
ไฟฟ้าไม่ไหลทางเดียวอีกแล้ว! Prosumer บุกกริด กฟผ. ดึง AI คุมเกม
ยุค Prosumer กำลังเปลี่ยนระบบไฟฟ้าไทยจากการไหลทางเดียวสู่โลกที่ไฟฟ้าย้อนกลับเข้ากริด กฟผ. เร่งปั้น Smart Grid ดึง AI พยากรณ์แบบเรียลไทม์
KEY
POINTS
- การเพิ่มขึ้นของ "Prosumer" หรือผู้ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (เช่น จากโซลาร์รูฟท็อป) ทำให้ทิศทางการไหลของไฟฟ้าเปลี่ยนจากทางเดียวเป็นสองทาง สามารถไหลย้อนกลับเข้าระบบได้ สร้างความซับซ้อนและความท้าทายต่อเสถียรภาพของกริดไฟฟ้า
- กฟผ. กำลังเร่งพัฒนาระบบ "Smart Grid" หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถมองเห็นและบริหารจัดการระบบไฟฟ้าที่ซับซ้อนขึ้นได้แบบเรียลไทม์ รองรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อยจำนวนมาก
- มีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพยากรณ์กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม เพื่อให้สามารถวางแผนและควบคุมสมดุลของระบบไฟฟ้าได้ล่วงหน้า
ไฟฟ้าไม่ได้ไหลทางเดียวอีกต่อไป! กฟผ. รับมือยุค Prosumer ดัน Smart Grid ใช้ AI พยากรณ์ระบบเรียลไทม์
โลกพลังงานกำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียง “ผู้บริโภค” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ผู้ผลิต” ที่สามารถส่งไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบได้ด้วยตัวเอง
การเติบโตของโซลาร์รูฟท็อป ระบบกักเก็บพลังงาน และกลุ่ม Prosumer กำลังเปลี่ยนโครงสร้างระบบไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ซึ่งเคยมีทิศทางการไหลของไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ไปยังผู้ใช้ปลายทางเพียงทางเดียว
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังกลายเป็นโจทย์ใหม่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ต้องเร่งปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้าให้สามารถรับมือกับพลังงานหมุนเวียน ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย และความผันผวนของความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต
โดยเฉพาะการนำ Smart Grid และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการระบบแบบเรียลไทม์
นายจักรี ศิริมะณีวัฒนา ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยภายในงาน KT Dialogue หัวข้อ “New Horizon: Energy Transition: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต” ซึ่งจัดโดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า โครงสร้างการบริหารระบบไฟฟ้าในอดีตมีความตรงไปตรงมากว่าปัจจุบันอย่างมาก
เนื่องจากระบบเดิมอาศัยโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นแหล่งผลิตหลัก ผู้ควบคุมระบบสามารถสั่งเพิ่มหรือลดกำลังการผลิตได้ตามความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยโจทย์สำคัญคือการรักษาสมดุลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าเท่ากับความต้องการใช้ในแต่ละช่วงเวลา
แต่เมื่อพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง ระบบไฟฟ้าจึงต้องเผชิญกับความผันผวนจากธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้เหมือนโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม
ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากเริ่มติดตั้งโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน จนกลายเป็น Prosumer หรือผู้ที่สามารถเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตไฟฟ้าได้ในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ทิศทางการไหลของไฟฟ้าเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
“ในอดีตกระแสไฟฟ้าจะไหลทางเดียวจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ผ่านระบบส่ง ระบบจำหน่าย ไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า แต่ในปัจจุบัน ไฟฟ้าสามารถไหลย้อนกลับจากผู้ใช้ไฟฟ้า หรือ Prosumer เข้าสู่ระบบจำหน่าย และบางครั้งไหลย้อนขึ้นมาถึงระบบส่ง ส่งผลให้ระบบไฟฟ้ามีความซับซ้อนและมีความผันผวนสูงขึ้นอย่างมาก” นายจักรีกล่าว
เมื่อผู้ใช้ไฟฟ้ากลายเป็นผู้เล่นในระบบพลังงาน
การเพิ่มขึ้นของ Prosumer ทำให้ระบบไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนจากโครงสร้างแบบรวมศูนย์ หรือ Centralized System ไปสู่ระบบที่มีผู้เล่นจำนวนมากกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ
ในอดีต กฟผ. สามารถมองเห็นและควบคุมโรงไฟฟ้าหลักและระบบส่งไฟฟ้าได้อย่างชัดเจน แต่ในอนาคต ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากหลังคาบ้าน โรงงาน อาคารธุรกิจ หรือระบบกักเก็บพลังงานของผู้ใช้รายย่อย จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าประเทศ
นายจักรีระบุว่า ความท้าทายสำคัญคือปัจจุบัน กฟผ.ยังสามารถมองเห็นข้อมูลได้เฉพาะในพื้นที่และระบบที่อยู่ภายใต้การดูแลโดยตรง ขณะที่ข้อมูลของ Prosumer ซึ่งกำลังเพิ่มจำนวนขึ้น ยังไม่ได้ถูกเชื่อมโยงเข้าสู่ภาพรวมของระบบอย่างครบถ้วน
“ด้วยราคาโซลาร์ที่ถูกลง เรามีผู้ใช้ใหม่ที่เป็นลักษณะ Prosumer เพิ่มมากขึ้น กลายเป็นว่าไฟฟ้าเปลี่ยนทิศทาง ย้อนกลับจากเดิมที่ไหลทิศทางเดียวผ่านระบบส่งไปยังระบบจำหน่าย แต่ปัจจุบันย้อนขึ้นมาจากผู้ใช้ และย้อนกลับเข้ามาที่ระบบส่งด้วย ระบบพลังงานในปัจจุบันจึงมีความซับซ้อน และกดดันมากขึ้น”
เขากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ หากในอนาคต Prosumer เติบโตจนมีสัดส่วนขนาดใหญ่ในระบบ แต่ผู้ควบคุมระบบยังไม่สามารถมองเห็นข้อมูลการผลิตและการใช้ไฟฟ้าได้ครบถ้วน การวางแผนและควบคุมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าภาพรวมก็จะทำได้ยากขึ้น
ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลจำเป็นต้องวางแผนและกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลจากผู้เล่นรายใหม่สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบบริหารจัดการไฟฟ้าของประเทศได้อย่างเหมาะสม โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบ
Smart Grid จาก “โครงข่ายสายไฟ” สู่ระบบที่มองเห็นและคิดเองได้
เพื่อรับมือกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น กฟผ. จึงเร่งพัฒนาระบบ Smart Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการทำให้ระบบไฟฟ้าสามารถมองเห็น ติดตาม และประเมินสถานะของอุปกรณ์และพลังงานที่เกิดขึ้นในแต่ละจุดของระบบได้อย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญของ Smart Grid คือการเปลี่ยนระบบไฟฟ้าจากโครงสร้างที่ทำหน้าที่เพียงส่งพลังงาน ไปสู่ระบบที่สามารถรับรู้ข้อมูล วิเคราะห์สถานการณ์ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น
กฟผ. จึงเตรียมลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมที่มีสมรรถนะสูงขึ้น เพื่อรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะข้อมูลจากพลังงานหมุนเวียนและผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแรงดันและเสถียรภาพของระบบส่งไฟฟ้า
นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งอุปกรณ์อัจฉริยะในระบบส่ง เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะและปรับปรุงแรงดันไฟฟ้าในระบบได้โดยอัตโนมัติ โดยคาดว่าจะสามารถติดตั้งและใช้งานศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าแห่งใหม่ได้ประมาณปี 2571
ดึง AI พยากรณ์โซลาร์-ลม ล่วงหน้า 1 ชั่วโมงถึง 1 วัน
อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คือปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่ง กฟผ. นำมาใช้ช่วยพยากรณ์กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
เนื่องจากโซลาร์เซลล์และพลังงานลมมีความผันผวนตามสภาพอากาศ การรู้ล่วงหน้าว่าในแต่ละช่วงเวลาจะมีไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบมากน้อยเพียงใด จึงเป็นข้อมูลสำคัญต่อการวางแผนเดินเครื่องโรงไฟฟ้าประเภทอื่น
AI จะเข้ามาช่วยวิเคราะห์และพยากรณ์กำลังการผลิตจากโซลาร์และลม ทั้งในระยะล่วงหน้า 1 ชั่วโมง และล่วงหน้า 1 วัน ก่อนนำข้อมูลไปประสานกับการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ
ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ควบคุมระบบสามารถตัดสินใจได้ว่าจะต้องเพิ่มหรือลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าใด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบไฟฟ้าแห่งอนาคตจะไม่ได้รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไข แต่จะพยายาม “คาดการณ์ล่วงหน้า” ว่าความผันผวนกำลังจะเกิดขึ้นที่ไหน และเตรียมระบบให้พร้อมก่อนที่ผลกระทบจะเกิดขึ้นจริง
ยุคใหม่ต้องมีทั้งแบตเตอรี่และโรงไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับ
นายจักรีกล่าวว่า ในอนาคตระบบส่งไฟฟ้าไม่สามารถพึ่งพาการขยายสายส่งและการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมแบบเดิมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เพราะทิศทางการไหลของไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ Battery Energy Storage System (BESS) รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ หรือ Pumped Storage จึงจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบไฟฟ้า
“ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนราว 20% และ กฟผ.ยังบริหารจัดการด้วยเครื่องมือที่มีอยู่ เช่น การเพิ่มหรือลดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า และการใช้ Pumped Storage แต่ในอนาคตเครื่องมือเหล่านี้อาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องบรรจุ Battery, Pumped Storage และอุปกรณ์สำหรับ Smart Grid เพิ่มเติมไว้ในแผน PDP”
การกักเก็บพลังงานจะช่วยดูดซับไฟฟ้าส่วนเกินในช่วงที่มีการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนสูง และสามารถปล่อยไฟฟ้ากลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการใช้เพิ่มขึ้นหรือการผลิตจากโซลาร์และลมลดลง
Data Center โจทย์ใหม่ของระบบไฟฟ้าไทย
นอกจากการเติบโตของ Prosumer แล้ว อีกหนึ่งผู้เล่นรายใหญ่ที่กำลังสร้างโจทย์ใหม่ให้กับระบบไฟฟ้าของไทย คือการลงทุน Data Center ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
กฟผ. จึงร่วมจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลขีดความสามารถที่เหลืออยู่ในการรองรับไฟฟ้าของระบบส่ง หรือ Capacity Map ในแต่ละจุดเชื่อมต่อ ผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้นักลงทุนสามารถเลือกพื้นที่ตั้ง Data Center ที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่ระบบส่งมีความหนาแน่นหรือเต็มศักยภาพแล้ว
แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนในการลงทุนปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า และทำให้การวางแผนลงทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ลักษณะการใช้ไฟฟ้าของ Data Center แต่ละประเภทมีผลกระทบต่อระบบไม่เหมือนกัน
Cloud Data Center มีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าที่ค่อนข้างนิ่ง สม่ำเสมอ และสามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า ขณะที่ AI Data Center มีลักษณะการใช้ไฟฟ้าที่ผันผวนสูง ความต้องการใช้ไฟฟ้าสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่างการประมวลผล และลดลงทันทีเมื่อกระบวนการทำงานสิ้นสุดลง
ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพไฟฟ้า ทั้งในด้านความถี่และแรงดันไฟฟ้า
กฟผ. จึงอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนด Technical Code ที่เหมาะสมสำหรับ Data Center ที่จะเข้ามาเชื่อมต่อกับระบบ รวมถึงเสนอโครงการนำร่องในการติดตั้งแบตเตอรี่ เพื่อช่วยควบคุมและรักษาคุณภาพไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้กลุ่มนี้โดยเฉพาะ
จากผู้ผลิตไม่กี่ราย สู่ระบบที่มีผู้เล่นนับล้าน
ภาพของระบบไฟฟ้าไทยในอนาคตจึงกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เป็นผู้ผลิตหลักไม่กี่ราย ไปสู่ระบบที่เต็มไปด้วยผู้เล่นกระจายตัว
ทั้ง Prosumer ระบบโซลาร์รูฟท็อป แบตเตอรี่ ธุรกิจ Demand Response และการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกันแบบ Peer-to-Peer หรือ P2P Trading
ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพออีกต่อไป แต่คือการทำให้ผู้ควบคุมระบบสามารถ “มองเห็น” สิ่งที่เกิดขึ้นในระบบทั้งหมด
เมื่อไฟฟ้าสามารถไหลได้สองทิศทาง ผู้ผลิตไม่ได้มีเพียงโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ และความต้องการใช้ไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในเสี้ยวเวลา ระบบไฟฟ้าแบบเดิมจึงอาจไม่เพียงพอสำหรับโลกพลังงานยุคใหม่
Smart Grid, AI และระบบกักเก็บพลังงาน จึงกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต
เพราะโจทย์ใหม่ของ กฟผ. และประเทศไทย ไม่ใช่เพียง “ผลิตไฟฟ้าให้พอ” แต่คือการบริหารระบบที่มีผู้เล่นจำนวนมหาศาล มีไฟฟ้าไหลได้หลายทิศทาง
และต้องตัดสินใจจากข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อรักษาสมดุลของระบบไฟฟ้าทั้งประเทศในวันที่ทุกคนสามารถเป็นได้ทั้ง “ผู้ใช้” และ “ผู้ผลิตไฟฟ้า” พร้อมกัน..
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ







