
ธุรกิจหล่อเย็น โกยรายได้อื้อ รับอานิสงส์ Data Center โตทะลุฟ้า
อุตสาหกรรม Data Center และ AI กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ธุรกิจระบบทำความเย็น (Liquid Cooling) ได้รับอานิสงส์มหาศาลจากยอดสั่งซื้อที่พุ่งสูงขึ้น
KEY
POINTS
- McKinsey คาดการณ์เม็ดเงินลงทุนใน Data Center ทั่วโลกจะสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
- ความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าและระบบทำความเย็นพุ่งสูงขึ้น เพื่อรองรับตู้แร็ค AI ที่ใช้พลังงานมากกว่าเดิมถึง 100 เท่า
- ซัพพลายเออร์ฝั่งเอเชียกวาดออเดอร์ล่วงหน้ายาวไปจนถึงปี 2030 ท่ามกลางความท้าทายด้านราคาหุ้นที่เริ่มสะท้อนมูลค่า
McKinsey ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลกจะพุ่งสูงเกือบ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ซึ่งสอดรับกับมุมมองของ Nvidia ที่เพิ่งออกมาระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เม็ดเงินที่สะพัดในอุตสาหกรรม AI จะยังเติบโตแข็งแกร่งไปอีกหลายปี
แต่ถึงอย่างนั้น การสร้างศูนย์ข้อมูลให้เสร็จทันความต้องการกลับท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ปกติแล้วบริษัทกลุ่ม Hyperscaler มักตั้งเป้าให้ศูนย์ข้อมูลพร้อมเปิดใช้งานภายใน 6 เดือน แต่
ข้อมูลจาก Pivotale AI ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษา ชี้ให้เห็นว่า การรอคิวเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Connection) อาจกินเวลานานถึง 24 เดือนในบางตลาดเกิดใหม่ และอาจลากยาวเกิน 8 ปีในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
"คนนอกอาจจะโฟกัสกันแค่เรื่องชิป GPU แต่ถ้าเป็นคนในวงการ คำถามแรกที่พวกเขาจะถามเลยก็คือ 'ต้องรอเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากับหม้อแปลงไฟฟ้านานแค่ไหน'" Wing Kin Cheung ซีอีโอของ BodaData ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กล่าว
ดีมานด์พลังงานพุ่ง ดันออร์เดอร์หม้อแปลงล้นมือ
หม้อแปลงไฟฟ้าคือหัวใจสำคัญที่ทำหน้าที่ปรับลดแรงดันไฟฟ้าจากสายส่ง ลงมาสู่ระดับที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ ระบบทำความเย็น และหน่วยจ่ายไฟ
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง HD Hyundai Electric จากเกาหลีใต้ และ Hainan Jinpan Smart Technology จากจีน ต่างกวาดยอดสั่งซื้อพุ่งกระฉูด โดยได้รับอานิสงส์หลักจากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยเฉพาะในฝั่งอเมริกาเหนือ
HD Hyundai Electric ระบุว่า ตลาดยุโรปมีความต้องการใช้หม้อแปลงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากบรรดาบริษัท Hyperscaler จากสหรัฐฯ แห่เข้าไปลงทุนในฟินแลนด์ เยอรมนี และอังกฤษ
ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางก็ยังเติบโตได้ดี ส่งผลให้ยอดคำสั่งซื้อค้างส่งมอบ (Backlog) ของบริษัทโตขึ้น 23% ทะลุ 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนก่อนหน้า
"ตอนนี้เราได้ออร์เดอร์ล่วงหน้ายาวไปกว่า 3 ปีแล้ว และลูกค้าก็จองคิวกำลังการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าหลักของเราเต็มไปจนถึง 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ เรายังอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้ารายใหญ่หลายราย เพื่อวางแผนส่งมอบสินค้ากันยาวไปจนถึงปี 2030" ตัวแทนจาก HD Hyundai Electric กล่าว
ด้าน Jinpan เผยว่า ยอดสั่งซื้อใหม่จากกลุ่มศูนย์ข้อมูลในช่วงครึ่งปีแรก โตกระโดดถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดออร์เดอร์ค้างส่งมอบในกลุ่มนี้ก็เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวเช่นกัน
มุ่งสู่เทคโนโลยีใหม่ ท่ามกลางกระแสรักษ์โลก
ชิป AI ในปัจจุบันใช้พลังงานสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน ภาคประชาสังคมก็กำลังจับตาดูการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำของศูนย์ข้อมูลอย่างใกล้ชิด
Bank of America (BofA) อ้างอิงแผนงานของ Nvidia และประเมินว่า ภายในสิ้นปี 2030 ตู้แร็ค AI (AI Rack) หนึ่งตู้อาจกินไฟทะลุ 1.5 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงกว่าตู้แร็คแบบดั้งเดิมเกือบ 100 เท่า
หลายฝ่ายจึงหันมาให้ความสนใจเทคโนโลยี Solid-State Transformer (SST) ซึ่งเปลี่ยนมาใช้เซมิคอนดักเตอร์แปลงและจัดการทิศทางไฟฟ้า แทนขดลวดแม่เหล็กและทองแดงแบบเดิมที่มีขนาดใหญ่
ด้านธนาคาร UBS คาดการณ์ว่าเทคโนโลยี SST จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ราว 4% พร้อมทั้งลดต้นทุนการดำเนินงาน แม้ปัจจุบันการใช้งานเชิงพาณิชย์จะเพิ่งเริ่มต้น แต่คาดว่าสัดส่วนการนำมาใช้จะพุ่งไปถึง 40% ภายในปี 2030
โดยบริษัทจากจีนมีโอกาสคว้าส่วนแบ่งตลาดไปได้มากที่สุด เนื่องจากมีความได้เปรียบทั้งด้านเทคโนโลยีและต้นทุน
ปัจจุบัน บริษัทอย่าง HD Hyundai Electric และ Jinpan ระบุว่ากำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยี SST อย่างเต็มที่ ส่วน Delta Electronics ยักษ์ใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจากไต้หวันเปิดเผยว่า
บริษัทเริ่มนำเทคโนโลยี SST ไปใช้ในศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กบ้างแล้ว พร้อมทั้งเตรียมขยายฐานการผลิตในไทย สหรัฐฯ และจีน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ธุรกิจระบบทำความเย็น ความท้าทายใหม่ของวงการ
ธุรกิจระบบทำความเย็นกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด เมื่อผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลต้องเร่งจัดการกับความร้อนมหาศาลที่เกิดจากการประมวลผลของชิป AI
แมตตี้ จ้าว (Matty Zhao) หัวหน้าฝ่ายวิจัยกลุ่มวัสดุพื้นฐาน น้ำมัน และก๊าซ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ BofA อธิบายว่า "พลังงานกับระบบทำความเย็นเป็นของคู่กัน ยิ่งใช้ไฟฟ้ามาก เครื่องก็ยิ่งร้อน จึงต้องพึ่งพาระบบทำความเย็นมากขึ้นตามไปด้วย"
ทั้งนี้ BofA ประเมินว่าภายในปี 2030 ศูนย์ข้อมูล AI แห่งใหม่ๆ ถึง 70% จะหันไปใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ซึ่งกระโดดขึ้นจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนราว 30% และจะเข้ามาทิ้งห่างระบบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบเดิมอย่างชัดเจน
ทิศทางนี้สอดคล้องกับข้อมูลจาก McKinsey ที่ระบุว่าเทคโนโลยี Liquid Cooling ช่วยลดการใช้พลังงานลงได้มากกว่า 27%
ขณะเดียวกัน นักพัฒนากำลังสำรวจทางเลือกใหม่แบบคิดนอกกรอบ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้อมูลลอยน้ำ ศูนย์ข้อมูลใต้น้ำ หรือแม้แต่การนำเซิร์ฟเวอร์ไปตั้งไว้ในถ้ำและอุโมงค์ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่ซัพพลายเออร์ที่หลากหลายหน้าตายิ่งขึ้น
ความต้องการระบบจัดการความร้อนที่พุ่งทะยานนี้ ส่งผลดีโดยตรงต่อบริษัทอย่าง Delta รวมถึงคู่แข่งในภูมิภาคอย่าง Asia Vital Components และ Auras Technology จากไต้หวัน ตลอดจน Shenzhen Envicool Technology จากจีน ซึ่งบริษัทเหล่านี้ล้วนเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนสำคัญในระบบนิเวศของ Nvidia







