
คมนาคมดัน “ท่าเรือระนอง-สงขลา” เปิดประตูการค้า 2 ฝั่งทะเล ลดต้นทุนขนส่ง
คมนาคมดันท่าเรือระนองรับเรือใหญ่ 5,725 ตัน เปิดประตูสู่ BIMSTEC พร้อมติดตั้งเครน STS ท่าเรือสงขลา หวังลดต้นทุนโลจิสติกส์ ดึงยอดส่งออกยางพารากลับไทย
กระทรวงคมนาคมเดินหน้ายกระดับท่าเรือภาคใต้ ดัน "ท่าเรือระนอง" รับเรือสินค้าใหญ่ 5,725 ตันกรอส สำเร็จเป็นครั้งแรก เปิดประตูการค้าสู่กลุ่ม BIMSTEC
ขณะที่ "ท่าเรือสงขลา" ติดตั้งเครน STS พร้อมเปิดเส้นทางส่งออกตรงสู่จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หวังลดต้นทุนโลจิสติกส์ ดึงยอดส่งออกยางพารากลับไทยกว่า 50%
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการพัฒนาศักยภาพ ท่าเรือภาคใต้ ทั้งฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย
โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) รวมถึงภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงข่ายการขนส่งสินค้าทางทะเลของประเทศไทย
“ท่าเรือระนอง” ประตูการค้าแห่งอันดามัน (Ranong Gateway)
จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดให้การท่าเรือฯ เพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือระนอง ล่าสุดประสบความสำเร็จในการยกระดับพื้นที่ จนสามารถรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้เป็นครั้งแรกของจังหวัด
ความสำเร็จและเป้าหมายของท่าเรือระนอง
- รองรับเรือสินค้าขนาด 5,725 ตันกรอส ได้เป็นครั้งแรก
- มีศักยภาพรองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์กว่า 400 ตู้
- เปิดเส้นทางการค้า "ระนอง-จิตตะกอง" เชื่อมโยงประเทศไทยกับประเทศบังกลาเทศ และกลุ่มประเทศ BIMSTEC
- เตรียมจัดระเบียบพื้นที่หลังท่า รองรับลานวางตู้สินค้า คลังสินค้า เขตปลอดอากร และจุดพักรถบรรทุก
การพัฒนานี้เป็นการเปิดเส้นทางการค้าใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเอเชียใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมผลักดันให้เส้นทางระนอง-จิตตะกอง มีปริมาณสินค้าเข้า-ออกอย่างต่อเนื่อง
“ท่าเรือสงขลา” ติดตั้งเครน STS พลิกโฉมส่งออกฝั่งอ่าวไทย
สำหรับฝั่งอ่าวไทย ภายหลังการติดตามโครงการเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ท่าเรือสงขลา ได้ดำเนินการติดตั้งปั้นจั่นหน้าท่า หรือ Ship to Shore Crane (เครน STS) จำนวน 2 ตัวเป็นที่เรียบร้อย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบระบบก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ
การติดตั้งเครน STS จะช่วยลบข้อจำกัดเดิมที่ท่าเรือไม่สามารถรองรับเรือสินค้าที่ไม่มีเครนประจำเรือได้ โดยจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลจิสติกส์ในพื้นที่ภาคใต้ ดังนี้
- เพิ่มความรวดเร็ว: ขนถ่ายตู้สินค้าได้ไวขึ้น และรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้
- เปิดเส้นทางส่งออกตรง: สินค้าเกษตรแปรรูปและยางพารา สามารถส่งออกตรงสู่ตลาด จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
- ลดการพึ่งพาต่างชาติ: ลดการพึ่งพาท่าเรือต่างประเทศ (เช่น ท่าเรือปีนัง) ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้ผู้ประกอบการ
"วันนี้เราเห็นผลสำเร็จที่จับต้องได้ ทั้งการรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่ระนอง และการติดตั้งเครน STS ที่สงขลา จากนี้จะเดินหน้าทำให้ท่าเรือทั้งสองแห่งทำงานได้เต็มศักยภาพ เชื่อมโยงถนน ราง และท่าเรือ เพื่อลดต้นทุนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชน" — นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
เป้าหมายการเติบโตของท่าเรือสงขลาใน 5-6 ปี
กระทรวงคมนาคมตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการผลักดันท่าเรือสงขลา ประกอบด้วย
- เพิ่มปริมาณสินค้า: จาก 2 ล้านตัน เป็น 4 ล้านตันต่อปี
- เพิ่มปริมาณตู้สินค้า: จาก 150,000 ทีอียู (TEU) เป็น 450,000 ทีอียูต่อปี
- ดึงการส่งออกกลับไทย: ดึงยอดส่งออกยางพาราที่ผ่านท่าเรือปีนัง ให้กลับมาส่งออกผ่านท่าเรือสงขลาอย่างน้อยร้อยละ 50
ทั้งนี้ ท่าเรือสงขลาจะเร่งดำเนินการขุดลอกและรักษาความลึกของร่องน้ำให้ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ ควบคู่ไปกับการยกระดับภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน







