
เจาะกลยุทธ์ MFC ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ชู 4 กองทุน ผลตอบแทนเด่น
MFC เปิดมุมมองลงทุน ชี้หุ้นไทยไปได้สวย เป้าสิ้นปีนี้ 1,600 จุด ชูธีมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI แนะ 4 กองทุน ผลตอบแทนเด่น จ่อเปิดกองทุนใหม่ลงทุนใน AI Infrastructure ภายในปี 69
KEY
POINTS
- MFC เสนอกลยุทธ์ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่จำเป็นสำหรับ AI เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ชิป และหน่วยความจำ แทนการคาดเดาว่าซอฟต์แวร์ใดจะเป็นผู้ชนะ
- ชู 4 กองทุน เน้นลงทุนในธีม AI Infrastructure ได้แก่ M-MEM (ชิปหน่วยความจำ), MGTECH (เทคโนโลยีทั่วโลก), MATECH (เทคโนโลยีเอเชีย) และ MRENEW (พลังงานสะอาด) สร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น เล็งออกเพิ่มภายในปี 69
- เปิดมุมมองลงทุน ชี้หุ้นไทยไปได้สวย รับฟันด์โฟลว์ไหลเข้า เป้าสิ้นปีนี้ 1,600 จุด
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC แสดงมุมมองต่อทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนขึ้น พร้อมกับการปรับตัวเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก้าวเข้ามาเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจโลก
มุมมองเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุน
นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เปิดเผยว่า ทิศทางการลงทุน MFC มองว่า “เงินเฟ้อ” และ “อัตราดอกเบี้ย” ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม ท่ามกลางความผันผวนนี้ MFC ได้พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่เน้นรายได้สม่ำเสมอ ในปีที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มปันผลสูงได้รับความสนใจมาก เนื่องจากนักลงทุนต้องการกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ
รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อนักลงทุนที่ไม่ต้องการความเสี่ยงสูง แต่ต้องการผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อและสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเน้นสภาพคล่องที่สามารถซื้อขายได้ทุกวัน ไม่ต้องล็อกเงินไว้นานเหมือนหุ้นกู้
ยุทธศาสตร์ AI ลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐาน”
ในขณะที่โลกกำลังตื่นเต้นกับ AI Software อย่าง ChatGPT หรือ Gemini แต่ MFC กลับเลือกกลยุทธ์ที่แตกต่าง โดยไม่พยายามคาดเดาว่า “ซอฟต์แวร์เจ้าไหนจะเป็นผู้ชนะ” แต่เลือกที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ AI ทุกตัวจำเป็นต้องใช้ ตั้งแต่พลังงาน ดาต้า เซ็นเตอร์ ชิป หน่วยความจำ ไปจนถึงเทคโนโลยีทั่วโลก
โดยเฉพาะ หน่วยความจำ หรือ Memory ซึ่ง MFC มองเห็นโอกาสในกลุ่ม HBM, DRAM และ NAND ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากชิปประมวลผลรุ่นใหม่ (GPU) จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีหน่วยความจำที่เร็วพอ
ปัจจุบันผู้นำ Memory สำหรับ AI จำนวน 3 ราย คือ Samsung (เกาหลี), SK Hynix (เกาหลี) และ Micron (สหรัฐฯ) MFC จึงได้ออกกองทุนที่เน้นกลุ่ม Semiconductor และ Memory นี้เป็นเจ้าแรก ๆ ของโลก และสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นกว่า 100% ในช่วงเวลาสั้น ๆ
นายธนโชติ ระบุว่า แม้กระแส AI จะมีความแข็งแกร่งและมี Demand สูงต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 1-3 ปี แต่ยังคงย้ำเตือนถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัว นักลงทุนไม่ควรทุ่มเงินทั้งหมดไปกับกลุ่ม AI เพียงอย่างเดียว แต่ควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนไปในสินทรัพย์อื่น เช่น โครงสร้างพื้นฐาน หรือสินทรัพย์ที่ชนะเงินเฟ้อ เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่สมดุลและยั่งยืนในระยะยาว
ตลาดหุ้นไทย เป้า 1,600 จุด รับกระแสเงินไหลเข้า
นายเชาวน์กร โชติบัณฑ์ Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยมีผลตอบแทน Year-to-Date (YTD) เป็นบวกประมาณ 25% ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดคือ เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) ที่เริ่มไหลกลับมาซื้อสุทธิกว่า 20,000 ล้านบาท หลังจากในช่วงปี 2567-2568 เป็นการขายสุทธิกว่าแสนล้านบาทต่อปี
แรงสนับสนุนหลักที่ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมา มาจากเสถียรภาพทางการเมืองภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน ซึ่งช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง นอกจากนี้ ข้อมูลจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI พบว่ามีโครงการเกี่ยวกับ Data Center และดิจิทัล มูลค่ารวมกว่าแสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญต่อการลงทุนภาคเอกชนและการเติบโตของ GDP ที่คาดว่าจะเติบโต 1.9-2% ในปีนี้
ทั้งนี้ ประเมินเป้าหมายดัชนีปีนี้ไว้ที่ 1,600 จุด โดยอิงจากกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 97 และค่า P/E ประมาณ 15-16 เท่า แม้อัพไซด์ในระยะสั้น 3-6 เดือน อาจดูจำกัด แต่การหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) ยังคงสร้างโอกาสทำกำไรได้
กลุ่มที่โดดเด่น ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์และท่องเที่ยว คาดว่าจะฟื้นตัวโดดเด่นในครึ่งหลังปี 2569 หลังจากผ่านช่วงความกดดันจากราคาน้ำมันในไตรมาส 2/2569 กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและไฟฟ้า ได้รับผลบวกโดยตรงจากการขยายตัวของเทรนด์ AI และ Data Center กลุ่มธนาคาร ยังคงเป็นที่ต้องการสำหรับนักลงทุนที่เน้นเงินปันผลสูง
ส่วนแนวรับสำคัญประเมินไว้ที่ 1,400-1,500 จุด โดยมองว่าตลาดได้รับรู้ปัจจัยเสี่ยงไปมากแล้ว และนักลงทุนเริ่มคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ
สำหรับการจัดพอร์ต (Asset Allocation) หากมองในเชิงเหตุผลและโอกาสการเติบโตของกำไร นักลงทุนควรมีสัดส่วนหุ้นต่างประเทศมากกว่า 50% หรืออาจสูงถึง 80-90% ของพอร์ตหุ้นทั้งหมด ขณะที่หุ้นไทย ควรมีสัดส่วนประมาณ 10-20% เนื่องจาก Market Cap ของตลาดหุ้นไทยเมื่อเทียบกับโลก มีสัดส่วนที่น้อยมาก
ขณะที่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยมีแรงหนุนจากการที่ธนาคารชาติจีน (PBOC) เริ่มกลับมาสะสมทองคำรอบใหม่ แนะนำให้ทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัวลงมา ไม่แนะนำให้ไล่ราคาในช่วงที่ร้อนแรง สัดส่วนลงทุนประมาณ 5-10% ของพอร์ต
จับตา 2 ปัจจัย กำหนดทิศทางการลงทุน
นายเชาวน์กร ระบุว่า สิ่งที่น่าจับตาหลังจากนี้ 2 เรื่อง ที่จะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการลงทุนในอนาคต ได้แก่
1.นโยบายการเงินของเฟดและทิศทางเงินเฟ้อ
ประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นตลาดกำลังจับตามองทิศทางของประธานเฟดคนใหม่ “Kevin Warsh” ซึ่งมีโทนการดำเนินนโยบายที่ค่อนข้างไปในทางสายเหยี่ยว (Hawkish) หรือเข้มงวด
ด้านสถานการณ์เงินเฟ้อ แม้เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะเคยพุ่งสูงถึง 4.2% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสภาวะสงคราม แต่ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณบวกจากการที่สหรัฐฯ และอิหร่านเซ็น MOU หยุดยิง ทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงจากกว่า 100 ดอลลาร์เหลือประมาณ 70 ดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยให้เงินเฟ้อค่อย ๆ คลี่คลายลงในช่วงที่เหลือของปี
ขณะที่มุมมองต่อดอกเบี้ย แม้เฟดจะระมัดระวังเรื่องเงินเฟ้อ แต่มองว่าการขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปได้ยาก หรือหากจะขึ้นจริงอาจจะเพียง 1 ครั้งในปีหน้า ซึ่งจะไม่รุนแรงเท่าปี 2022 เนื่องจากระดับดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ที่ 3.5-3.75% และเงินเฟ้ออยู่เพียง 4% ต่างจากในอดีตที่ดอกเบี้ยเริ่มจาก 0% ในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งไปถึง 9%
