
ถึงยุคที่ "พ่อแม่" อนุญาตให้ AI กลายเป็น “พ่อแม่สำรอง” แล้ว?
สำรวจความสัมพันธ์ “พ่อแม่–ลูก–AI” เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้หยุดแค่ช่วยทำการบ้านหรือจัดตาราง แต่พ่อแม่บางคนเริ่มสร้าง AI ให้คิดและตอบคล้ายตัวเอง เพื่อให้ลูกพูดคุยเวลาที่ตัวจริงไม่อยู่
KEY
POINTS
- AI กำลังเข้าไปอยู่ในครอบครัวหลายรูปแบบ ตั้งแต่ช่วยจัดการตาราง การเรียน ไปจนถึงช่วยพ่อแม่รับมือกับการเลี้ยงลูก ขณะที่มีกรณีพ่อแม่สร้าง AI จำลองตัวเอง ให้ลูกพูดคุยเวลาที่ไม่อยู่อีกด้วย
- งานวิจัยปี 2569 พบว่า การใช้ AI ในครอบครัวเกี่ยวข้องทั้งกับ พ่อแม่มอง AI อย่างไร ต้องการให้ AI ทำหน้าที่อะไร และจะกำกับการใช้ของลูกอย่างไร
- เมื่อ AI เริ่มขยับจากเครื่องมือไปสู่การเป็น “คนคุย” ของเด็ก คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า AI ปลอดภัยหรือไม่ แต่รวมถึง พ่อแม่จะรักษาพื้นที่ที่ลูกยังอยากกลับมาคุยกับมนุษย์จริง ๆ ได้อย่างไร
ในยุคที่ AI เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนรวมถึงเด็กและเยาวชน
คำถามของพ่อแม่หลายครอบครัว เริ่มจาก “ควรให้ลูกใช้ AI ทำการบ้านหรือไม่?”
แต่นั่นเป็นคำถามที่ง่ายไปแล้ว เพราะในปี 2569 คำถามนั้นเหมือนว่าจะไม่เพียงพอ!
Business Insider รายงานเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ถึงปรากฏการณ์ที่ AI กำลังเข้าไปอยู่ในชีวิตครอบครัว เริ่มตั้งแต่ช่วยวางแผนอาหาร คัดอีเมลสำคัญจากโรงเรียน จัดการตารางกิจกรรม ไปจนถึงอุปกรณ์ AI ที่สามารถฟังบทสนทนาระหว่างพ่อแม่กับลูก วิเคราะห์น้ำเสียงของลูก และเสนอคำแนะนำว่าพ่อแม่ควรตอบสนองอย่างไร
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ นอกเหนือจากเทรนด์ AI ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาระของพ่อแม่ยุคใหม่เมื่อมี AI เข้ามาจัดการ ก็นับว่าสะดวกดีไม่น้อย ทั้งลดเวลา ลดภาระที่ต้องคิด และบอกกับตัวเองว่า ‘จะได้เอาเวลาไปทำอะไรที่จำเป็น’
แต่การพัฒนา AI รุดหน้าเร็ว .. นอกจากเครื่องมืออำนวยความสะดวก สิ่งที่น่ากังวลและจับตาเป็นพิเศษคือ มันเริ่มรุกเข้ามาทั้งเรื่องการสื่อสาร อารมณ์ และความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก ซึ่งทำให้เรื่องเริ่มซับซ้อนมากขึ้น!
เมื่อแม่สร้าง “ตัวเองอีกคน” ไว้ให้ลูกคุย
หนึ่งในกรณีที่ Business Insider นำเสนอและน่าสนใจมากๆ คือกรณีของ ซาราห์ บาลดิโอ (Sarah Baldeo) นักประสาทวิทยา ซึ่งต้องเดินทางทำงานบ่อย และมีลูกชายวัย 15 ปี
เธอสร้าง AI ที่จำลองตัวเอง โดยป้อนข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิก ค่านิยม กฎของครอบครัว ปัญหาที่พบในการเลี้ยงลูก รวมถึงภาพข้อความสนทนาระหว่างแม่กับลูก เพื่อให้ AI เรียนรู้ว่า หากลูกมีปัญหา “ถ้าเป็นแม่ จะคิดและตอบอย่างไร”
เมื่อตัวจริงไม่สะดวกคุย ลูกจึงสามารถขอคำแนะนำจาก “AI เวอร์ชันแม่” ได้ เช่น ลูกควรพูดกับครูอย่างไรเมื่อรู้สึกว่าได้รับงานมากเกินไป
อ่านดูตอนแรก ก็รู้สึกว่า "ล้ำ" ไม่น้อย
แต่ทว่า ลูกชายกลับ "ล้ำ" มากกว่า!
เพราะเขาค้นพบวิธีใช้งานที่แม่ไม่ได้คาดคิด
เช่น เมื่ออยากออกไปเที่ยวร้านกาแฟในช่วงเย็น แต่รู้ว่าแม่ลังเลไม่อยากให้ไป เขาจึงถาม “AI แม่” ว่าควรพูดอย่างไรให้แม่ตัวจริงยอม
AI ก็เลยนำค่านิยมของแม่ที่ถูกป้อนเอาไว้มาช่วยสร้างเหตุผลให้ตรงกับสิ่งที่แม่ให้ความสำคัญ ลูกนำเหตุผลนั้นไปคุยกับแม่และในที่สุดก็ได้รับอนุญาต!
บาลดิโอ เพิ่งมารู้ภายหลังจากประวัติการสนทนาว่า ลูกใช้ AI ที่เธอสร้างขึ้นเพื่อทำความเข้าใจวิธีคิดของเธอ ก่อนนำกลับมาโน้มน้าวเธอเอง
โดยเธอยอมรับว่าปฏิกิริยาแรก คือ ความรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเองถูกโน้มน้าวด้วยเหตุผลของตัวเอง ก่อนจะมองว่านี่เป็นสิ่งที่เธอไม่คาดคิดตอนสร้างระบบนี้ขึ้นมา
เคสนี้อาจดูเป็นเรื่องสนุกที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด
แต่ถ้ามองดูดีๆ มันเต็มไปด้วยคำถามที่ใหญ่และเปราะบางกว่ามาก
เพราะถ้า AI รู้จักกฎ ค่านิยม และวิธีคิดของพ่อแม่ จนสามารถพูดกับลูกแทนเราได้
AI มันยังเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการเลี้ยงดูลูก หรือ เราเริ่มมอบบทบาทบางส่วนของ “พ่อแม่” ให้มัน? และมันกำลังเป็น "พ่อแม่" แทนเรา!
ไม่ได้มีแค่ “AI แม่”
กรณีดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในหลายกรณีที่เจอ
Business Insider พบการใช้ AI ของพ่อแม่ในหลายๆ กรณีแตกต่างกันไป ตั้งแต่พ่อแม่ที่ใช้ AI ช่วยวางตารางงานพื้นฐาน และในบางกรณีก็กลายเป็นที่ปรึกษาการเลี้ยงลูกด้วย เช่น วางแผนอาหาร วางแผนการเสริมสร้างพัฒนาการลูก
ไปจนถึงพ่อที่สนใจอุปกรณ์ AI ที่สามารถฟังและวิเคราะห์บทสนทนากับลูก ปฏิกิริยาของลูก รวมทั้งให้คำแนะนำว่าควรตอบสนองอย่างไร
เราอนุญาตให้ AI ทำหน้าที่อะไรในครอบครัว?
เมื่อก่อนเรามองแค่ AI เป็นเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก แต่ความชาญฉลาดของ AI ผิดแผกไปจากเทคโนโลยีที่เราเคยเจอมาในชีวิตนี้ก็ว่าได้!
เพราะมันฉลาด มันประมวลผล เชื่อมโยง และคิดได้เอง
เพราะฉะนั้นอาจจะถึงเวลาที่ก่อนจะใช้ AI ต่อจากนี้ พ่อแม่ต้องตั้งเป้าจากคำถามนี้ก่อนว่า
เราอนุญาตให้ AI ทำหน้าที่อะไรในครอบครัว?
คำถามนี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Family Process เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 เรื่อง A Process Framework of Family AI Use in Early Education and Care ซึ่งสัมภาษณ์เชิงลึกพ่อแม่ 16 คน ที่มีลูกวัยสถานรับเลี้ยงเด็กหรืออนุบาลใน 9 เมืองของจีน
นักวิจัยพบว่า การตัดสินใจนำ AI มาใช้ในครอบครัวไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ใช้หรือไม่ใช้” แต่มี 3 เรื่องที่ต้องเคลียร์ให้ชัดก่อน ได้แก่
- พ่อแม่เชื่อและมอง AI อย่างไร
- ต้องการให้ AI ทำหน้าที่อะไร
- จะกำกับการใช้ AI ของลูกอย่างไร
เช่น หากพ่อแม่มอง AI เป็นเพียง เครื่องมือ ก็อาจเลือกให้มันช่วยจัดการงาน ช่วยหาข้อมูล หรือสนับสนุนการเรียนรู้ของลูก โดยที่พ่อแม่ยังเป็นผู้ตัดสินใจและมีส่วนร่วม
แต่หากเริ่มมอบหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ การดูแล การให้คำแนะนำ หรือการตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ให้ AI มากขึ้น ก็ควรจะให้ความสำคัญกับการกำกับการใช้ AI เพิ่มขึ้นไปด้วยว่า ลูกใช้ AI เมื่อไร ใช้เรื่องอะไร พ่อแม่รับรู้หรือมีส่วนร่วมแค่ไหน และมีพื้นที่ใดบ้างที่ต้องการให้พ่อแม่ทำเท่านั้น
ทั้งนี้ พ่อแม่ในการศึกษาชิ้นนี้ใช้ AI หลากหลายมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ พวกเขาไม่ได้มองว่า เมื่อ AI ทำอะไรได้มากขึ้น พ่อแม่ก็จะดูแลลูกน้อยลงแต่อย่างใด
งานวิจัยพบว่าพ่อแม่ยังให้ความสำคัญกับบทบาทของมนุษย์ โดยเฉพาะการให้ความรัก ความมั่นคงทางอารมณ์ การเป็นแบบอย่าง และการมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขามองว่า AI ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้
5 คำถามสำรวจ “พ่อแม่–ลูก–AI” ในบ้านของเรา
จากปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น พ่อแม่อาจลองสำรวจการใช้ AI ง่ายๆ ในครอบครัวผ่าน 5 คำถาม สำคัญ
1. เราใช้ AI เพื่อลดงาน หรือกำลังใช้มันเพื่อลดเวลาที่ต้องอยู่กับลูก?
ยกตัวอย่างเช่น ให้ AI ช่วยคัดอีเมลโรงเรียน วางแผนอาหาร หรือจัดตารางกิจกรรม เป็นการลดภาระงาน และบางคนก็เอาเวลาที่ลดลงมาอยู่กับลูกให้มากขึ้น
แต่หากให้ AI รับฟัง พูดคุย หรือให้คำแนะนำกับลูกแทนเรา เป็นการใช้งานคนละแบบกัน และนั่นอาจทำให้เราลดเวลาที่ต้องอยู่กับลูกด้วย
2. เวลาเด็กใช้ AI เราเคยเข้าไปใช้ด้วยกันหรือไม่?
แทนที่จะรู้เพียงว่าลูกใช้ AI หรือไม่? พ่อแม่อาจลองตั้งคำถามเดียวกันกับ AI ของตัวเอง แล้วดูคำตอบไปด้วยกัน
วิธีนี้เปิดพื้นที่ให้เด็กและผู้ใหญ่คุยกันได้ว่า AI ตอบถูกหรือไม่ เชื่ออะไรได้แค่ไหน ข้อมูลอะไรไม่ควรป้อนเข้าไป และเรื่องใดที่ควรกลับไปถามครู ผู้เชี่ยวชาญ หรือมนุษย์จริงๆ
3. ลูกกำลังเอาเรื่องอะไรไปคุยกับ AI?
สิ่งนี้พ่อแม่ควรจะรู้ เช่น ถามการบ้าน หาความหมายศัพท์ หรือช่วยคิดไอเดีย เป็นเรื่องหนึ่ง
แต่ถ้าเริ่มเป็นเรื่อง ความเหงา ความกลัว ความรัก ความสัมพันธ์ หรือปัญหาที่ไม่กล้าบอกใคร บทบาทของ AI จะแตกต่างออกไป
เพราะมันไม่ได้เป็นเพียงแหล่งข้อมูล แต่เริ่มกลายเป็น “คนที่เด็กไปหาเมื่อต้องการคำแนะนำหรือการปลอบใจ” และ AI ก็ทำหน้าที่ “พื้นที่ปลอดภัย” ดีเสียด้วย
หลายครั้งที่ความคิดเห็นบนโซเชียลมีเดีย ระบุว่า การพูดคุยกับ AI ทำให้พวกเขารู้สึกว่าปลอดภัย เพราะไม่ได้ถูกตัดสิน
สอดคล้องกับรายงานจาก UNICEF ระบุไว้ใน When AI becomes a friend เดือนมิถุนายน 2569 ว่า เด็กและเยาวชนกำลังพึ่งพา AI chatbot ไม่เพียงเพื่อหาข้อมูล เรียนรู้ หรือใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังใช้เพื่อ ขอคำแนะนำ ขอการสนับสนุน และบางครั้งถึงขั้นสร้างความสัมพันธ์กับ AI ด้วย
ทั้งนี้ UNICEF เสนอว่า การรับมือไม่ควรรอจนเด็กได้รับอันตรายแล้วค่อยแก้ แต่ต้องมีการป้องกันตั้งแต่ต้น โดยความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่เด็กหรือพ่อแม่เพียงฝ่ายเดียว แต่ครอบคลุมทั้งรัฐบาล บริษัทเทคโนโลยี โรงเรียน และชุมชนด้วย
4. ถ้าลูกเลือกถาม AI แทนเรา เรารู้ไหมว่าเพราะอะไร?
จากคำถามที่ 3 หากคำตอบชัดเจนว่าลูกถามเรื่องลึกๆ ที่ไม่เคยพูดกับพ่อแม่ ตรงนี้อาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่ง! ว่าทำไมลูกถึงเลือกถาม AI แทนเรา
5. AI กำลังช่วยเราเป็นพ่อแม่ หรือ กำลังทำหน้าที่พ่อแม่แทนเรา?
คำถามนี้สำคัญที่สุด
บางครั้งการใช้ AI ช่วยพ่อแม่คิดก่อนคุยกับลูก ยังมีช่วงเวลาที่พ่อแม่กลับไปสร้างความสัมพันธ์กับลูกเองได้บ้าง
แต่ถ้าล้ำเส้นไปจน เราป้อนบุคลิก ค่านิยม กฎ และวิธีคิดของตัวเองลงไป แล้วเปิดให้ลูกพูดกับ AI ตัวนั้นในเวลาที่เราไม่อยู่ อย่างเช่นกรณีของซาราห์ บาลดิโอ บทบาทของเทคโนโลยีก็เข้าใกล้พื้นที่ของความเป็น “พ่อแม่ตัวสำรอง” มากยิ่งขึ้น
“พ่อแม่” ก็ผิดได้ ไม่ต้องมีคำตอบที่ถูกทุกครั้ง
เมื่อมี AI และลูกสามารถตรวจสอบสิ่งที่เราตอบผ่าน AI ได้ ความกดดันย่อมเกิดขึ้น เหมือนว่าพ่อแม่ต้องรู้มากกว่า หรือมีคำตอบที่ถูกต้องให้ลูกเสมอ ..
จนบางครั้งเราปล่อยให้ลูกใช้ AI เพราะคิดว่าเราเองตอบไม่ได้
แต่บางที การตอบได้ทุกคำถาม อาจไม่ใช่สิ่งที่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกต้องการ
AI มีข้อได้เปรียบที่มนุษย์ไม่มี มันพร้อมคุยแทบตลอดเวลา ไม่เหนื่อย และเด็กสามารถถามคำถามเดิมซ้ำๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าอีกฝ่ายจะเบื่อ และมันมีทุกคำตอบตราบใดที่ข้อมูลบนโลกนี้ไม่จบสิ้น
พ่อแม่ตัวจริงไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น
การพูดว่า “เรื่องนี้แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ลองหาคำตอบด้วยกันไหม” หรือ “เมื่อกี้พ่ออาจเข้าใจผิด เล่าให้ฟังอีกทีได้ไหม” อาจไม่ได้ทำให้ความเป็นพ่อแม่ลดลง
ตรงกันข้าม มันอาจกำลังสอนสิ่งหนึ่งที่ AI ให้เด็กไม่ได้ นั่นคือ คนที่เรารักสามารถผิดได้ เราสามารถคิดไม่เหมือนกัน และความสัมพันธ์หรือสิ่งรอบตัวยังดำเนินต่อไปได้
ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้อาจดูเป็นข้อเสียเมื่อเทียบกับระบบที่พร้อมตอบตลอดเวลา แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือประสบการณ์ของการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับ มนุษย์จริง ที่ในโลก AI อย่างทุกวันนี้ต้องการ
….
ทั้งนี้ อีกด้านหนึ่ง โลกเริ่มวางกติกา AI สำหรับเด็กแล้ว
สหภาพยุโรป เริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดด้านความโปร่งใสของ AI Act ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2569 โดยระบบ AI ที่สนทนาโดยตรงกับมนุษย์ เช่น chatbot ต้องทำให้ผู้ใช้ทราบว่ากำลังมีปฏิสัมพันธ์กับ AI เว้นแต่จะเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเป็น AI
นอกจากนี้ AI Act ยังห้ามการใช้ AI บางลักษณะที่แสวงหาประโยชน์จากความเปราะบางของบุคคล รวมถึงความเปราะบางจากอายุ
ส่วน สหราชอาณาจักร ภายใต้ Online Safety Act กำหนดให้บริการออนไลน์ที่มีแนวโน้มว่าเด็กจะเข้าใช้ ต้องประเมินความเสี่ยงและมีมาตรการปกป้องเด็ก อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้มีข้อจำกัดในการครอบคลุม AI chatbot บางรูปแบบ
.....
แต่กฎเกณฑ์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นตอนนี้ ต้องบอกว่ายังไม่เท่าทัน AI และไม่มีคำตอบสำเร็จว่า
พ่อแม่หรือลูกควรใช้ AI ได้แค่ไหนที่จะไม่กระทบความสัมพันธ์?
จึงเป็นคำถามที่แต่ละครอบครัว ซึ่งต้องเลี้ยงลูกโดยมี AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว พูดคุยและหาเป้าหมายรวมกัน.
อ้างอิง
https://www.unicef.org/documents/when-ai-becomes-friend-child-rights-risks
https://www.businessinsider.com/parents-breaking-point-ai-companies-opportunity-2026-8
https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/famp.70174







