
โยก “ฉัตรชัย” พ้น สมช. เปิดศึกชิงเลขาฯ ใหม่ จับตา 2 นายพลคุมความมั่นคง
ครม.โยก “ฉัตรชัย บางชวด” นั่งปลัดสำนักนายกฯ เปิดเก้าอี้เลขาฯสมช. ท่ามกลางไฟใต้และชายแดนกัมพูชา จับตา 2 นายพล ใครจะกุมทิศทางความมั่นคงไทย ในห้วงเดิมพันสูง?
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติโยกย้ายนายฉัตรชัย บางชวด ออกจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ทำให้เก้าอี้ดังกล่าวว่างลงและเป็นการเปิดศึกชิงตำแหน่งใหม่
- พล.อ. อมฤต บุญสุยา และ พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เป็นนายทหารระดับสูง 2 นายที่ถูกจับตามองในฐานะตัวเต็งสำหรับตำแหน่งเลขาธิการ สมช. คนต่อไป
- การแต่งตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการกำหนดทิศทางนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลว่าจะเน้นแนวทางพลเรือนหรือกลับไปให้น้ำหนักกับมิติทางการทหาร
การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเพียงหนึ่งตำแหน่ง อาจกำลังเปลี่ยนสมการความมั่นคงของรัฐบาลทั้งระบบ
เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ไปดำรงตำแหน่ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ซึ่งจะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายนนี้
ผลที่ตามมาไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่คือการเปิดเก้าอี้ เลขาธิการ สมช. ในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ความมั่นคงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครจะมาแทนฉัตรชัย” แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลกำลังจะเลือกใช้แนวทางความมั่นคงแบบใดต่อจากนี้
ปิดฉาก “ลูกหม้อ” สมช. หลังขึ้นเบอร์หนึ่งเพียง 2 ปี
นายฉัตรชัยถือเป็นข้าราชการพลเรือนสายความมั่นคงที่เติบโตขึ้นมาจากภายใน สมช. โดยตรง
เส้นทางราชการผ่านทั้งงานผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงภายใน ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนความมั่นคง รวมถึงบทบาทหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนขึ้นเป็นเลขาธิการ สมช. คนที่ 25 เมื่อปี 2567
การขึ้นสู่ตำแหน่งครั้งนั้นมีความหมายในเชิงโครงสร้าง เพราะนายฉัตรชัยเป็นข้าราชการพลเรือนที่ขึ้นมาคุม สมช. หลังตำแหน่งดังกล่าวอยู่ภายใต้บุคลากรจากสายความมั่นคงอื่นมาเป็นเวลานาน
แต่หลังทำหน้าที่ประมาณ 2 ปี นายฉัตรชัยถูกโยกไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะเหลืออายุราชการอีกประมาณ 1 ปี ก่อนเกษียณในปี 2570
การขยับครั้งนี้จึงทำให้ “ตึกแดง” ซึ่งเป็นที่ตั้งของ สมช. กลับเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง
สองนายพลในกระแส ใครจะเข้าสู่ตึกแดง
ท่ามกลางการจัดวางกำลังใหม่ มีชื่อของนายทหารระดับพลเอกสองคนถูกจับตามองว่าอาจเป็นตัวเลือกสำหรับตำแหน่งเลขาธิการ สมช. คนใหม่ คือ พล.อ.อมฤต บุญสุยา และ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์
อย่างไรก็ตาม ในข้อมูลที่ปรากฏขณะนี้ยังเป็นเพียงกระแสและรายงานการจับตา ยังไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
“พล.อ.อมฤต” เส้นทางทหารเสือฯ กับอนาคต ผบ.ทบ.
