
Data Center กลางกรุงอยู่ “สีน้ำตาล” ได้อย่างไร? เปิดเงื่อนไขผังเมือง ย.9
Data Center กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์กรุงเทพฯ เมื่อพื้นที่ “สีน้ำตาล” ย.9 ซึ่งเป็นเขตอยู่อาศัยหนาแน่นมาก กลับเปิดทางให้โครงสร้างพื้นฐาน AI ได้ หากเข้าเงื่อนไขผังเมือง
KEY
POINTS
- การก่อสร้าง Data Center ในพื้นที่สีน้ำตาล (ย.9) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก สามารถทำได้เพราะกฎหมายผังเมืองไม่ได้ห้ามโดยตรง แต่โครงการเข้าข่ายข้อยกเว้นสำหรับ "สถานที่เก็บสินค้า" เนื่องจากที่ดินตั้งอยู่ติดถนนสาธารณะที่มีความกว้างตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้
- โครงการ Data Center ไม่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เนื่องจากวัตถุประสงค์การใช้อาคารเป็น "คลังสินค้าหรือศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์" ไม่ตรงตามประเภทโครงการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำ EIA แม้จะมีขนาดใหญ่และตั้งในชุมชนหนาแน่น
- กรณีนี้
ประเด็นการก่อสร้าง Data Center ขนาดใหญ่กลางกรุงเทพฯ ยังคงถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง หลังจากกรุงเทพมหานครออกมาชี้แจงถึงโครงการ Data Center บริเวณซอยพระราม 9 ซอย 6 เขตห้วยขวาง ท่ามกลางข้อกังวลของประชาชนโดยรอบ โดยเฉพาะเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบไฟฟ้า น้ำประปา และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลพระราม 9 และชุมชนใกล้เคียง
สิ่งที่น่าสนใจของกรณีนี้ไม่ได้อยู่เพียงขนาดของอาคารหรือการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่า โครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ “สีน้ำตาล” ซึ่งตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 เป็นพื้นที่ประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก หรือบริเวณ ย.9
จึงเกิดคำถามสำคัญว่า Data Center ซึ่งมีลักษณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ สามารถเข้ามาตั้งอยู่ในพื้นที่ลักษณะดังกล่าวได้อย่างไร
คำตอบจากกรุงเทพมหานครคือ ผังเมืองไม่ได้กำหนดห้ามการประกอบกิจการศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Data Center โดยตรง หากการก่อสร้างและการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายผังเมือง รวมถึงเงื่อนไขด้านความหนาแน่นของอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดิน
นายอาสา ทองธรรมชาติ ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร ระบุว่า การอนุญาตก่อสร้างอาคาร Data Center บริเวณซอยพระราม 9 ซอย 6 ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
โดยปัจจุบันความต้องการ Data Center เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเทคโนโลยี AI และระบบคลาวด์ ซึ่ง Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ ย.9 เพราะแม้พื้นที่ดังกล่าวจะเป็น “ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก” แต่กฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ได้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับกิจการบางประเภทเอาไว้
กรณีนี้ กรุงเทพมหานครระบุว่า โครงการเข้าข่ายข้อยกเว้นเกี่ยวกับสถานที่เก็บสินค้า สถานีรับส่งสินค้า หรือการประกอบกิจการรับส่งสินค้า ซึ่งสามารถดำเนินการได้หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยเฉพาะเรื่องลักษณะและขนาดของถนนที่ดินแปลงดังกล่าวเชื่อมต่ออยู่
ตามข้อ 16 (12) ของกฎกระทรวงฯ มีข้อยกเว้นสำหรับสถานที่เก็บสินค้าและกิจการที่เกี่ยวข้อง หากตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร ขณะที่ข้อ 36 กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะที่ดิน การเชื่อมต่อถนน และระยะห่างจากถนนสายหลัก
