posttoday
ปลดล็อกกฎหมายไฟฟ้า เมื่อ Smart Grid ไทยติดกับดักโครงสร้างเดิม

ปลดล็อกกฎหมายไฟฟ้า เมื่อ Smart Grid ไทยติดกับดักโครงสร้างเดิม

25 สิงหาคม 2569

เทคโนโลยีไฟฟ้าเดินหน้า แต่กติกายังตามไม่ทัน เปิดโจทย์ TPA, Direct PPA และ Smart Grid กับภารกิจรื้อข้อจำกัดสู่ตลาดพลังงานยุคใหม่

KEY

POINTS

  • อุปสรรคสำคัญของ Smart Grid ไทยไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี แต่เป็นโครงสร้างตลาดไฟฟ้าแบบ "ผู้ซื้อรายเดียว" (Enhanced Single Buyer) ที่เป็นระบบรวมศูนย์ ซึ่งไม่เอื้อต่อระบบไฟฟ้าสมัยใหม่ที่มีผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมาก
  • กฎหมายหลัก (พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน 2550) ไม่ได้ห้ามการให้บุคคลที่สามเข้าใช้โครงข่ายไฟฟ้า (TPA) แต่ปัญหาอยู่ที่การขาดกฎระเบียบและกติกาในทางปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อทำให้หลักการดังกล่าวเกิดขึ้นได้จริง
  • เทคโนโลยี Smart Grid สร้างผู้เล่นในระบบไฟฟ้าที่หลากหลายขึ้น เช่น ผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) และผู้รวบรวมพลังงาน (Aggregator) แต่กฎหมายและกฎเกณฑ์ปัจจุบันยังไม่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับบทบาทและสถานะของผู้เล่นใหม่เหล่านี้
  • การปลดล็อก Smart Grid ต้องทำมากกว่าการแก้กฎหมาย แต่ต้องเป็นการสร้าง "ระบบนิเวศของกติกา" ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การเปิดเสรีโครงข่าย (TPA Code) การกำกับดูแลข้อมูล การออกแบบตลาดซื้อขาย และการกำหนดค่าบริการที่เป็นธรรม

ประเทศไทยเริ่มมีการใช้ไฟฟ้าใน พ.ศ. 2427 หรือเพียง 2 ปีหลังสหรัฐอเมริกาเปิดเดินระบบไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของโทมัส เอดิสัน (Thomas Edison) ที่ Pearl Street Station ในนิวยอร์ก (ไฟฟ้าไทยเริ่มมีใช้ใน พ.ศ. 2427 สมัยรัชกาลที่ 5 หรือประมาณ 142 ปีถึงปัจจุบัน) สะท้อนว่าไทยไม่ได้เข้าสู่ยุคไฟฟ้าช้ากว่าโลกตะวันตกมากนัก หากแต่โครงสร้างระบบไฟฟ้าที่พัฒนาต่อมาได้กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ส่วนโครงสร้างรัฐวิสาหกิจหลัก 3 แห่ง คือ กฟผ.กฟน. และ กฟภ. มีรากฐานของโครงสร้างปัจจุบันตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2511–2512 หรือราว 57–58 ปี และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงานที่ใช้เป็นกฎหมายแม่บทด้านการกำกับดูแลปัจจุบันคือ พ.ศ. 2550 หรือมีอายุราว 19 ปี

 

“กฎหมายไม่ได้ห้าม TPA (Third Party Access) หรือ การเข้าถึงโดยบุคคลที่สาม/ภาคเอกชน แต่โครงสร้างเดิมทำให้ TPA เกิดได้ยาก”

 

ประเทศไทยไม่ได้มีเพียงระบบผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จ เพราะปัจจุบันมี IPP, SPP, VSPP และผู้ผลิตเอกชนจำนวนมากเข้ามาแล้ว แต่โครงสร้างตลาดไฟฟ้ายังคงเป็น Enhanced Single Buyer (ESB) โดย กฟผ. ทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายหลัก ขณะที่ กฟน. และ กฟภ. ทำหน้าที่ระบบจำหน่ายและค้าปลีกในพื้นที่ของตนเอง

 

OECD ระบุโครงสร้างนี้อย่างชัดเจนว่า กฟผ.มีลักษณะผูกขาดด้านการซื้อไฟฟ้า ขณะที่ กฟน.และ กฟภ.เป็นผู้ดำเนินระบบจำหน่ายและค้าปลีกแบบผูกขาดตามพื้นที่

 

ส่วนข้อมูลของ กฟผ.เองระบุว่า ภารกิจหลักปัจจุบันยังครอบคลุม การผลิต การจัดหา และการขายไฟฟ้าให้ กฟน. กฟภ. ลูกค้าโดยตรงบางกลุ่ม และประเทศเพื่อนบ้าน

 

แต่จุดที่น่าสนใจมากกว่าคือ “มาตรา 81”

งานศึกษาของ กกพ. ที่เผยแพร่ล่าสุดระบุชัดว่า มาตรา 81 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตที่มีระบบโครงข่ายพลังงานต้องยินยอมให้ผู้รับใบอนุญาตหรือผู้ประกอบกิจการพลังงานรายอื่นใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายของตน

 

โดยข้อกำหนดต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่กีดกัน และต้องมีเงื่อนไขทางเทคนิคที่ชัดเจนและไม่สร้างภาระแก่ผู้ขอใช้เกินสมควร

 

ปลดล็อกกฎหมายไฟฟ้า เมื่อ Smart Grid ไทยติดกับดักโครงสร้างเดิม

 

เพราะที่แท้แล้วมันหมายความว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย “ไม่มีกฎหมายเปิดโครงข่าย” แต่อยู่ที่ว่า กฎหมายแม่บทเปิดประตูไว้ แต่กติกาที่ทำให้เดินผ่านประตูนั้นได้จริงยังพัฒนาไม่เต็มที่ต่างหาก!

 

และพอมาถึงวันนี้ ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ไฟฟ้าไม่ได้ไหลเพียงทางเดียวจากโรงไฟฟ้าไปยังผู้ใช้ไฟอีกต่อไป เมื่อ Solar Rooftop, Battery Energy Storage, รถยนต์ไฟฟ้า, Virtual Power Plant หรือ VPP, Peer-to-Peer Energy Trading และผู้บริโภคที่สามารถผลิตไฟฟ้าเองได้

 

กำลังเปลี่ยน “ผู้ใช้ไฟฟ้า” จากผู้รับพลังงานเพียงอย่างเดียวให้กลายเป็นผู้เล่นในระบบไฟฟ้า แต่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ระบบกฎหมายและโครงสร้างตลาดไฟฟ้าของไทยยังถูกออกแบบบนฐานคิดของระบบไฟฟ้าแบบรวมศูนย์และผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่

 

จึงเกิดคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยมีเทคโนโลยีเพียงพอที่จะสร้าง Smart Grid แล้วหรือยัง หรือสิ่งที่กำลังรั้งการเปลี่ยนผ่านจริง ๆ คือ “กติกา” ที่ยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน

 

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย “ไม่มีกฎหมาย Smart Grid” หรือการไฟฟ้าของรัฐไม่พัฒนาเทคโนโลยี ตรงกันข้าม หน่วยงานกำกับและการไฟฟ้าต่างเดินหน้าเรื่อง Smart Grid, Smart Meter, VPP, V2G, Microgrid และการซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบใหม่มาอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. เองก็ใช้ ERC Sandbox เพื่อทดลองเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจใหม่ในระบบจริง สิ่งที่กำลังเป็นโจทย์จึงเป็นเรื่อง “โครงสร้าง” มากกว่าการขาดเทคโนโลยี กล่าวคือ ระบบเดิมกำลังถูกท้าทายด้วยรูปแบบการผลิต การซื้อขาย และการใช้ไฟฟ้าที่กฎหมายและกติกาเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับตั้งแต่ต้น

 

ปลดล็อกกฎหมายไฟฟ้า เมื่อ Smart Grid ไทยติดกับดักโครงสร้างเดิม

 

โครงสร้างไฟฟ้าไทยที่ยังยึด “Enhanced Single Buyer”

หัวใจของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างตลาดไฟฟ้าของไทย ซึ่งยังใช้ระบบ Enhanced Single Buyer หรือ ESB โดย กฟผ. เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายสำคัญจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนและทำหน้าที่ในระบบส่ง

 

ขณะที่ กฟน. และ กฟภ. ทำหน้าที่ระบบจำหน่ายและค้าปลีกตามพื้นที่รับผิดชอบ โครงสร้างดังกล่าวทำให้การผลิตไฟฟ้าจากเอกชนสามารถเกิดขึ้นได้ แต่การซื้อขายและการส่งผ่านไฟฟ้ายังต้องทำงานอยู่ภายใต้โครงสร้างโครงข่ายและผู้ให้บริการระบบของรัฐเป็นหลัก 

 

โครงสร้างนี้มีเหตุผลในยุคที่ระบบไฟฟ้าต้องเน้นความมั่นคง การควบคุมระบบจากศูนย์กลาง และการจัดหาไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป โจทย์ก็เปลี่ยนตาม

 

เพราะระบบไฟฟ้ายุคใหม่มีแหล่งผลิตขนาดเล็กกระจายอยู่จำนวนมาก ผู้ใช้ไฟสามารถติด Solar Rooftop มีแบตเตอรี่ และสามารถตอบสนองต่อราคาหรือความต้องการของระบบได้ ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตสามารถกลายเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานที่จ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบได้

 

ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าได้มากพอหรือไม่” แต่เป็น “ใครสามารถผลิตไฟฟ้า ขายไฟฟ้า ใช้โครงข่าย และเข้าถึงข้อมูลของระบบได้บ้าง”

 

กฎหมายไม่ได้ปิดประตู TPA แต่ประตูยังต้องมีกติกาเพื่อเปิดใช้งานจริง

 

จุดที่น่าสนใจอย่างมากคือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 มีหลักการเกี่ยวกับการใช้และเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงานอยู่แล้ว แต่การทำให้หลักการดังกล่าวเกิดขึ้นในทางปฏิบัติจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์รายละเอียดรองรับ

 

กกพ.จึงเดินหน้าจัดทำ “ร่างข้อกำหนดการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม” หรือ Third Party Access Code (TPA) ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นในเดือนตุลาคม 2568

 

ความสำคัญของ TPA ไม่ได้อยู่แค่การอนุญาตให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายหนึ่งใช้สายไฟของอีกหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดของโครงข่ายจาก “ระบบของผู้ให้บริการ” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานที่ผู้เล่นหลายรายสามารถเข้าถึงได้ภายใต้กติกาเดียวกัน”

(อ่านรายละเอียด: ส่อง “ร่างข้อกำหนด TPA Code” กลไกปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้าไทยสู่การแข่งขันเสรี / ชี้ TPA เปิดทางธุรกิจใหม่ Load Aggregator หนุน Data Center เขมือบไฟ

 

และต้องมีหลักเกณฑ์เรื่องการเชื่อมต่อ การจัดสรรศักยภาพโครงข่าย ค่าบริการ การรักษาความมั่นคงของระบบ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเข้ามารองรับ

 

นี่คือจุดที่ทำให้เห็นว่า การปลดล็อก Smart Grid ไม่สามารถทำได้ด้วยการแก้กฎหมายเพียงมาตราเดียว แต่ต้องสร้าง “กติกาของระบบใหม่” ขึ้นมาพร้อมกัน

 

จาก “สายไฟ” สู่ “ตลาดบนสายไฟ”

ในระบบไฟฟ้าแบบเดิม ผู้บริโภคซื้อไฟจากผู้จำหน่ายและจ่ายตามอัตราค่าไฟที่กำหนด แต่ในระบบ Smart Grid ผู้บริโภคบางส่วนอาจเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขายไฟฟ้าในเวลาเดียวกัน บ้านที่ติด Solar Rooftop และ Battery สามารถผลิตและกักเก็บพลังงานไว้ใช้เอง

 

ก่อนส่งพลังงานส่วนเกินเข้าสู่ระบบ ขณะที่ EV สามารถกลายเป็นสินทรัพย์ด้านพลังงานผ่านเทคโนโลยี V2G และ VPP สามารถรวบรวมทรัพยากรพลังงานขนาดเล็กจำนวนมากให้ทำงานเสมือนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่

