกซ้อนที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงและอาจกระทบต่อการเงินการคลังประเทศรุนแรง คาดการณ์ว่าหากทำเรื่องนี้ไม่ดี ภายใน 10 ปี ประเทศไทยอาจมีอัตราการฟอกไตเพิ่มขึ้นถึง 4-5 เท่า ฉะนั้นรัฐต้องทำให้ระบบการเงินการคลังสุขภาพยั่งยืนโดยการลดการจ่ายให้กับบริการที่มีคุณค่าต่ำ (Low Value Care) พร้อมกับลงทุน สนับสนุน และเลือกใช้เทคโนโลยีที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ความคุ้มค่า สร้างเศรษฐกิจจากระบบประกันสุขภาพ พัฒนาเทคโนโลยีและระบบนิเวศให้เอื้อต่อการผลิตยาและวัคซีนได้เองเพื่อความมั่นคง
ปัญหาสุขภาพไทยที่ต้องดำเนินการ
ทีมสุขภาพหนึ่งเดียวได้ยื่นข้อเสนอซึ่งประกอบด้วยประเด็นสำคัญๆ อาทิ
- นำเสนอตัวชี้วัดของระบบสุขภาพที่ทำให้ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี คือ Healthy Adjusted Life Expectancy (HALE) แก้ปัญหาด้วยการมองสุขภาพแบบองค์รวม ไม่แยกส่วนและทำให้ทุกองค์กรสุขภาพที่มี สธ. เป็นผู้เล่นหลัก สามารถสานพลังขับเคลื่อนอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน
- การจัดทำนโยบายต้องใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้ได้นโยบายที่ดีที่สุด รัฐต้องลงทุนกับระบบข้อมูลสุขภาพและเครื่องมือทางวิชาการ เช่น การสำรวจสุขภาพคนไทยโดยการตรวจร่างกาย (NHES) การศึกษาภาระโรค (BOD) แม้ว่าจะลงทุนสูง แต่จะนำมาซึ่งสถานการณ์ แนวโน้ม ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา และทางแก้ไข
- รัฐต้องพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วม โดยลงทุนและมุ่งเน้นที่การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเป็นด่านหน้า ขจัดปัจจัยด้านลบต่อสุขภาพควบคู่กับการมีมาตรการส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมเชิงบวก และให้ความสำคัญกับทีมผู้ให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ
- การให้ความสำคัญกับระบบบริการที่ต้องคำนึงถึงระบบคุณภาพในทุกขั้นตอน ซึ่งจะคุ้มครองทั้งแพทย์และผู้ป่วยให้สามารถให้และรับบริการได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย รวมถึงการยกระดับบริการโดยเฉพาะการแพทย์ขั้นสูง และการพัฒนาระบบบริการที่รองรับภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉินอย่างทันท่วงทีจนถึงระดับตำบล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่จำเป็นอย่างมีคุณภาพได้เท่าเทียมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ และต้องคำนึงถึงผู้ปฏิบัติงานที่มีจำนวนเพียงพอ มีสมรรถนะเหมาะสม มีพลัง มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีรายได้ที่เป็นธรรม และมีภาระงานที่สมดุล
-
ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการพัฒนาระบบสุขภาพ ต้องทำให้เกิดการตระหนักรู้ว่าสุขภาพเป็นเรื่องของทุกคน สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพตนเอง ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม นำแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาปรับใช้ และต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการนโยบายสาธารณะอย่างมีส่วนร่วม รวมถึงแนวทางทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ (Health in all policies) คำนึงถึงปัจจัยกำหนดสุขภาพที่ส่งผลกระทบสำคัญ รวมถึงทิศทางนโยบายด้านสุขภาพโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย


