
ส่องแผนพลังงาน "เอกนัฏ" กับโจทย์ใหญ่ พาประชาชนสู่ค่าไฟ 3 บาท
กระทรวงพลังงานภายใต้การนำของ "เอกนัฏ พร้อมพันธุ์" เดินหน้ารื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ หวังลดค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วย ผ่านการจัดการต้นทุนแฝง สัญญาเดิม และกลุ่มผู้ใช้ไฟรายใหญ่
KEY
POINTS
- ส่องแผนกระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟ 200 หน่วยแรกให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยเหลือประชาชนฐานรากประมาณ 15 ล้านครัวเรือน
- เปลี่ยนแนวทางจากการผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟรายอื่น มาเป็นการรื้อโครงสร้างต้นทุนแฝงในระบบ โดยเฉพาะการทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าราคาสูงในอดีต (Adder) และลดค่าความพร้อมจ่าย (AP) ที่เป็นภาระปีละหลายหมื่นล้านบาท
- สร้างกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ (ประเภทที่ 9) สำหรับธุรกิจ Data Center ที่ใช้ไฟมหาศาล ให้รับภาระต้นทุนที่แท้จริงของตนเอง เพื่อนำรายได้ส่วนนี้มาช่วยลดค่าไฟให้ภาคประชาชน
กระทรวงพลังงานภายใต้การนำของเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เดินหน้ารื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ หวังลดค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วย ผ่านการจัดการต้นทุนแฝง สัญญาเดิม และกลุ่มผู้ใช้ไฟรายใหญ่ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะเปลี่ยนระบบพลังงานไทยได้จริงหรือไม่?
ปัญหาและแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพสูงยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล จากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโดยตรง กระทรวงพลังงานกำลังเดินหน้าสิ่งที่ถูกเรียกว่าเป็น "การปฏิรูปโครงสร้างราคาไฟฟ้าครั้งใหญ่" ด้วยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนลดลงอย่างยั่งยืน ผ่านการรื้อถอนต้นทุนส่วนเกินที่ฝังตัวอยู่ในระบบมานานหลายทศวรรษ
แนวคิดหลักของการปฏิรูปครั้งนี้คือการทำให้โครงสร้างค่าไฟฟ้า "สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง" และสร้าง "ความเป็นธรรม" ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะประชาชนฐานรากซึ่งได้รับผลกระทบจากภาระค่าครองชีพมากที่สุด
ภารกิจเร่งด่วน ค่าไฟ 3 บาทสำหรับ 200 หน่วยแรก
หนึ่งในมาตรการที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือการตรึงอัตราค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไว้ที่ 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนฐานรากกว่า 15 ล้านครัวเรือน หรือประมาณสองในสามของผู้ใช้ไฟบ้านทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 23 ล้านครัวเรือน
ในระยะสั้น กระทรวงพลังงานวางแผนใช้กำไรสะสมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นแหล่งเงินสำรองเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟในรอบบิลเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 ก่อนจะทยอยคืนสภาพคล่องให้ กฟผ. ผ่านรายได้จากมาตรการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นในช่วง 4-5 เดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการลดค่าไฟเฉพาะหน้า คือการเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross-Subsidization) จากเดิมที่เน้นเก็บภาระเพิ่มจากผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน ไปสู่การกำหนดกลุ่ม "ผู้ใช้ไฟฟ้าระดับหรู" หรือกลุ่มที่มีค่าไฟสูงมาก เช่น บ้านพักขนาดใหญ่หรืออาคารที่มีค่าไฟเกิน 10,000 บาทต่อเดือน ให้มีส่วนร่วมรับภาระต้นทุนมากขึ้น
"Data Center ประเภทที่ 9" ไพ่ใบสำคัญของการปฏิรูป
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่อยู่ที่การจัดตั้งประเภทผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มใหม่ หรือ "ประเภทที่ 9" สำหรับธุรกิจ Data Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง และต้องอาศัยกำลังผลิตสำรองในระบบเป็นจำนวนมาก
กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อกำหนดโครงสร้างต้นทุนเฉพาะสำหรับกลุ่ม Data Center โดยมีหลักคิดสำคัญคือ "ผู้ก่อให้เกิดต้นทุน ควรเป็นผู้รับภาระต้นทุนนั้น"
ภายใต้แนวคิดนี้ โรงไฟฟ้าประสิทธิภาพต่ำ หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็กบางส่วนที่มีภาระสัญญาบังคับซื้อไฟฟ้า (SPP) อาจถูกจัดสรรให้รองรับความต้องการใช้ไฟของ Data Center โดยเฉพาะ แทนที่จะผลักต้นทุนดังกล่าวให้ประชาชนทั้งประเทศร่วมกันแบกรับผ่านบิลค่าไฟ
แนวทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการ "ล้างต้นทุน" (Cost Cleansing) ครั้งใหญ่ของระบบไฟฟ้าไทย ซึ่งหากดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ
“หากสามารถดำเนินการทั้ง 3 เรื่องได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระแอดเดอร์ ลดค่าความพร้อมจ่าย และจัดระเบียบต้นทุนระบบไฟฟ้า รวมถึงให้ Data Center เข้ามารับภาระต้นทุนที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ประชาชนใช้ไฟ 200 หน่วยแรก ในอัตรา 3 บาทต่อหน่วย ได้โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าไฟผู้ใช้เกิน 400 หน่วย” นายเอกนัฏกล่าวก่อนนี้
รื้อสัญญาเก่า ลดภาระ 7 หมื่นล้านบาท
นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างผู้ใช้ไฟฟ้า กระทรวงพลังงานยังประกาศเดินหน้าจัดการกับต้นทุนแฝงที่สะสมอยู่ในระบบมานาน โดยเฉพาะภาระค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) และสัญญารับซื้อไฟฟ้าราคาสูงในอดีต
จากการตรวจสอบของหน่วยงานด้านพลังงาน พบว่าภาระ AP ที่รัฐต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าบางส่วน แม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจริง มีมูลค่าสูงถึง 60,000-70,000 ล้านบาทต่อปี
ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานเตรียมทบทวนสัญญา Adder หรือสัญญาสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนรุ่นเก่าที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าระบบ Feed-in Tariff (FiT) ในปัจจุบัน โดยยืนยันว่าจะไม่มีการต่ออายุโดยอัตโนมัติอีกต่อไป
แม้มาตรการดังกล่าวอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายกับผู้ประกอบการบางราย แต่ฝ่ายนโยบายเชื่อว่าการปฏิรูปครั้งนี้มีความชอบธรรมเพียงพอ เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดคือการลดภาระค่าไฟให้ประชาชนทั้งประเทศ
โซลาร์ประชาชน 2.0 และการเปิดเสรีพลังงานสะอาด
อีกหนึ่งแกนสำคัญของการปฏิรูป คือการผลักดันโครงการ "โซลาร์ประชาชน 2.0" ขนาด 500 เมกะวัตต์ ภายใต้กรอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2024
แตกต่างจากโครงการในอดีต รัฐบาลจะไม่ใช้รูปแบบการแจกเงินสนับสนุนโดยตรง แต่จะอาศัยกลไกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถติดตั้ง Solar Rooftop และเชื่อมโยงไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ง่ายขึ้น
พร้อมกันนั้น กระทรวงพลังงานยังเตรียมปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคประชาชนให้มีความจูงใจมากขึ้น และเร่งผลักดันระบบ Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง ผ่านโครงข่ายสายส่งของรัฐ
มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปิดตลาดพลังงานไฟฟ้า ลดข้อจำกัดของระบบผูกขาดเดิม และรองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของนักลงทุนต่างชาติในยุค Net Zero
โอกาสและความท้าทาย
ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญของนโยบายนี้มาจากสถานการณ์พลังงานโลกที่เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น รวมถึงภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงจากระดับประมาณ 60,000 ล้านบาท เหลือราว 50,000 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงานมากขึ้น
ขณะเดียวกัน แนวโน้มราคา LNG ในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงจากระดับประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เหลือราว 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ยังถือเป็นปัจจัยบวกต่อทิศทางค่าไฟในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงอยู่ที่ความสามารถในการรับมือกับข้อพิพาททางกฎหมายจากการปรับสัญญาเดิม และความรวดเร็วในการผลักดันแผน PDP 2024 รวมถึงการอนุมัติโครงสร้างผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ให้เกิดขึ้นได้จริงภายในกรอบเวลาที่กำหนด
สรุปแบบเคลียร์ๆ
1. เป้าหมาย "ค่าไฟ 3 บาท" สำหรับกลุ่มฐานราก
นายเอกนัฏได้ประกาศนโยบายหลักคือการลดค่าไฟฟ้าสำหรับ ผู้ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะครอบคลุมประชาชนประมาณ 15 ล้านครัวเรือน หรือ 2 ใน 3 ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ
2. ทำไมปัจจุบันค่าไฟยังไม่ลดลงตามเป้าหมาย?
แม้จะมีนโยบายลดราคา แต่ในความเป็นจริงอัตราค่าไฟฟ้าในงวดปัจจุบัน (พฤษภาคม - สิงหาคม 2569) ยังคงอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างเดิม โดยมีสาเหตุหลักดังนี้:
- ต้องใช้เวลาปฏิรูปโครงสร้าง: การปฏิรูปโครงสร้างราคาไฟฟ้าครั้งใหญ่นี้คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี จึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
- ต้องรอผลการรับฟังความคิดเห็น: ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งต้องพิจารณาผลกระทบต่อทั้งประชาชนและการไฟฟ้าฯ
- ปัญหาหนี้สินและกำไรของ กฟผ.: มีแนวคิดจะดึงกำไรจากกฟผ. มาช่วยอุดหนุนกลุ่มฐานรากก่อน แต่ต้องไม่กระทบต่อแผนการลงทุนหลักของกฟผ. และต้องได้รับอนุมัติจาก ครม. ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอพิจารณาในช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมนี้
3. มาตรการที่ถูก "เบรก" หรือต้องทบทวนใหม่
เดิมทีนายเอกนัฏมีแนวคิดจะใช้ระบบ "ค่าไฟขั้นบันได (Progressive Rate)" โดยจะไปเก็บค่าไฟแพงขึ้นกับคนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน เพื่อนำเงินมาอุดหนุนกลุ่มที่ใช้ไฟน้อย แต่มาตรการนี้ถูกสั่งระงับไว้ก่อน เนื่องจาก:
เสียงสะท้อนจากประชาชน: พบว่าผู้ที่ใช้ไฟสูง (เกิน 400 หน่วย) ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้มีรายได้สูงเสมอไป แต่อาจเป็น ครอบครัวขยายที่มีสมาชิกอาศัยอยู่รวมกันหลายคน ทำให้การเก็บค่าไฟแพงขึ้นเป็นการซ้ำเติมประชาชนกลุ่มนี้
4. แนวทางใหม่ที่จะทำเพื่อให้ค่าไฟถูกลงได้จริง
แทนที่จะใช้วิธีผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่น นายเอกนัฏเปลี่ยนมามุ่งเน้นการแก้ไข "ต้นทุนเชิงโครงสร้าง" แทน ซึ่งประกอบด้วย:
- รื้อสัญญาทาส (Adder): ทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่รัฐเสียเปรียบและมีราคาสูงเกินจริง
- ลดค่าความพร้อมจ่าย (AP): จัดการเงินที่ต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าที่เตรียมพร้อมแต่ไม่ได้ผลิตไฟจริงปีละกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท
- เก็บค่าไฟ Data Center อัตราใหม่: เตรียมกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ (ประเภทที่ 9) สำหรับ Data Center ให้จ่ายค่าไฟในอัตราที่สะท้อนต้นทุนจริง (ซึ่งอาจสูงกว่าบ้านเรือน) เพื่อนำรายได้มาอุดหนุนภาคประชาชน
สรุปได้ว่า นโยบายลดค่าไฟเหลือ 3 บาท ยังไม่ได้ล้มเลิกแต่กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับโครงสร้าง โดยนายเอกนัฏยืนยันว่า หากจัดการเรื่องสัญญาทาส ค่าความพร้อมจ่าย และรายได้จาก Data Center ได้สำเร็จ ประชาชนจะได้ใช้ไฟ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาทอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องไปขึ้นราคาคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วย