 

กกพ.ระบุจากการดำเนิน ERC Sandbox ว่าไทยกำลังทดลองทั้ง Smart Grid, Smart Meter, V2G, Microgrid, Energy Storage, Virtual Battery, VPP, TPA และรูปแบบ Corporate PPA รวมถึงแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานหมุนเวียน

 

นั่นหมายความว่า “ตลาดไฟฟ้า” ในอนาคตไม่ได้มีเพียงโรงไฟฟ้ากับการไฟฟ้าอีกต่อไป แต่จะมีผู้รวบรวมพลังงาน หรือ Aggregator ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขาย ผู้ให้บริการแบตเตอรี่ ผู้ให้บริการ VPP และผู้บริโภคที่กลายเป็น Prosumer เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 

แต่กฎหมายและกฎระเบียบจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า ผู้เล่นเหล่านี้มีสถานะทางกฎหมายอย่างไร ใครสามารถซื้อขายไฟฟ้าได้ ใครสามารถรวบรวมโหลดหรือแหล่งผลิตได้ ใครมีสิทธิใช้ข้อมูล และใครต้องรับผิดชอบหากธุรกรรมเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบ

 

ปลดล็อกกฎหมายไฟฟ้า เมื่อ Smart Grid ไทยติดกับดักโครงสร้างเดิม

 

TPA จึงเป็นมากกว่าการ “เปิดสายไฟ”

การเปิดโครงข่ายให้บุคคลที่สามใช้ไม่ได้หมายความว่าใครก็สามารถนำไฟฟ้าวิ่งผ่านสายไฟได้ทันที เพราะโครงข่ายไฟฟ้ามีข้อจำกัดทางกายภาพ ทั้งความสามารถของสายส่ง หม้อแปลง สถานีไฟฟ้า และความมั่นคงของระบบ

 

ดังนั้น TPA จำเป็นต้องมีระบบคำนวณและจัดสรร Grid Capacity รวมถึงกติกาว่าใครสามารถเชื่อมต่อได้เมื่อใด และต้องจ่ายค่าบริการเท่าไร กกพ.จึงได้พัฒนาร่าง TPA Code และกลไกค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการใช้และเชื่อมต่อระบบโครงข่าย

 

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะในอนาคต “Grid Capacity” จะกลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ของประเทศไม่ต่างจากพื้นที่อุตสาหกรรมหรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หากมีผู้ผลิตพลังงานสะอาดจำนวนมาก แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบได้ พลังงานเหล่านั้นก็ไม่สามารถกลายเป็นไฟฟ้าที่ซื้อขายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ยิ่งในยุค Data Center และ AI ความต้องการไฟฟ้าขนาดใหญ่กำลังทำให้เรื่อง Grid Capacity กลายเป็นโจทย์การแข่งขันของประเทศโดยตรง การที่ภาครัฐต้องออกมาตรการรองรับการใช้ระบบโครงข่ายของ Data Center และการลงทุนขยายโครงข่าย จึงสะท้อนว่าโครงสร้างไฟฟ้ากำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดความสามารถในการดึงดูดการลงทุนใหม่ของไทย

 

Direct PPA กำลังเป็นบททดสอบว่าโครงสร้างเดิมจะเปิดได้แค่ไหน

หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญที่สุดในปี 2569 คือการผลักดัน Direct PPA หรือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนผ่านระบบ TPA

 

(อ่านรายละเอียด: Direct PPA จากพลังงานสะอาดสำหรับธุรกิจ Data Center และการสนับสนุนของไทย / PDP2026 จับตาโฉมใหม่ไฟไทย 25 ปี พลังงานสะอาด 60% ค่าไฟ 4 บาทกว่า)

 

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 กระทรวงพลังงานรายงานว่า กพช.เห็นชอบการขยายมาตรการ Direct PPA ผ่าน TPA ให้ครอบคลุมทั้ง Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด เพื่อเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดและมุ่งไปสู่การแข่งขันที่เสรีมากขึ้น

 

เรื่องนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะ Direct PPA ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่สามารถจัดหาไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนโดยตรง ขณะที่ระบบโครงข่ายยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ส่งผ่านไฟฟ้า

 

แต่การประกาศนโยบายไม่ได้หมายความว่าตลาดเปิดเสรีแล้วทั้งหมด กกพ.ได้จัดทำร่างหลักเกณฑ์โครงการนำร่อง Direct PPA ผ่าน TPA สำหรับ Data Center และเปิดรับฟังความคิดเห็นในเดือนตุลาคม 2568 ขณะที่ยังมีการออกแบบรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราค่าบริการการใช้และเชื่อมต่อโครงข่าย

 

จึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง “การประกาศนโยบายเปิดตลาด” กับ “การสร้างตลาดที่เปิดใช้งานได้จริง”

 

จุดติดขัดไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “กติกาต่อเนื่อง”

 

เมื่อผู้ผลิตกับผู้ใช้สามารถซื้อขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายได้ สิ่งที่ตามมาคือคำถามเรื่องราคาและต้นทุน ใครเป็นผู้จ่ายค่าระบบส่ง ใครจ่ายค่าระบบจำหน่าย ใครรับผิดชอบต้นทุนการสำรองระบบ ใครรับความเสี่ยงเมื่อการผลิตจาก Solar ไม่เป็นไปตามคาด และใครเป็นผู้รับผิดชอบความไม่สมดุลระหว่างปริมาณไฟฟ้าที่ซื้อขายกับไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง

 

ERC Sandbox แสดงให้เห็นว่าไทยเริ่มทดลองตอบคำถามเหล่านี้แล้ว โดย กกพ.เคยกำหนดอัตรา Wheeling Charge สำหรับการทดสอบไว้ที่ 1.0694 บาทต่อหน่วย ประกอบด้วยต้นทุนบริการเสริมความมั่นคงของระบบ ระบบส่ง ระบบจำหน่าย และค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ

 

สิ่งที่ต้องตระหนักคือ “การเปิดตลาด” ไม่ได้แปลว่าการใช้โครงข่ายฟรี ตรงกันข้าม หากระบบต้องการให้โครงข่ายรองรับผู้เล่นจำนวนมากขึ้น จำเป็นต้องสร้างระบบคิดค่าบริการที่เป็นธรรม โปร่งใส และสะท้อนต้นทุนจริง เพราะหากต้นทุนการใช้โครงข่ายถูกผลักกลับไปให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น ก็อาจเกิดคำถามเรื่องความเป็นธรรมทางพลังงานตามมา

 

Smart Meter และ Data กลายเป็นกฎหมายอีกชั้นที่ต้องปลดล็อก

อีกประเด็นหนึ่งที่สังคมอาจมองข้ามคือ Smart Grid ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยสายไฟและสถานีไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เพราะระบบใหม่ต้องอาศัยข้อมูลแบบละเอียดและรวดเร็ว

 

กกพ.ระบุว่า P2P Energy Trading จำเป็นต้องมี Smart Meter ระบบ ICT ระบบบริหารจัดการพลังงาน และระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้การซื้อขาย การตรวจสอบ และการชำระเงินทำงานได้

 

เมื่อข้อมูลการผลิตและการใช้ไฟฟ้ากลายเป็นองค์ประกอบของตลาด คำถามจึงขยายจาก “ใครเป็นเจ้าของสายไฟ” ไปสู่ “ใครเป็นเจ้าของข้อมูล”

 

ใครสามารถเข้าถึงข้อมูล Smart Meter ได้ ใครสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ ใครสามารถใช้ข้อมูลเพื่อทำ Forecasting ใครเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน API และใครรับผิดชอบหากข้อมูลถูกโจมตีทางไซเบอร์

 

ทั้งหมดนี้ทำให้ Smart Grid เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลในเวลาเดียวกัน

 

VPP และ V2G กำลังท้าทายคำจำกัดความของ “โรงไฟฟ้า”

ความเปลี่ยนแปลงอีกชั้นคือการเกิดขึ้นของ VPP และ V2G เพราะในอดีตโรงไฟฟ้าคือสถานที่ที่ผลิตไฟฟ้า แต่ในระบบใหม่ โรงไฟฟ้าอาจไม่ได้อยู่ในรูปของอาคารหรือโรงผลิตขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว

 

VPP สามารถรวบรวม Solar Rooftop, Battery, EV และทรัพยากรพลังงานขนาดเล็กจำนวนมากเข้าด้วยกัน แล้วควบคุมให้ตอบสนองต่อความต้องการของระบบเสมือนเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ขณะที่ V2G เปิดโอกาสให้รถยนต์ไฟฟ้าจ่ายพลังงานกลับเข้าสู่ระบบ

 

กกพ.ระบุว่า ERC Sandbox มีการทดสอบ V2G และ VPP ของ กฟผ.เพื่อศึกษาการควบคุมและรวบรวมข้อมูลสำหรับการออกแบบกฎระเบียบในอนาคต

 

นี่สะท้อนปัญหาสำคัญว่า เทคโนโลยีบางอย่างเกิดขึ้นเร็วกว่ากฎหมาย เมื่อรถยนต์สามารถเป็นทั้ง “ผู้ใช้ไฟ” และ “แหล่งพลังงาน” คำถามคือกฎหมายควรจัดประเภทมันอย่างไร และหากมีผู้ประกอบการรวบรวมรถยนต์หลายพันคันเข้ามาให้บริการระบบไฟฟ้า ผู้ประกอบการนั้นควรมีใบอนุญาตแบบใด

 

ERC Sandbox กำลังทำหน้าที่เป็น “ห้องทดลองกฎหมาย”

ความจริงที่สำคัญคือประเทศไทยไม่ได้ปล่อยให้เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นโดยไร้การควบคุม แต่กำลังใช้ Sandbox เป็นพื้นที่ทดลองก่อนนำผลลัพธ์ไปออกแบบกฎระเบียบถาวร

 

กกพ.ระบุบทเรียนจาก ERC Sandbox ว่าการเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยทั้งนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน บุคลากร และกฎระเบียบ โดยโครงการทดลองครอบคลุม P2P, VPP, V2G, Energy Storage, TPA และ Corporate PPA

 

แต่ Sandbox ก็สะท้อนข้อจำกัดในตัวเองด้วย เพราะนวัตกรรมที่สามารถทำได้ในพื้นที่ทดลองหรือภายใต้กรอบเฉพาะกิจ อาจยังไม่สามารถขยายไปสู่ตลาดทั้งประเทศได้ทันที

 

นี่คือช่องว่างระหว่าง “ทดลองได้” กับ “ทำได้จริงในระบบเศรษฐกิจ”

หากประเทศไทยต้องการให้ Smart Grid เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ใช่เพียงโครงการนำร่อง กฎเกณฑ์ที่ได้จาก Sandbox จึงต้องถูกนำมาพัฒนาเป็นกติกาถาวรที่ชัดเจนและสามารถรองรับผู้เล่นจำนวนมากได้

 

ปัญหาอีกชั้นคือ บทบาทของผู้ดูแลโครงข่ายในตลาดใหม่

ในระบบเดิม การไฟฟ้าทำหน้าที่ค่อนข้างชัดเจน ตั้งแต่การจัดหาไฟฟ้า ระบบส่ง ระบบจำหน่าย ไปจนถึงการจำหน่ายให้ผู้ใช้ไฟ แต่ในระบบ Smart Grid บทบาทของผู้ดูแลระบบจำหน่าย หรือ Distribution System Operator: DSO จะเปลี่ยนไป

 

DSO ต้องมองเห็นพฤติกรรมของระบบแบบใกล้เคียงเรียลไทม์ ต้องบริหาร Solar, Battery, EV, Demand Response และ VPP ที่เชื่อมต่ออยู่ในพื้นที่ ต้องรับมือกับไฟฟ้าที่ไหลสองทาง และต้องทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้าถึงระบบได้โดยไม่กระทบความมั่นคง

 

ขณะเดียวกัน หากหน่วยงานเดียวกันมีทั้งบทบาทเป็นเจ้าของโครงข่าย ผู้ให้บริการระบบ และมีผลประโยชน์ในกิจกรรมบางประเภทของตลาด ก็จำเป็นต้องมีกติกาเรื่องความโปร่งใส การไม่เลือกปฏิบัติ และการแยกบทบาทอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการรายใหม่