2.ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
AI ไม่ใช่เพียงแค่กระแส แต่เป็นตัวขับเคลื่อนกำไรของตลาดหุ้นโลกในปัจจุบัน สะท้อนจากหุ้นในกลุ่ม AI Infrastructure มีการเติบโตของกำไรเฉลี่ยสูงถึง 55% ในขณะที่กำไรของ S&P 500 เติบโตเพียง 7% เท่านั้น ส่งผลให้การขึ้นของตลาดหุ้นเกิดภาวะกระจุกตัวอยู่ในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นหลัก หากหุ้นตัวใดไม่เกี่ยวข้องกับ AI แทบจะไม่มีการปรับตัวขึ้นหรือขึ้นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกัน
ไม่เกิดฟองสบู่ AI ยังเติบโตได้ต่อ
สถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรม AI ยังไม่ถือว่าเป็นฟองสบู่ และยังมีโอกาสเติบโตไปได้ต่อ เนื่องจากมีกำไรและกระแสเงินสดรองรับจริง คือ บริษัทเทคโนโลยีในปัจจุบันมีกำไรและกระแสเงินสดที่จับต้องได้จริง ขณะที่ในยุค Dot-com หุ้นหลายตัวพุ่งสูงขึ้นเพียงเพราะการเปลี่ยนชื่อบริษัทให้มีคำว่า “อินเทอร์เน็ต” ทั้งที่ยังไม่มีรายได้ และหุ้นกลุ่มที่ขับเคลื่อน AI ยังมีราคาที่ไม่สูง เช่น กลุ่ม Memory มี P/E เฉลี่ยไม่ถึง 10 เท่า
ขณะที่ซัพพลายของหน่วยความจำผลิตไม่ทันต่อความต้องการ โดยคาดการณ์ว่าโรงงานใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาเพิ่มกำลังการผลิตจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงปี 2028 ทำให้ในช่วงปี 2026-2027 ยังคงเป็นโอกาสเติบโตที่สำคัญของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้เนื่องจากสภาวะขาดแคลนยังคงอยู่
แม้จะมีการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุน (CAPEX) จากกลุ่ม Hyper-scaler เช่น Microsoft, Google, Facebook และ Amazon ที่สูงถึง 7-8 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ และคาดว่าจะแตะ 1-2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2028-2030 แต่ก็ยังมีความกังวลว่าซัพพลายที่จะเข้ามาในปี 2028 อาจจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น
นอกจากนี้ วิวัฒนาการของ AI กำลังก้าวข้ามจากการเป็นเพียง Chatbot ไปสู่ Agentic AI ซึ่งเป็น AI ที่สามารถตัดสินใจและดำเนินการแทนมนุษย์ได้ เช่น การวางแผนท่องเที่ยว จองตั๋วเครื่องบิน หรือจองโรงแรมตามเงื่อนไขที่กำหนด การที่ AI สามารถทำงานที่ซับซ้อนและตัดสินใจแทนเราได้ จำเป็นต้องใช้หน่วยความจำที่มากกว่าเดิมหลายเท่า เพื่อรองรับการประมวลผลและการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่
ชูธีมลงทุน AI Infrastructure
สำหรับการลงทุนในประเทศไทย MFC ได้มีการเปิดตัวกองทุนที่เน้นลงทุนใน AI Infrastructure โดยเฉพาะ จำนวน 4 กองทุน ประกอบด้วย
- กองทุน M- MEM เจาะลงทุนใน Memory Chip ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการ HBM, DRAM และ NAND เป็นกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้โดดเด่นที่สุด โดยตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุนในช่วงต้นเดือน เม.ย.2569 (ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน) NAV ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10 บาท ไปอยู่ที่ 23 บาท คิดเป็นผลตอบแทนประมาณ 130%
- กองทุน MGTECH ได้ประโยชน์จาก supply chain เทคโนโลยีทั่วโลก ครอบคลุมหลายชั้นของ AI Ecosystem ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 55%
- กองทุน MATECH เน้นผู้ผลิตชิปและเทคโนโลยีฝั่งเอเชีย ซึ่งเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเน้นการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี ทำผลตอบแทน YTD ณ สิ้นเดือน พ.ค.2569 อยู่ที่ 37%
- กองทุน MRENEW ลงทุนใน Investment Themes 3 ธีม ได้แก่ Clean Energy, Energy Efficiency และ Clean Transportation จากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในยุค AI
นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ที่จะมีการออกกองทุนที่ลงทุนใน AI Infrastructure ออกมาใหม่ในปี 2569







