
กกต.เดินเกมเสียเบี้ยรักษาขุน สกัดไฟคดีฮั้ว สว. ลามตัวเป้ง
คดีฮั้วเลือก สว.เข้าสู่จุดเปลี่ยน เมื่อ กกต.ถูกจับตาว่าอาจเลือกส่งฟ้องปลายแถว ตัดไฟไม่ให้ลามถึงตัวเป้งและเงื่อนไขยุบพรรค
KEY
POINTS
- กกต. ใช้ยุทธศาสตร์ "เสียเบี้ยรักษาขุน" ในคดีฮั้ว สว. โดยมุ่งดำเนินคดีกับผู้ปฏิบัติการระดับล่าง เพื่อป้องกันไม่ให้การสืบสวนขยายผลไปถึงนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจระดับสูง
- แนวทางการสืบสวนเป็นการ "จับปลาซิว ปล่อยฉลาม" คือเลือกเอาผิดเฉพาะคนปลายทางในกระบวนการ เช่น หัวคะแนน หรือผู้สมัครบางกลุ่ม และตัดตอนไม่ให้สาวถึงตัวการใหญ่ในพรรคการเมือง
- กกต. มีแนวโน้มวินิจฉัยว่าการนำ "โพยฮั้ว" เข้าคูหาไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยจำกัดขอบเขตคดีและลดความรุนแรงของผลกระทบไม่ให้ลุกลามถึงผู้มีอำนาจ
คดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. กำลังเดินเข้าสู่จังหวะสำคัญ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ถูกจับตาว่าอาจไม่ได้เลือกทางสุดโต่งระหว่าง “ฟ้องทั้งหมด” หรือ “ยกคำร้องทั้งหมด” แต่กำลังวางเกมทางออกแบบใหม่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ถูกเปรียบเป็นหมากรุกการเมือง คือ “เสียเบี้ยเพื่อรักษาขุน”
หัวใจของกลยุทธ์นี้อยู่ที่การแยกชั้นความรับผิดออกจากกัน ระหว่างกลุ่มผู้ปฏิบัติการระดับล่างกับกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองระดับบน ฝ่ายแรกคือคนสนิท หัวคะแนน ผู้สมัครที่ไม่ได้รับเลือก หรือกลุ่มที่ถูกมองว่าเข้ามาเป็นเครื่องมือในกระบวนการโหวตจัดตั้ง
ส่วนฝ่ายหลังคือกลุ่มนักการเมือง รัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรค และเครือข่ายที่ถูกเรียกว่า “บิ๊กน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเป้าสายตาของสังคมการเมือง
นี่จึงทำให้คดีนี้ไม่ได้มีนัยเพียงการเอาผิดรายบุคคล แต่สะท้อนการคำนวณเชิงโครงสร้าง หาก กกต.ลากเส้นสอบสวนขึ้นไปถึงกรรมการบริหารพรรคการเมือง ย่อมเปิดทางไปสู่เงื่อนไขการยุบพรรคทันที แต่หากยกคำร้องทั้งหมด ไฟทางการเมืองก็อาจย้อนกลับมาเผาบ้าน กกต.เอง เพราะคดีนี้มีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในข่ายตรวจสอบราว 427-500 คน รวมถึง สว.ที่ได้รับเลือกประมาณ 138 คน และยังมีเครือข่าย สส.ราว 40 คนถูกมองว่าเกี่ยวข้องในระดับพื้นที่
ทางออกที่ถูกตั้งข้อสังเกตจึงเป็นการ “จับปลาซิว ปล่อยฉลาม” คือเลือกส่งฟ้องคนปลายทางในเส้นทางฮั้ว ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิด บ้านใหญ่ หัวคะแนน หรือผู้สมัครที่ได้ 0 คะแนน แต่ตัดตอนเส้นทางไม่ให้พาดถึงตัวรัฐมนตรี พรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคโดยตรง
อีกสัญญาณสำคัญคือท่าทีต่อประเด็น “โพยฮั้ว” เมื่อ กกต.มีแนววินิจฉัยว่า การนำโพยเข้าไปในสถานที่เลือก สว.ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย เพราะไม่มีกฎหมายห้ามไว้ชัดเจน และบางกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การเก็บโพยในวันเลือกจึงถูกอธิบายว่าเป็นเพียงมาตรการยับยั้งตามอำนาจของ กกต. ไม่ใช่ฐานความผิดที่จะใช้เพิกถอนสิทธิหรือดำเนินคดีอาญาโดยตรง
ในภาพใหญ่ เกมนี้คือการหาจุดสมดุลระหว่างแรงกดดันทางสังคมกับแรงกระแทกทางการเมือง กกต.ต้องแสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินการจริง แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องควบคุมไม่ให้คดีลุกลามจนสั่นสะเทือนโครงสร้างอำนาจเดิม
ดังนั้น ปลายเดือนสิงหาคมจึงอาจเป็นเส้นแบ่งสำคัญ ไม่ใช่แค่ชะตาของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วสว. แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่า กกต.จะเลือกทำหน้าที่แบบ “ตัดไฟต้นลม” หรือปล่อยให้ข้อครหากลายเป็นเชื้อไฟทางการเมืองรอบใหม่