 

ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่าการไฟฟ้าของรัฐเป็น “ผู้ผูกขาดนวัตกรรม” หรือจงใจปิดกั้นผู้เล่นใหม่ แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างว่า เมื่อโครงข่ายกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางของตลาดใหม่ จะออกแบบกติกาอย่างไรให้เจ้าของโครงข่ายสามารถรักษาความมั่นคงของระบบไปพร้อมกับเปิดพื้นที่ให้การแข่งขันและนวัตกรรมเกิดขึ้นได้

 

ดังนั้น “กฎหมายเก่า” ไม่ได้ผิด แต่โลกไฟฟ้าเปลี่ยนไปแล้ว

การมองว่ากฎหมายพลังงานไทยล้าสมัยทั้งหมดอาจง่ายเกินไป เพราะ พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 ได้สร้างระบบกำกับกิจการพลังงานและเปิดช่องให้เกิดการกำกับดูแลระบบโครงข่ายอยู่แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้คือ เทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเดินหน้าเร็วกว่ากระบวนการสร้างกติกา

 

จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่สู่ Distributed Energy Resources จากผู้ใช้ไฟสู่ Prosumer จากไฟฟ้าที่ไหลทางเดียวสู่ไฟฟ้าที่ไหลสองทาง จากใบแจ้งค่าไฟสู่ข้อมูล Smart Meter และจากผู้ซื้อไฟรายเดียวสู่ตลาดที่มีผู้ผลิตและผู้ซื้อหลายประเภท ระบบกฎหมายจึงต้องขยับจากการกำกับ “กิจการไฟฟ้าแบบเดิม” ไปสู่การกำกับ “ระบบนิเวศพลังงาน”

 

7 ชั้นของการปลดล็อก Smart Grid ไทย

หากต้องการให้ Smart Grid เดินหน้าได้จริง การปฏิรูปจึงไม่ควรจบอยู่ที่การแก้กฎหมายเพียงฉบับเดียว แต่ควรเดินหน้าอย่างน้อย 7 ชั้นพร้อมกัน

 

  • ชั้นแรกคือ เปิดโครงข่าย ทำให้ TPA เกิดขึ้นจริงด้วยกติกาที่โปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ

 

  • ชั้นที่สองคือ เปิดข้อมูล กำหนดมาตรฐาน Smart Meter, Data Governance, API, Cybersecurity และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลให้ชัดเจน

 

  • ชั้นที่สามคือ เปิดตลาด พัฒนากลไกซื้อขายและ Settlement ที่รองรับ P2P, VPP, Aggregator และ Corporate PPA

 

  • ชั้นที่สี่คือ ปรับบทบาท DSO จากผู้จำหน่ายไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวไปสู่ผู้บริหารระบบจำหน่ายที่ต้องรองรับทรัพยากรพลังงานกระจายตัวจำนวนมาก

 

  • ชั้นที่ห้าคือ ออกแบบราคาโครงข่ายใหม่ ให้มีค่าบริการที่สะท้อนต้นทุน ทั้ง Wheeling Charge, Connection Charge, Ancillary Service และ Imbalance Charge

 

  • ชั้นที่หกคือ เติมกฎหมายสำหรับผู้เล่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Aggregator, VPP Operator, Energy Trading Platform, Energy Storage และ V2G

 

  • และชั้นที่เจ็ด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด คือ สร้างกติกาแยกบทบาทระหว่างผู้ดูแลโครงข่ายกับการแข่งขันในตลาด เพื่อให้โครงข่ายเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางที่ผู้เล่นใหม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม

 

สิ่งที่ไทยต้องปลดล็อกไม่ใช่แค่ “กฎหมาย” แต่คือโครงสร้าง

ท้ายที่สุดแล้ว โจทย์ Smart Grid ของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีเทคโนโลยีมากพอหรือไม่ เพราะวันนี้ทั้งภาครัฐ การไฟฟ้า มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนกำลังทดลอง Smart Meter, P2P, VPP, V2G, Battery และ TPA อยู่จริง และ กกพ.เองก็มีทั้ง Sandbox และร่างกฎเกณฑ์เพื่อรองรับตลาดรูปแบบใหม่

