posttoday
ส่องแผนพลังงาน "เอกนัฏ" กับโจทย์ใหญ่ พาประชาชนสู่ค่าไฟ 3 บาท

ส่องแผนพลังงาน "เอกนัฏ" กับโจทย์ใหญ่ พาประชาชนสู่ค่าไฟ 3 บาท

19 มิถุนายน 2569

กระทรวงพลังงานภายใต้การนำของ "เอกนัฏ พร้อมพันธุ์" เดินหน้ารื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ หวังลดค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วย ผ่านการจัดการต้นทุนแฝง สัญญาเดิม และกลุ่มผู้ใช้ไฟรายใหญ่

KEY

POINTS

  • ส่องแผนกระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟ 200 หน่วยแรกให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยเหลือประชาชนฐานรากประมาณ 15 ล้านครัวเรือน
  • เปลี่ยนแนวทางจากการผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟรายอื่น มาเป็นการรื้อโครงสร้างต้นทุนแฝงในระบบ โดยเฉพาะการทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าราคาสูงในอดีต (Adder) และลดค่าความพร้อมจ่าย (AP) ที่เป็นภาระปีละหลายหมื่นล้านบาท
  • สร้างกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่ (ประเภทที่ 9) สำหรับธุรกิจ Data Center ที่ใช้ไฟมหาศาล ให้รับภาระต้นทุนที่แท้จริงของตนเอง เพื่อนำรายได้ส่วนนี้มาช่วยลดค่าไฟให้ภาคประชาชน

กระทรวงพลังงานภายใต้การนำของเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เดินหน้ารื้อโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ หวังลดค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วย ผ่านการจัดการต้นทุนแฝง สัญญาเดิม และกลุ่มผู้ใช้ไฟรายใหญ่ ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะเปลี่ยนระบบพลังงานไทยได้จริงหรือไม่?

 

ปัญหาและแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพสูงยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล จากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโดยตรง กระทรวงพลังงานกำลังเดินหน้าสิ่งที่ถูกเรียกว่าเป็น "การปฏิรูปโครงสร้างราคาไฟฟ้าครั้งใหญ่" ด้วยเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนลดลงอย่างยั่งยืน ผ่านการรื้อถอนต้นทุนส่วนเกินที่ฝังตัวอยู่ในระบบมานานหลายทศวรรษ

 

แนวคิดหลักของการปฏิรูปครั้งนี้คือการทำให้โครงสร้างค่าไฟฟ้า "สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง" และสร้าง "ความเป็นธรรม" ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะประชาชนฐานรากซึ่งได้รับผลกระทบจากภาระค่าครองชีพมากที่สุด

 

ส่องแผนพลังงาน "เอกนัฏ" กับโจทย์ใหญ่ พาประชาชนสู่ค่าไฟ 3 บาท

 

ภารกิจเร่งด่วน ค่าไฟ 3 บาทสำหรับ 200 หน่วยแรก

หนึ่งในมาตรการที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือการตรึงอัตราค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกไว้ที่ 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนฐานรากกว่า 15 ล้านครัวเรือน หรือประมาณสองในสามของผู้ใช้ไฟบ้านทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 23 ล้านครัวเรือน

 

ในระยะสั้น กระทรวงพลังงานวางแผนใช้กำไรสะสมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นแหล่งเงินสำรองเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟในรอบบิลเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 ก่อนจะทยอยคืนสภาพคล่องให้ กฟผ. ผ่านรายได้จากมาตรการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นในช่วง 4-5 เดือนข้างหน้า

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการลดค่าไฟเฉพาะหน้า คือการเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross-Subsidization) จากเดิมที่เน้นเก็บภาระเพิ่มจากผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน ไปสู่การกำหนดกลุ่ม "ผู้ใช้ไฟฟ้าระดับหรู" หรือกลุ่มที่มีค่าไฟสูงมาก เช่น บ้านพักขนาดใหญ่หรืออาคารที่มีค่าไฟเกิน 10,000 บาทต่อเดือน ให้มีส่วนร่วมรับภาระต้นทุนมากขึ้น

 

"Data Center ประเภทที่ 9" ไพ่ใบสำคัญของการปฏิรูป

 

หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ใหม่อยู่ที่การจัดตั้งประเภทผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มใหม่ หรือ "ประเภทที่ 9" สำหรับธุรกิจ Data Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง และต้องอาศัยกำลังผลิตสำรองในระบบเป็นจำนวนมาก

 

กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อกำหนดโครงสร้างต้นทุนเฉพาะสำหรับกลุ่ม Data Center โดยมีหลักคิดสำคัญคือ "ผู้ก่อให้เกิดต้นทุน ควรเป็นผู้รับภาระต้นทุนนั้น"

 

ภายใต้แนวคิดนี้ โรงไฟฟ้าประสิทธิภาพต่ำ หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็กบางส่วนที่มีภาระสัญญาบังคับซื้อไฟฟ้า (SPP) อาจถูกจัดสรรให้รองรับความต้องการใช้ไฟของ Data Center โดยเฉพาะ แทนที่จะผลักต้นทุนดังกล่าวให้ประชาชนทั้งประเทศร่วมกันแบกรับผ่านบิลค่าไฟ

 

แนวทางดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการ "ล้างต้นทุน" (Cost Cleansing) ครั้งใหญ่ของระบบไฟฟ้าไทย ซึ่งหากดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

“หากสามารถดำเนินการทั้ง 3 เรื่องได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาระแอดเดอร์ ลดค่าความพร้อมจ่าย และจัดระเบียบต้นทุนระบบไฟฟ้า รวมถึงให้ Data Center เข้ามารับภาระต้นทุนที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ประชาชนใช้ไฟ 200 หน่วยแรก ในอัตรา 3 บาทต่อหน่วย ได้โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าไฟผู้ใช้เกิน 400 หน่วย” นายเอกนัฏกล่าวก่อนนี้

 

รื้อสัญญาเก่า ลดภาระ 7 หมื่นล้านบาท

นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างผู้ใช้ไฟฟ้า กระทรวงพลังงานยังประกาศเดินหน้าจัดการกับต้นทุนแฝงที่สะสมอยู่ในระบบมานาน โดยเฉพาะภาระค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) และสัญญารับซื้อไฟฟ้าราคาสูงในอดีต

 

จากการตรวจสอบของหน่วยงานด้านพลังงาน พบว่าภาระ AP ที่รัฐต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าบางส่วน แม้ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจริง มีมูลค่าสูงถึง 60,000-70,000 ล้านบาทต่อปี

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงพลังงานเตรียมทบทวนสัญญา Adder หรือสัญญาสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนรุ่นเก่าที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าระบบ Feed-in Tariff (FiT) ในปัจจุบัน โดยยืนยันว่าจะไม่มีการต่ออายุโดยอัตโนมัติอีกต่อไป

 

แม้มาตรการดังกล่าวอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายกับผู้ประกอบการบางราย แต่ฝ่ายนโยบายเชื่อว่าการปฏิรูปครั้งนี้มีความชอบธรรมเพียงพอ เนื่องจากเป้าหมายสูงสุดคือการลดภาระค่าไฟให้ประชาชนทั้งประเทศ

 

ส่องแผนพลังงาน "เอกนัฏ" กับโจทย์ใหญ่ พาประชาชนสู่ค่าไฟ 3 บาท

 

โซลาร์ประชาชน 2.0 และการเปิดเสรีพลังงานสะอาด

 

อีกหนึ่งแกนสำคัญของการปฏิรูป คือการผลักดันโครงการ "โซลาร์ประชาชน 2.0" ขนาด 500 เมกะวัตต์ ภายใต้กรอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2024

 

แตกต่างจากโครงการในอดีต รัฐบาลจะไม่ใช้รูปแบบการแจกเงินสนับสนุนโดยตรง แต่จะอาศัยกลไกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถติดตั้ง Solar Rooftop และเชื่อมโยงไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ง่ายขึ้น

 

พร้อมกันนั้น กระทรวงพลังงานยังเตรียมปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคประชาชนให้มีความจูงใจมากขึ้น และเร่งผลักดันระบบ Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง ผ่านโครงข่ายสายส่งของรัฐ

 

มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการเปิดตลาดพลังงานไฟฟ้า ลดข้อจำกัดของระบบผูกขาดเดิม และรองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของนักลงทุนต่างชาติในยุค Net Zero

 

โอกาสและความท้าทาย

ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ปัจจัยสนับสนุนสำคัญของนโยบายนี้มาจากสถานการณ์พลังงานโลกที่เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น รวมถึงภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงจากระดับประมาณ 60,000 ล้านบาท เหลือราว 50,000 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพลังงานมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน แนวโน้มราคา LNG ในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงจากระดับประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู เหลือราว 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ยังถือเป็นปัจจัยบวกต่อทิศทางค่าไฟในระยะต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงอยู่ที่ความสามารถในการรับมือกับข้อพิพาททางกฎหมายจากการปรับสัญญาเดิม และความรวดเร็วในการผลักดันแผน PDP 2024 รวมถึงการอนุมัติโครงสร้างผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ให้เกิดขึ้นได้จริงภายในกรอบเวลาที่กำหนด

 

สรุปแบบเคลียร์ๆ

1. เป้าหมาย "ค่าไฟ 3 บาท" สำหรับกลุ่มฐานราก

นายเอกนัฏได้ประกาศนโยบายหลักคือการลดค่าไฟฟ้าสำหรับ ผู้ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะครอบคลุมประชาชนประมาณ 15 ล้านครัวเรือน หรือ 2 ใน 3 ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ

 

2. ทำไมปัจจุบันค่าไฟยังไม่ลดลงตามเป้าหมาย?

แม้จะมีนโยบายลดราคา แต่ในความเป็นจริงอัตราค่าไฟฟ้าในงวดปัจจุบัน (พฤษภาคม - สิงหาคม 2569) ยังคงอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างเดิม โดยมีสาเหตุหลักดังนี้:

  • ต้องใช้เวลาปฏิรูปโครงสร้าง: การปฏิรูปโครงสร้างราคาไฟฟ้าครั้งใหญ่นี้คาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี จึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
  • ต้องรอผลการรับฟังความคิดเห็น: ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งต้องพิจารณาผลกระทบต่อทั้งประชาชนและการไฟฟ้าฯ
  • ปัญหาหนี้สินและกำไรของ กฟผ.: มีแนวคิดจะดึงกำไรจากกฟผ. มาช่วยอุดหนุนกลุ่มฐานรากก่อน แต่ต้องไม่กระทบต่อแผนการลงทุนหลักของกฟผ. และต้องได้รับอนุมัติจาก ครม. ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอพิจารณาในช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมนี้

 

3. มาตรการที่ถูก "เบรก" หรือต้องทบทวนใหม่

เดิมทีนายเอกนัฏมีแนวคิดจะใช้ระบบ "ค่าไฟขั้นบันได (Progressive Rate)" โดยจะไปเก็บค่าไฟแพงขึ้นกับคนที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน เพื่อนำเงินมาอุดหนุนกลุ่มที่ใช้ไฟน้อย แต่มาตรการนี้ถูกสั่งระงับไว้ก่อน เนื่องจาก:

 

เสียงสะท้อนจากประชาชน: พบว่าผู้ที่ใช้ไฟสูง (เกิน 400 หน่วย) ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้มีรายได้สูงเสมอไป แต่อาจเป็น ครอบครัวขยายที่มีสมาชิกอาศัยอยู่รวมกันหลายคน ทำให้การเก็บค่าไฟแพงขึ้นเป็นการซ้ำเติมประชาชนกลุ่มนี้

 

4. แนวทางใหม่ที่จะทำเพื่อให้ค่าไฟถูกลงได้จริง

แทนที่จะใช้วิธีผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟกลุ่มอื่น นายเอกนัฏเปลี่ยนมามุ่งเน้นการแก้ไข "ต้นทุนเชิงโครงสร้าง" แทน ซึ่งประกอบด้วย:

  • รื้อสัญญาทาส (Adder): ทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่รัฐเสียเปรียบและมีราคาสูงเกินจริง
  • ลดค่าความพร้อมจ่าย (AP): จัดการเงินที่ต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าที่เตรียมพร้อมแต่ไม่ได้ผลิตไฟจริงปีละกว่า 6-7 หมื่นล้านบาท
  • เก็บค่าไฟ Data Center อัตราใหม่: เตรียมกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ (ประเภทที่ 9) สำหรับ Data Center ให้จ่ายค่าไฟในอัตราที่สะท้อนต้นทุนจริง (ซึ่งอาจสูงกว่าบ้านเรือน) เพื่อนำรายได้มาอุดหนุนภาคประชาชน

 

สรุปได้ว่า นโยบายลดค่าไฟเหลือ 3 บาท ยังไม่ได้ล้มเลิกแต่กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับโครงสร้าง โดยนายเอกนัฏยืนยันว่า หากจัดการเรื่องสัญญาทาส ค่าความพร้อมจ่าย และรายได้จาก Data Center ได้สำเร็จ ประชาชนจะได้ใช้ไฟ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาทอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องไปขึ้นราคาคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วย

ข่าวล่าสุด

ราคาน้ำมันพุ่งหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทรัมป์ขู่โจมตีซ้ำ

ราคาน้ำมันพุ่งหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทรัมป์ขู่โจมตีซ้ำ