posttoday
ผลสำรวจชี้ชาวอังกฤษส่วนใหญ่ผิดหวัง Brexit มองกระทบเศรษฐกิจ

ผลสำรวจชี้ชาวอังกฤษส่วนใหญ่ผิดหวัง Brexit มองกระทบเศรษฐกิจ

22 มิถุนายน 2569

ผลสำรวจ ECFR พบชาวอังกฤษกว่า 2 ใน 3 เชื่อ Brexit ส่งผลลบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ขณะที่ 75% ต้องการฟื้นความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปอีกครั้ง

ผลสำรวจล่าสุดของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งยุโรป (European Council on Foreign Relations: ECFR) เปิดเผยว่า ชาวอังกฤษส่วนใหญ่เริ่มมองการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ในแง่ลบมากขึ้น โดยเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 2559 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และความสามารถของประเทศในการรับมือกับปัญหาสำคัญต่าง ๆ

 

ผลสำรวจดังกล่าวจัดทำระหว่างวันที่ 7-14 พฤษภาคม จากกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 2,000 คนทั่วสหราชอาณาจักร พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 2 ใน 3 เห็นตรงกันว่า Brexit ส่งผลเสียต่อประเทศโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใดก็ตาม

 

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามราว 66% ระบุว่า Brexit เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากมองว่าคำมั่นสัญญาที่ว่าจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นหลังออกจากสหภาพยุโรปยังไม่เกิดขึ้นจริง

 

นายมาร์ก เลียวนาร์ด ผู้อำนวยการ ECFR กล่าวว่า หลังผ่านไปเกือบ 10 ปี ชาวอังกฤษเริ่มตระหนักว่าความหวังเกี่ยวกับการมีชีวิตที่ดีขึ้นนอกสหภาพยุโรปยังไม่บรรลุผล และ Brexit กลับลดทอนศักยภาพของสหราชอาณาจักรในการจัดการกับประเด็นที่ประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุด

 

ผลสำรวจพบว่า 56% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า Brexit ส่งผลเสียต่อการจัดการปัญหาการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นหลักที่ถูกใช้รณรงค์สนับสนุนการแยกตัวจากสหภาพยุโรปเมื่อปี 2559

 

ในสัดส่วนเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถามยังเห็นว่า Brexit สร้างอุปสรรคด้านการค้าและเพิ่มภาระด้านกฎระเบียบและเอกสารทางธุรกิจมากขึ้น แทนที่จะช่วยลดข้อจำกัดตามที่เคยถูกนำเสนอในช่วงการลงประชามติ

 

ขณะเดียวกัน 57% ระบุว่า Brexit ทำให้โอกาสของคนรุ่นใหม่ลดลง ทั้งในด้านการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตในยุโรป และในสัดส่วนเท่ากัน ผู้ตอบแบบสอบถามยังมองว่าการตัดสินใจออกจากสหภาพยุโรปเป็น “การตัดสินใจที่ผิดพลาด”

 

ผลสำรวจยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของสังคมอังกฤษอย่างมีนัยสำคัญ โดยประชาชนถึง 75% ต้องการให้รัฐบาลสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปมากขึ้น หลังจากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายห่างเหินลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ชาวอังกฤษหันพึ่งยุโรปมากกว่าสหรัฐฯ

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มุมมองด้านความมั่นคงระหว่างประเทศของชาวอังกฤษเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยประชาชนส่วนใหญ่เลือกยุโรปเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงที่สำคัญมากกว่าสหรัฐอเมริกา

 

ผลสำรวจระบุว่ามีเพียง 18% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่ยังมองว่าสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลักด้านความมั่นคงของสหราชอาณาจักร ขณะที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับประเทศในยุโรปมากกว่า

 

เสียงหนุนคืนเสรีภาพการเดินทางกับอียูเพิ่มขึ้น

 

แม้การควบคุมการย้ายถิ่นฐานจะเป็นหัวใจสำคัญของการรณรงค์ Brexit แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่า 56% ของชาวอังกฤษเชื่อว่านโยบายจัดการผู้อพยพหลัง Brexit ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

 

นอกจากนี้ ประชาชนจำนวนมากยังสนับสนุนแนวคิดการฟื้นฟูหลักการ “เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย” ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปอีกครั้ง หากจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือทางการค้าที่ใกล้ชิดมากขึ้น

 

ชาวยุโรปส่วนใหญ่เปิดทางอังกฤษกลับสู่อียู

 

ECFR ยังเปิดเผยผลสำรวจอีกชุดหนึ่งที่ดำเนินการใน 15 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งพบว่าเกือบ 2 ใน 3 ของประชาชนยุโรปสนับสนุนแนวคิดให้สหราชอาณาจักรกลับเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในอนาคต

 

ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ทั้งในสหราชอาณาจักรและในกลุ่มประเทศสมาชิกอียู มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นของความคิดเห็นที่ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย หลังจาก Brexit กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนทางการเมืองและเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของยุโรปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

 

แม้รัฐบาลอังกฤษยังไม่มีแผนกลับเข้าสู่การเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่ผลสำรวจล่าสุดบ่งชี้ว่ากระแสความไม่พอใจต่อผลลัพธ์ของ Brexit กำลังขยายตัว และอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรในระยะยาว

 

สำหรับ Brexit คือกระบวนการที่สหราชอาณาจักร (UK) ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) อย่างเป็นทางการ เพื่อดึงอำนาจในการกำหนดกฎหมาย การควบคุมพรมแดน และนโยบายเศรษฐกิจกลับคืนมา ด้วยการลงประชามติ ในปี 2016 ซึ่งประชาชนชาวอังกฤษและเวลส์โหวตสนับสนุนการออกจากสหภาพยุโรป 51.9% ต่อ 48.3% ในขณะที่สกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือโหวตให้อยู่ต่อการแยกตัวอย่างเป็นทางการ ต่อมาในปี 2020 สหราชอาณาจักรพ้นสภาพการเป็นสมาชิก EU อย่างสมบูรณ์เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2020 หลังจากยืดเยื้อมาหลายปี ส่งผลให้มีการยุติการเคลื่อนย้ายแรงงานและประชาชนอย่างเสรีระหว่างสหราชอาณาจักรกับประเทศสมาชิก EU เกิดอุปสรรคทางการค้าและการตรวจคนเข้าเมืองที่ซับซ้อนขึ้นจนถึงปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

ราคาน้ำมันพุ่งหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทรัมป์ขู่โจมตีซ้ำ

ราคาน้ำมันพุ่งหลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ทรัมป์ขู่โจมตีซ้ำ