UOB เจาะอินไซต์ Talent War พบ 89% Gen Z เลือกงาน “มีคุณค่าต่อสังคม”
เจาะอินไซต์ 89% Gen Z มองงานสร้างสังคมต้อง "มีคุณค่า" UOB งัดกลยุทธ์ "งานจิตอาสา" มัดใจคนรุ่นใหม่ที่มองหาคุณค่าสังคม ท่ามกลางสมรภูมิ "สงครามแย่งชิงคนเก่ง" (Talent War)
ในปัจจุบัน การดึงดูดและรักษาพนักงานศักยภาพสูงกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ "เงินเดือน" ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคนทำงานรุ่นใหม่อีกต่อไป รายงานจาก Deloitte Global 2025 เผยตัวเลขที่น่าจับตามองว่า 89% ของ Gen Z และ 92% ของ Millennials ให้ความสำคัญสูงสุดกับ "การทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย" (Purpose-driven work)
กลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้มองหาเพียงความก้าวหน้าในสายอาชีพ แต่ต้องการใช้ชีวิตในองค์กรที่เชื่อมโยงกับ "คุณค่าทางสังคม" อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้การออกแบบงานที่ตอบโจทย์ดังกล่าว กลายเป็นโจทย์หลักในการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรชั้นนำในยุคปัจจุบัน
นายริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวถูกสะท้อนผ่านโครงการ UOB Heartbeat Volunteerism ซึ่งธนาคารไม่ได้มองเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ทั่วไป แต่ใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาคน (People Development) ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Social Impact)
โมเดลนี้เปิดโอกาสให้พนักงานเปลี่ยนบทบาทจากคนทำงานออฟฟิศ สู่การเป็น "เพื่อนร่วมทาง" กับชุมชน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนผ่านการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Engagement)โดยตลอดปี 2568 มีพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมกว่า 3,800 คน หรือคิดเป็น 50% ของพนักงานประจำทั้งหมด สร้างชั่วโมงแห่งการให้รวมกว่า 18,000 ชั่วโมง และสร้างประโยชน์ให้ผู้คนกว่า 22,435 คนทั่วประเทศ
กุญแจสำคัญของความสำเร็จนี้ คือการนำแนวคิด "จิตอาสาที่ใช้ทักษะวิชาชีพ" (Skills-based Volunteering) มาใช้จริง โดยส่งเสริมให้พนักงานนำความรู้และความเชี่ยวชาญจากการทำงาน ไปต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน แทนการลงแรงเพียงอย่างเดียว
แนวทางนี้สร้างประโยชน์แบบ Win-Win กล่าวคือ ชุมชนได้รับการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ขณะเดียวกันพนักงานก็ได้พัฒนาทัศนคติและ "ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น" (Empathy) ซึ่งเป็น Soft Skill ที่สำคัญในยุคนี้ นายริชาร์ดเน้นย้ำว่า "การพัฒนาศักยภาพพนักงานไม่ได้เกิดแค่ในห้องประชุม แต่เกิดขึ้นเมื่อได้ลงมือทำจริง การออกไปทำงานกับชุมชนช่วยให้พนักงานเห็นคุณค่าของตนเอง (Self-Esteem) ชัดเจนขึ้น และเชื่อมโยงสิ่งที่ทำในแต่ละวันกับผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อสังคม
เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง ธนาคารได้กำหนดนโยบายให้พนักงานใช้สิทธิ "วันลาเพื่อกิจกรรมจิตอาสา" (Volunteer Leave) ได้ปีละ 3 วัน เพื่อให้พนักงานสามารถจัดสรรเวลาและพลังงานไปทำงานเพื่อสังคมได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถือเป็นวันลาพักร้อนและไม่กระทบต่อภารกิจหลัก สะท้อนความตั้งใจจริงขององค์กรในการสนับสนุนให้พนักงานมีสมดุลชีวิตและการให้
นายชัยณรงค์ กิจประเสริฐ พนักงานจากหน่วยงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมแชร์ประสบการณ์ว่า งานอาสาช่วยเชื่อมโยงโอกาสที่ตนได้รับ ส่งต่อไปยังผู้อื่น
"การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ จากกิจกรรมเล็กๆ ทำให้ตระหนักว่าสิ่งที่เรามีอยู่สามารถสร้างคุณค่าให้คนอื่นได้ และนั่นทำให้การทำงานของเรามีความหมายมากยิ่งขึ้น"


