posttoday
โยก “ฉัตรชัย” พ้น สมช. เปิดศึกชิงเลขาฯ ใหม่ จับตา 2 นายพลคุมความมั่นคง

โยก “ฉัตรชัย” พ้น สมช. เปิดศึกชิงเลขาฯ ใหม่ จับตา 2 นายพลคุมความมั่นคง

25 สิงหาคม 2569

ครม.โยก “ฉัตรชัย บางชวด” นั่งปลัดสำนักนายกฯ เปิดเก้าอี้เลขาฯสมช. ท่ามกลางไฟใต้และชายแดนกัมพูชา จับตา 2 นายพล ใครจะกุมทิศทางความมั่นคงไทย ในห้วงเดิมพันสูง?

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรีมีมติโยกย้ายนายฉัตรชัย บางชวด ออกจากตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ทำให้เก้าอี้ดังกล่าวว่างลงและเป็นการเปิดศึกชิงตำแหน่งใหม่
  • พล.อ. อมฤต บุญสุยา และ พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เป็นนายทหารระดับสูง 2 นายที่ถูกจับตามองในฐานะตัวเต็งสำหรับตำแหน่งเลขาธิการ สมช. คนต่อไป
  • การแต่งตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการกำหนดทิศทางนโยบายความมั่นคงของรัฐบาลว่าจะเน้นแนวทางพลเรือนหรือกลับไปให้น้ำหนักกับมิติทางการทหาร

การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเพียงหนึ่งตำแหน่ง อาจกำลังเปลี่ยนสมการความมั่นคงของรัฐบาลทั้งระบบ

เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 25 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ไปดำรงตำแหน่ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ซึ่งจะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายนนี้

 

ผลที่ตามมาไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่คือการเปิดเก้าอี้ เลขาธิการ สมช. ในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ความมั่นคงหลายด้านพร้อมกัน ทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครจะมาแทนฉัตรชัย” แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลกำลังจะเลือกใช้แนวทางความมั่นคงแบบใดต่อจากนี้

 

ปิดฉาก “ลูกหม้อ” สมช. หลังขึ้นเบอร์หนึ่งเพียง 2 ปี
นายฉัตรชัยถือเป็นข้าราชการพลเรือนสายความมั่นคงที่เติบโตขึ้นมาจากภายใน สมช. โดยตรง

 

เส้นทางราชการผ่านทั้งงานผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงภายใน ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนความมั่นคง รวมถึงบทบาทหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนขึ้นเป็นเลขาธิการ สมช. คนที่ 25 เมื่อปี 2567

 

โยก “ฉัตรชัย” พ้น สมช. เปิดศึกชิงเลขาฯ ใหม่ จับตา 2 นายพลคุมความมั่นคง

 

การขึ้นสู่ตำแหน่งครั้งนั้นมีความหมายในเชิงโครงสร้าง เพราะนายฉัตรชัยเป็นข้าราชการพลเรือนที่ขึ้นมาคุม สมช. หลังตำแหน่งดังกล่าวอยู่ภายใต้บุคลากรจากสายความมั่นคงอื่นมาเป็นเวลานาน

 

แต่หลังทำหน้าที่ประมาณ 2 ปี นายฉัตรชัยถูกโยกไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะเหลืออายุราชการอีกประมาณ 1 ปี ก่อนเกษียณในปี 2570

 

การขยับครั้งนี้จึงทำให้ “ตึกแดง” ซึ่งเป็นที่ตั้งของ สมช. กลับเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง

 

สองนายพลในกระแส ใครจะเข้าสู่ตึกแดง

ท่ามกลางการจัดวางกำลังใหม่ มีชื่อของนายทหารระดับพลเอกสองคนถูกจับตามองว่าอาจเป็นตัวเลือกสำหรับตำแหน่งเลขาธิการ สมช. คนใหม่ คือ พล.อ.อมฤต บุญสุยา และ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์

อย่างไรก็ตาม ในข้อมูลที่ปรากฏขณะนี้ยังเป็นเพียงกระแสและรายงานการจับตา ยังไม่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

 

“พล.อ.อมฤต” เส้นทางทหารเสือฯ กับอนาคต ผบ.ทบ.

พล.อ.อมฤต หรือ “บิ๊กใหญ่” ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เตรียมทหารรุ่นที่ 27 และ จปร.38 มีอายุราชการถึงปี 2572

 

เส้นทางเติบโตมาจากสาย “ทหารเสือราชินี” ผ่านตำแหน่งสำคัญทั้งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ แม่ทัพน้อยที่ 1 และแม่ทัพภาคที่ 1

 

พล.อ.อมฤต บุญสุยา

 

ช่วงดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 พล.อ.อมฤตมีบทบาทต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว แนวทางที่ปรากฏในข้อมูลคือการใช้กำลังควบคู่การเจรจา หลีกเลี่ยงการปะทะ และวางมาตรการป้องกันพื้นที่

แม้บางช่วงจะถูกวิจารณ์เรื่องความเด็ดขาด แต่กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบและเข้มแข็ง

 

อีกด้านหนึ่ง พล.อ.อมฤตยังถูกจับตาในเส้นทางกองทัพว่าอาจเป็นหนึ่งในผู้มีโอกาสขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี 2570

 

หากชื่อนี้ถูกเลือกให้เข้าสู่ สมช. จริง ตำแหน่งนี้จึงอาจกลายเป็นทั้งเวทีบริหารความมั่นคงระดับชาติ และจุดเชื่อมต่อสำคัญในเส้นทางสู่ผู้นำกองทัพ

 

 

“พล.อ.ชัยพฤกษ์” สายยุทธการ ใกล้ชิดกลไกรัฐบาล

 

อีกชื่อคือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ หรือ “เสธ.ปูด้วง” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบก เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 รุ่นเดียวกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก

 

จุดเด่นของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ คือการเติบโตจากสายงานยุทธการของกองทัพบกโดยตรง ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เลขาธิการ กอ.รมน. ซึ่งต้องประสานงานกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

 

 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์

 

ภาพลักษณ์การทำงานของ พล.อ.ชัยพฤกษ์แตกต่างจาก พล.อ.อมฤตอย่างชัดเจน เพราะเน้นความเด็ดขาดและการตอบโต้เชิงรุก

 

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เขาเคยประกาศเป้าหมายให้ฝ่ายตรงข้ามสูญเสียขีดความสามารถทางทหารในระยะยาว ขณะที่ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีท่าทีสนับสนุนการปรับยุทธวิธีให้ฝ่ายทหารเป็นฝ่ายรุกมากขึ้น

 

ข้อมูลที่ให้มายังระบุถึงกระแสข่าวว่า นายอนุทินได้หารือกับ พล.อ.พนา ถึงความเป็นไปได้ในการทาบทาม พล.อ.ชัยพฤกษ์ มารับตำแหน่งเลขาธิการ สมช. โดยเจ้าตัวมีท่าทีพร้อมรับภารกิจหากได้รับมอบหมาย

 

 

เก้าอี้ สมช. มากกว่าการโยกย้าย แต่คือการเลือก “แนวคิด”

 

จุดสำคัญของการเปลี่ยนตัวเลขาธิการ สมช. จึงไม่ได้อยู่เพียงประวัติของผู้ที่จะเข้ามานั่งเก้าอี้ แต่คือแนวคิดในการบริหารความมั่นคงของรัฐบาล

 

ยุคของนายฉัตรชัยสะท้อนภาพการใช้ข้าราชการพลเรือนสายความมั่นคงที่เติบโตจากงานนโยบาย การประสานงาน และกระบวนการพูดคุย โดยเฉพาะปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

 

แต่หากผู้มารับตำแหน่งคนต่อไปเป็นนายทหารระดับพลเอก ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ชัยพฤกษ์ หรือ พล.อ.อมฤต ภาพของ สมช. อาจเปลี่ยนไปสู่การให้น้ำหนักกับมิติทางทหารและการจัดการเชิงยุทธการมากขึ้น

 

จุดนี้มีความสำคัญ เพราะ สมช. ไม่ใช่หน่วยรบ หากเป็นกลไกระดับนโยบายที่มีหน้าที่เชื่อมรัฐบาล กองทัพ หน่วยข่าว และหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าด้วยกัน

การเลือกผู้บริหารจึงเท่ากับการเลือก “เลนส์” ที่รัฐบาลจะใช้มองภัยความมั่นคงของประเทศ

 

อีกโจทย์คือขวัญกำลังใจ “คนใน สมช.”
นอกเหนือจากมิติทางยุทธศาสตร์ ยังมีคำถามภายในระบบราชการ

 

ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ถือเป็นปลายทางสำคัญของข้าราชการที่เติบโตมาจากหน่วยงานแห่งนี้ แต่ในหลายช่วงที่ผ่านมา ตำแหน่งดังกล่าวถูกใช้รองรับนายทหารหรือนายตำรวจระดับสูงจากภายนอก

 

การที่นายฉัตรชัย ซึ่งเป็น “ลูกหม้อ” ถูกโยกออกไป และมีชื่อของนายทหารระดับพลเอกเข้ามาเป็นตัวเต็ง ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า เส้นทางเติบโตของข้าราชการพลเรือนใน สมช. จะยังเปิดกว้างเพียงใด

 

เพราะหากตำแหน่งสูงสุดถูกนำมาใช้เป็นพื้นที่จัดวางบุคลากรจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดเฉพาะกับการบริหาร แต่รวมถึงขวัญกำลังใจและแรงจูงใจของคนทำงานภายในองค์กร

 

ใครนั่ง สมช. คือสัญญาณทิศทางรัฐบาล
จากนี้จึงต้องจับตาว่า รัฐบาลนายอนุทินจะเลือกใครเข้ามาคุม สมช.

 

  • หากเป็น พล.อ.ชัยพฤกษ์ น้ำหนักอาจสะท้อนไปทางนายทหารสายยุทธการ ซึ่งมีประสบการณ์ประสานกลไกรัฐบาลและมีท่าทีแข็งกร้าวต่อภัยความมั่นคง
  • หากเป็น พล.อ.อมฤต ก็จะสะท้อนอีกทางเลือกหนึ่ง คือขุนพลที่มีประสบการณ์คุมกำลังในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และยังมีเส้นทางเติบโตในกองทัพอีกหลายปี

 

แต่ไม่ว่าคำตอบสุดท้ายจะเป็นชื่อใด การเปลี่ยนตัวเลขาธิการ สมช. ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ทุกการตัดสินใจด้านความมั่นคงมีต้นทุนสูงกว่าปกติ

 

เพราะบนโต๊ะของเลขาธิการ สมช. คนใหม่ ไม่ได้มีเพียงเอกสารแต่งตั้งรออยู่ หากมีทั้งชายแดนไทย-กัมพูชา ไฟใต้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ และคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะใช้ “การเมืองนำความมั่นคง” หรือปล่อยให้น้ำหนักของสถานการณ์พากลไกรัฐกลับเข้าสู่โหมด “ทหารนำ” อีกครั้ง


 

ข่าวล่าสุด

ป.ป.ช. แถลงเปิดหลักฐานเด็ด 'คดีโกงสอบท้องถิ่น' ล็อกสเปก e-bidding ฟัน 6,012 ราย

ป.ป.ช. แถลงเปิดหลักฐานเด็ด 'คดีโกงสอบท้องถิ่น' ล็อกสเปก e-bidding ฟัน 6,012 ราย