จากการตรวจสอบของกรุงเทพมหานครพบว่า ที่ดินโครงการพระราม 9 มีด้านติดถนนสาธารณะสำหรับใช้เป็นทางเข้า-ออกกว้างรวม 64.75 เมตร ประกอบด้วยช่วงกว้าง 43.147 เมตร และ 21.606 เมตร โดยติดถนนที่มีเขตทางกว้าง 38 เมตร และเชื่อมต่อกับถนนพระราม 9 ซึ่งมีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร อีกด้านหนึ่งเชื่อมต่อกับถนนเพชรอุทัย ซึ่งมีเขตทางไม่น้อยกว่า 16 เมตร
ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว กรุงเทพมหานครจึงเห็นว่าโครงการสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินและก่อสร้างอาคารได้ตามข้อกำหนดของกฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556
พูดอีกอย่างคือ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า “Data Center สามารถสร้างในพื้นที่สีน้ำตาลได้หรือไม่” เพราะในทางกฎหมายผังเมืองไม่ได้ห้าม Data Center โดยตรง
แต่เป็นเรื่องของการที่โครงการต้องเข้าเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่ได้รับการยกเว้น และต้องผ่านเงื่อนไขด้านถนน ทางเข้า-ออก และรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่กฎหมายกำหนด
สำหรับตัวโครงการ นายประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ระบุว่า บริษัท ดาเรีย ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นผู้พัฒนาโครงการ
โดยได้รับใบรับแจ้งการก่อสร้างอาคาร แบบ ยผ.4 เลขที่ 130/2567 ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2567 เพื่อก่อสร้างอาคาร 4 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน 1 ชั้น จำนวน 1 หลัง ใช้เป็นคลังสินค้า หรือศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และสำนักงาน
อาคารดังกล่าวมีพื้นที่รวม 12,249 ตารางเมตร ความสูงถึงระดับดาดฟ้า 23.70 เมตร จัดอยู่ในประเภทอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ
ขณะที่พื้นที่สำนักงานมีประมาณ 336 ตารางเมตร สะท้อนว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาคารไม่ได้ถูกใช้เป็นสำนักงาน แต่เป็นพื้นที่สำหรับระบบและโครงสร้างพื้นฐานของ Data Center โดยตรง
อาคารดังกล่าวมีพื้นที่รวม 12,249 ตารางเมตร ความสูงถึงระดับดาดฟ้า 23.70 เมตร จัดอยู่ในประเภทอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ
ขณะที่พื้นที่สำนักงานมีประมาณ 336 ตารางเมตร สะท้อนว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาคารไม่ได้ถูกใช้เป็นสำนักงาน แต่เป็นพื้นที่สำหรับระบบและโครงสร้างพื้นฐานของ Data Center โดยตรง
Data Center กลางกรุงไม่ต้องทำ EIA เพราะอะไร?
อีกประเด็นที่ถูกจับตาควบคู่กับเรื่องผังเมืองคือ "ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม" โดยเฉพาะการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ซึ่งในกรณีโครงการ EDGNEX Data Centers – BKK01 กรุงเทพมหานครยืนยันว่า โครงการไม่เข้าข่ายต้องจัดทำ EIA ตามกฎหมาย
นางสาววรนุช สวยค้าข้าว ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า สำนักสิ่งแวดล้อมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงของโครงการ EDGNEX Data Centers – BKK01 จากข้อมูลการขออนุญาตก่อสร้างของสำนักการโยธา พบว่า โครงการมีวัตถุประสงค์การใช้อาคารเป็นคลังสินค้า หรือศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
เมื่อพิจารณาตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 พบว่าโครงการดังกล่าวไม่เข้าข่ายประเภทโครงการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดทำ EIA
นางสาววรนุชกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวไม่มีการยื่นรายงาน EIA เข้าสู่ระบบการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชนกรุงเทพมหานคร เนื่องจากไม่อยู่ในประเภทโครงการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดทำรายงานดังกล่าว
นั่นหมายความว่า แม้โครงการจะมีขนาดพื้นที่อาคารรวมกว่า 12,000 ตารางเมตร และตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองที่มีประชาชนพักอาศัยอย่างหนาแน่น แต่ในกรอบกฎหมาย EIA ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน การระบุลักษณะการใช้ประโยชน์อาคารและประเภทกิจการยังเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่าจะต้องจัดทำ EIA หรือไม่