พล.อ.อมฤต หรือ “บิ๊กใหญ่” ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เตรียมทหารรุ่นที่ 27 และ จปร.38 มีอายุราชการถึงปี 2572
เส้นทางเติบโตมาจากสาย “ทหารเสือราชินี” ผ่านตำแหน่งสำคัญทั้งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ แม่ทัพน้อยที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 1
ช่วงดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 พล.อ.อมฤตมีบทบาทต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว แนวทางที่ปรากฏในข้อมูลคือการใช้กำลังควบคู่การเจรจา หลีกเลี่ยงการปะทะ และวางมาตรการป้องกันพื้นที่
แม้บางช่วงจะถูกวิจารณ์เรื่องความเด็ดขาด แต่กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบและเข้มแข็ง
อีกด้านหนึ่ง พล.อ.อมฤตยังถูกจับตาในเส้นทางกองทัพว่าอาจเป็นหนึ่งในผู้มีโอกาสขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี 2570
หากชื่อนี้ถูกเลือกให้เข้าสู่ สมช. จริง ตำแหน่งนี้จึงอาจกลายเป็นทั้งเวทีบริหารความมั่นคงระดับชาติ และจุดเชื่อมต่อสำคัญในเส้นทางสู่ผู้นำกองทัพ
“พล.อ.ชัยพฤกษ์” สายยุทธการ ใกล้ชิดกลไกรัฐบาล
อีกชื่อคือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ หรือ “เสธ.ปูด้วง” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบก เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 รุ่นเดียวกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก
จุดเด่นของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ คือการเติบโตจากสายงานยุทธการของกองทัพบกโดยตรง ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เลขาธิการ กอ.รมน. ซึ่งต้องประสานงานกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
ภาพลักษณ์การทำงานของ พล.อ.ชัยพฤกษ์แตกต่างจาก พล.อ.อมฤตอย่างชัดเจน เพราะเน้นความเด็ดขาดและการตอบโต้เชิงรุก
ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เขาเคยประกาศเป้าหมายให้ฝ่ายตรงข้ามสูญเสียขีดความสามารถทางทหารในระยะยาว ขณะที่ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีท่าทีสนับสนุนการปรับยุทธวิธีให้ฝ่ายทหารเป็นฝ่ายรุกมากขึ้น
ข้อมูลที่ให้มายังระบุถึงกระแสข่าวว่า นายอนุทินได้หารือกับ พล.อ.พนา ถึงความเป็นไปได้ในการทาบทาม พล.อ.ชัยพฤกษ์ มารับตำแหน่งเลขาธิการ สมช. โดยเจ้าตัวมีท่าทีพร้อมรับภารกิจหากได้รับมอบหมาย
เก้าอี้ สมช. มากกว่าการโยกย้าย แต่คือการเลือก “แนวคิด”
จุดสำคัญของการเปลี่ยนตัวเลขาธิการ สมช. จึงไม่ได้อยู่เพียงประวัติของผู้ที่จะเข้ามานั่งเก้าอี้ แต่คือแนวคิดในการบริหารความมั่นคงของรัฐบาล
ยุคของนายฉัตรชัยสะท้อนภาพการใช้ข้าราชการพลเรือนสายความมั่นคงที่เติบโตจากงานนโยบาย การประสานงาน และกระบวนการพูดคุย โดยเฉพาะปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
แต่หากผู้มารับตำแหน่งคนต่อไปเป็นนายทหารระดับพลเอก ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ชัยพฤกษ์ หรือ พล.อ.อมฤต ภาพของ สมช. อาจเปลี่ยนไปสู่การให้น้ำหนักกับมิติทางทหารและการจัดการเชิงยุทธการมากขึ้น
จุดนี้มีความสำคัญ เพราะ สมช. ไม่ใช่หน่วยรบ หากเป็นกลไกระดับนโยบายที่มีหน้าที่เชื่อมรัฐบาล กองทัพ หน่วยข่าว และหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าด้วยกัน
การเลือกผู้บริหารจึงเท่ากับการเลือก “เลนส์” ที่รัฐบาลจะใช้มองภัยความมั่นคงของประเทศ
อีกโจทย์คือขวัญกำลังใจ “คนใน สมช.”
นอกเหนือจากมิติทางยุทธศาสตร์ ยังมีคำถามภายในระบบราชการ
ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ถือเป็นปลายทางสำคัญของข้าราชการที่เติบโตมาจากหน่วยงานแห่งนี้ แต่ในหลายช่วงที่ผ่านมา ตำแหน่งดังกล่าวถูกใช้รองรับนายทหารหรือนายตำรวจระดับสูงจากภายนอก
การที่นายฉัตรชัย ซึ่งเป็น “ลูกหม้อ” ถูกโยกออกไป และมีชื่อของนายทหารระดับพลเอกเข้ามาเป็นตัวเต็ง ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า เส้นทางเติบโตของข้าราชการพลเรือนใน สมช. จะยังเปิดกว้างเพียงใด
เพราะหากตำแหน่งสูงสุดถูกนำมาใช้เป็นพื้นที่จัดวางบุคลากรจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดเฉพาะกับการบริหาร แต่รวมถึงขวัญกำลังใจและแรงจูงใจของคนทำงานภายในองค์กร
ใครนั่ง สมช. คือสัญญาณทิศทางรัฐบาล
จากนี้จึงต้องจับตาว่า รัฐบาลนายอนุทินจะเลือกใครเข้ามาคุม สมช.
- หากเป็น พล.อ.ชัยพฤกษ์ น้ำหนักอาจสะท้อนไปทางนายทหารสายยุทธการ ซึ่งมีประสบการณ์ประสานกลไกรัฐบาลและมีท่าทีแข็งกร้าวต่อภัยความมั่นคง
- หากเป็น พล.อ.อมฤต ก็จะสะท้อนอีกทางเลือกหนึ่ง คือขุนพลที่มีประสบการณ์คุมกำลังในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และยังมีเส้นทางเติบโตในกองทัพอีกหลายปี
แต่ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นชื่อใด การเปลี่ยนตัวเลขาธิการ สมช. ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ทุกการตัดสินใจด้านความมั่นคงมีต้นทุนสูงกว่าปกติ
เพราะบนโต๊ะของเลขาธิการ สมช. คนใหม่ ไม่ได้มีเพียงเอกสารแต่งตั้งรออยู่ หากมีทั้งชายแดนไทย-กัมพูชา ไฟใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ และคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะใช้ “การเมืองนำความมั่นคง” หรือปล่อยให้น้ำหนักของสถานการณ์พากลไกรัฐกลับเข้าสู่โหมด “ทหารนำ” อีกครั้ง