 

คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ประเทศไทยพร้อมเปลี่ยนโครงสร้างจากระบบที่มีผู้เล่นหลักไม่กี่ราย ไปสู่ระบบที่ผู้ผลิตรายเล็ก ผู้บริโภค แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า แพลตฟอร์มดิจิทัล และผู้รวบรวมพลังงานสามารถเข้ามามีบทบาทได้หรือยัง

 

การผลักดัน Direct PPA ผ่าน TPA ในปี 2569 คือสัญญาณว่าประเทศไทยเริ่มขยับออกจากกรอบเดิม และกำลังทดลองเปิดพื้นที่ให้ตลาดไฟฟ้าสะอาดมีการแข่งขันมากขึ้น แต่การเปิดตลาดอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีทั้งโครงข่ายที่พร้อม กติกาที่ชัดเจน ระบบข้อมูลที่เปิดและปลอดภัย กลไกค่าบริการที่เป็นธรรม และบทบาทของผู้เล่นแต่ละฝ่ายที่ไม่ทับซ้อนกันจนเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์

 

เพราะฉะนั้น หากจะถามว่า “อะไรขวาง Smart Grid ไทย” คำตอบอาจไม่ใช่ “สายไฟไม่พอ” และไม่ใช่ “เทคโนโลยียังไม่พร้อม” แต่คือ ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างสองยุคของระบบไฟฟ้า ยุค Enhanced Single Buyer ที่ออกแบบเพื่อความมั่นคงของระบบ กับยุค Smart Grid ที่ต้องการความยืดหยุ่น การกระจายศูนย์ และการแข่งขัน

 

การปลดล็อกที่แท้จริงจึงไม่ใช่การรื้อระบบเดิมทั้งหมด แต่คือการสร้างกติกาที่ทำให้ “โครงข่ายของประเทศ” สามารถเป็นพื้นที่กลางสำหรับนวัตกรรม โดยยังรักษาความมั่นคง ความเป็นธรรม และผลประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม

 

และนี่คือโจทย์ใหญ่ของนโยบายพลังงานไทยในระยะต่อไปว่า จะเปลี่ยนจาก “ระบบไฟฟ้าที่มี Smart Technology” ไปสู่ “Smart Grid ที่มีกติกาเปิด” ได้เมื่อไร

 

 

 

แหล่งอ้างอิงสำคัญ

กกพ. — พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 กรอบกฎหมายหลักในการกำกับกิจการไฟฟ้าและระบบโครงข่ายพลังงาน

กกพ. — ร่าง TPA Code พ.ศ. 2568 กำหนดแนวทางการเปิดใช้โครงข่ายไฟฟ้าให้บุคคลที่สาม รวมถึง Grid Capacity, Wheeling Charge, Connection และ Imbalance Charge

กกพ. — ERC Sandbox ทดสอบรูปแบบพลังงานใหม่ เช่น P2P Energy Trading, VPP, V2G, TPA, Energy Storage และ Corporate PPA

กระทรวงพลังงาน — มติ กพช. 15 กรกฎาคม 2569 ผลักดัน Direct PPA ผ่าน TPA เพื่อรองรับ Data Center และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าสะอาด

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) — ข้อมูลการพัฒนา Smart Grid รองรับ Solar, Energy Storage, EV และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) — การประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับระบบส่งและ Smart Grid

OECD — วิเคราะห์โครงสร้างรัฐวิสาหกิจและตลาดไฟฟ้าไทย โดยอธิบายบทบาทของ EGAT, MEA และ PEA ภายใต้โครงสร้าง Enhanced Single Buyer

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) — ข้อมูลข้อจำกัดด้าน Grid Capacity และความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการรองรับการลงทุนยุค AI

ข่าวล่าสุด

ป.ป.ช. แถลงเปิดหลักฐานเด็ด 'คดีโกงสอบท้องถิ่น' ล็อกสเปก e-bidding ฟัน 6,012 ราย

ป.ป.ช. แถลงเปิดหลักฐานเด็ด 'คดีโกงสอบท้องถิ่น' ล็อกสเปก e-bidding ฟัน 6,012 ราย