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะไม่ต้องจัดทำ EIA แต่กรุงเทพมหานครยังต้องติดตามผลกระทบจากการใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะ “ไฟฟ้าและน้ำ” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ Data Center
สำนักการโยธาระบุว่า จะประสานกับการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวง เพื่อตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้าและระบบประปาของโครงการ รวมถึงพิจารณาว่ามีการแยกระบบรองรับเฉพาะสำหรับ Data Center หรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อแรงดันน้ำ เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า โรงพยาบาลพระราม 9 และชุมชนโดยรอบ
เปิดข้อมูล 2 Data Center กลางเมือง ทุนอังกฤษ–สิงคโปร์
เมื่อมองออกไปนอกประเด็นเฉพาะโครงการพระราม 9 ยังพบว่าในกรุงเทพฯ มี Data Center ขนาดใหญ่อีกโครงการที่กำลังถูกจับตา คือโครงการของบริษัท เอสทีที จีดีซี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ภายในซอยรามคำแหง 28 เขตบางกะปิ
จากการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัท ดาเรีย ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งเป็นผู้พัฒนา Data Center บริเวณซอยพระราม 9 ซอย 6 เขตห้วยขวาง จดทะเบียนเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 ด้วยทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท
บริษัทดังกล่าวมีนายเอียน เวลดอน และนายวิแซม นูริ ซัททาร์ อัล-ดับบัค เป็นกรรมการบริษัท และมีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ
ขณะที่อีกโครงการคือ บริษัท เอสทีที จีดีซี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งพัฒนา Data Center ในซอยรามคำแหง 28 เขตบางกะปิ เดิมจดทะเบียนในชื่อบริษัท เทคโนโลยี แอสเซ็ทส์ จำกัด เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2561 ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เอสทีที จีดีซี (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2562
บริษัทดังกล่าวมีทุนจดทะเบียน 9,000 ล้านบาท และมีกรรมการ 5 คน ได้แก่ นายลู ชู เหลียง นายสมบูรณ์ วศินชัชวาล นายบรูโน่ โลเปซ นายโจนาธาน อัลเลน คิง และนายโฆษิต สุขสิงห์ โดยมีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์
ข้อมูลของทั้งสองบริษัทสะท้อนให้เห็นอีกมิติของการขยายตัวของ Data Center ในกรุงเทพฯ นั่นคือ ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนด้านอาคารหรือระบบคอมพิวเตอร์ แต่เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่จากกลุ่มทุนต่างประเทศ ซึ่งกำลังเข้ามาปักหมุดในพื้นที่เมือง
กรณีพระราม 9 จึงอาจเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ เมื่อกรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนจากเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม ไปสู่ “เมืองดิจิทัล” ที่ต้องมี Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไม่ต่างจากถนน ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสาร
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Data Center “สร้างได้หรือสร้างไม่ได้” แต่คือ เมื่อเมืองเปิดทางให้โครงสร้างพื้นฐานประเภทนี้เข้ามาอยู่ในพื้นที่สีน้ำตาลแล้ว กติกาของเมืองจะต้องออกแบบอย่างไร เพื่อให้การเติบโตของ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลไม่กลายเป็นภาระของระบบไฟฟ้า ระบบประปา โรงพยาบาล และประชาชนที่อยู่รอบโครงการ
เพราะในวันที่ Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเมือง การวางผังเมืองอาจต้องตอบคำถามใหม่ว่า “เมืองควรให้ Data Center อยู่ที่ไหน” ไม่ใช่เพียง “พื้นที่ไหนอนุญาตให้สร้างได้”
ที่มา: มติชน เปิดข้อมูลบริษัทเจ้าของ ดาต้าเซนเตอร์ 2 แห่งกลางกรุง มาจากอังกฤษ และสิงคโปร์







