“ยืนบนไหล่ยักษ์เพื่อความยั่งยืน" : ชัชชาติ ยกระดับจัดการน้ำกทม.
กทม.เยือนเนเธอร์แลนด์ เจาะลึกนวัตกรรมจัดการน้ำ Rainproof และประตูกั้นน้ำยักษ์ หวังปรับใช้แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำเค็มในกรุงเทพฯ พร้อมโชว์โมเดลการจัดการเส้นเลือดฝอย
KEY
POINTS
- กทม.เยือนเนเธอร์แลนด์ เจาะลึกนวัตกรรมจัดการน้ำ Rainproof และประตูกั้นน้ำยักษ์ หวังปรับใช้แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำเค็มในกรุงเทพฯ พร้อมโชว์โมเดลการจัดการเส้นเลือดฝอย
- ผู้ว่าฯ ชัชชาติ นำคณะ กทม. ศึกษาดูงานที่เนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นต้นแบบการจัดการน้ำของโลก เพื่อนำความรู้มาปรับใช้ยกระดับการป้องกันปัญหาน้ำในกรุงเทพฯ
- เตรียมนำนวัตกรรมและแนวคิดใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ เช่น ผังเมืองที่ช่วยหน่วงน้ำ (Rainproof), เมืองยืดหยุ่น (Urban Resilience) และเทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมและน้ำเค็มรุก
- ความร่วมมือระดับสากลนี้จะช่วยลดการลองผิดลองถูก และทำให้การพัฒนาระบบจัดการน้ำของกรุงเทพฯ มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืนในระยะยาว
ถอดบทเรียนเนเธอร์แลนด์: จากเมืองใต้น้ำสู่ต้นแบบการจัดการน้ำโลก
การเดินทางเยือนประเทศเนเธอร์แลนด์ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และคณะ เมื่อวันที่ 10–12 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสานต่อความร่วมมือด้านการจัดการน้ำและการพัฒนาเมือง
โดยเนเธอร์แลนด์ถือเป็น "ยักษ์ใหญ่" ที่มีประสบการณ์ในการต่อสู้กับน้ำมาอย่างยาวนาน ซึ่งกรุงเทพฯ สามารถนำบทเรียนเหล่านี้มาปรับใช้เพื่อวางรากฐานการป้องกันภัยพิบัติที่ยั่งยืน
นวัตกรรมและผังเมือง: หัวใจของการป้องกันน้ำท่วม
จากการศึกษาดูงาน ทีม กทม. ได้รับข้อมูลทางวิชาการที่น่าสนใจเกี่ยวกับเทคนิคการจัดการน้ำในหลายมิติ
• แนวคิด Rainproof และผังเมืองใหม่: ในอัมสเตอร์ดัมมีการปรับตัวเพื่อรับมือกับฝนที่ตกหนักเกินขีดความสามารถเดิมของระบบระบายน้ำ โดยมีการกำหนด ผังเมืองใหม่ที่บังคับให้อาคารต้องสามารถกักเก็บน้ำได้อย่างน้อย 60 ชั่วโมง และเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นแบบสีเขียวและสีฟ้า (Green-Blue Infrastructure) เพื่อเพิ่มพื้นที่หน่วงน้ำตามธรรมชาติ
• ระบบพยากรณ์และบริหารลุ่มน้ำ: ศูนย์บริหารจัดการน้ำ Lelystad (RWS Lelystad) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการพยากรณ์วิกฤตน้ำและประสานงานในลุ่มน้ำสำคัญระดับทวีปยุโรป พร้อมใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบคุณภาพน้ำเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
• โครงการ Delta Works และ Maeslant Barrier: คณะได้เจาะลึกระบบ Maeslant Barrier ซึ่งเป็นประตูกั้นน้ำขนาดใหญ่ที่เน้นการบำรุงรักษาเชิงป้องกันและการตัดสินใจเดินระบบในภาวะวิกฤตที่ต้องอาศัยความแม่นยำสูง ระบบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมการรุกตัวของน้ำเค็ม ซึ่งเป็นปัญหาที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญเนื่องจากมีพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 0.5 - 1 เมตร
เมืองยืดหยุ่นและการอยู่อาศัยร่วมกับน้ำ
เมืองรอตเทอร์ดามได้แสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ Urban Resilience หรือเมืองยืดหยุ่น ผ่านการออกแบบที่ชาญฉลาด เช่น อาคารและฟาร์มลอยน้ำ สนามกีฬาอเนกประสงค์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำได้
รวมถึงสวนหน่วงน้ำและถังกักเก็บน้ำในระดับชุมชน นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Water as Leverage (WaL) ที่เปลี่ยนแนวคิดการจัดการคลองให้เป็น “คลองอเนกประสงค์” ที่ไม่ใช่แค่ทางระบายน้ำ แต่เป็นพื้นที่รองรับกิจกรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะพลาสติกด้วยเทคโนโลยี
ด้านสิ่งแวดล้อม กทม. ได้สานต่อภารกิจกับองค์กร The Ocean Cleanup โดยใช้เรือดักจับขยะพลังงานแสงอาทิตย์ Interceptor 019 ในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งสามารถดักจับขยะพลาสติกก่อนไหลลงทะเลได้มากกว่า 277 ตัน นับตั้งแต่ปี 2567 และมีแผนจะติดตั้งอุปกรณ์ดักจับขยะเพิ่มเติมในลำคลองสายหลักซึ่งเป็นต้นน้ำของขยะพลาสติก
การจัดการ "เส้นเลือดฝอย"
ในการประชุมครั้งนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้บรรยายแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารกรุงเทพฯ โดยเน้นย้ำถึงกลยุทธ์ “เส้นเลือดฝอย” ที่มุ่งแก้ปัญหาพื้นฐานใกล้ตัวประชาชน ทั้งการขนส่ง การจัดการขยะ และการระบายน้ำ
ด้วยแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งปัญหาเมือง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับแอปพลิเคชัน MeldR ของเมืองรอตเทอร์ดาม
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ระบุว่าความท้าทายของกรุงเทพฯ ทั้งเรื่องปริมาณน้ำฝน น้ำทะเลหนุน และน้ำเค็ม มีความคล้ายคลึงกับเนเธอร์แลนด์ การสร้างความร่วมมือระดับสากลจึงช่วยลดการลองผิดลองถูก และช่วยให้สามารถนำองค์ความรู้มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของแต่ละท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ


