สำรวจ “ตึกร้างแสนล้าน” สุสานคอนกรีต ความสูญเปล่าที่กัดกินเศรษฐกิจและโอกาส
ปัญหาตึกร้างแสนล้านจของประเทศไทย ไม่ใช่แค่เรื่องของความสูญเสียทางการเงิน แต่คือบททดสอบความรับผิดชอบและความจริงใจของภาครัฐในการใช้เงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์!
KEY
POINTS
- ปัญหาตึกร้างของหน่วยงานรัฐทั่วประเทศสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าประเมินกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสมหาศาลในการพัฒนาประเทศด้านอื่นที่จำเป็น
- ต้นตอของปัญหาเกิดจากความล้มเหลวเชิงระบบที่ขาดหน่วยงานตรวจสอบกลาง ทำให้เกิด "สุญญากาศแห่งความรับผิดชอบ" ประกอบกับวัฒนธรรมราชการที่นิยมสร้างอาคารขนาดใหญ่หรูหราเกินความจำเป็น
- การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการล้มเหลว ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การหักหัวคิว การเรียกรับสินบน และการที่ผู้รับเหมาทิ้งงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เติบโตได้เพราะขาดความโปร่งใสและระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง
ปัญหาระดับ "แสนล้านบาท" ของตึกร้าง สามารถเติบโตขึ้นได้อย่างเงียบเชียบในเงามืดของระบบราชการ กลไกการตรวจสอบที่แตกกระจายนี้จงใจสร้าง "สุญญากาศแห่งความรับผิดชอบ" ที่ซึ่งความเสียหายระดับหมื่นล้านแสนล้านกลายเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีเจ้าของ
ภาพสะท้อนความฟุ่มเฟือยจากภาษีประชาชน
ทั่วประเทศไทยมีอาคารราชการที่ถูกสร้างและทิ้งร้างกระจัดกระจายอยู่ราวกับ "สุสานคอนกรีต" ประเมินมูลค่าความเสียหายรวมกันไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท ตัวเลขมหาศาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงซากปรักหักพังที่ไร้ค่า แต่คือ “......” ความว่างเปล่าของปัญหาที่สะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของประเทศ
คือสัญลักษณ์ของการบริหารงบประมาณที่ผิดพลาด และคือการปล้นโอกาสในการพัฒนาประเทศอย่างซึ่งๆ หน้า เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนที่ควรจะถูกนำไปสร้างอนาคต กลับถูกแช่แข็งอยู่ในโครงการที่ล้มเหลวโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบ บทความนี้จะเจาะลึกถึงต้นตอของปัญหา ตั้งแต่จุดบอดเชิงระบบ วัฒนธรรมรัฐราชการ ไปจนถึงช่องโหว่ของการคอร์รัปชัน พร้อมสำรวจผลกระทบทางเศรษฐกิจที่กัดกร่อนประเทศ และเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อหยุดวงจรความสูญเปล่านี้ให้ได้
แต่ก่อนจะไปถึงทางออก เราต้องเผชิญหน้ากับขนาดของความเละเทะที่แท้จริงเสียก่อน ขนาดที่น่าตกใจว่าไม่มีหน่วยงานรัฐใดเคยคิดจะวัดอย่างเป็นทางการ โพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนมาสำรวจต้นตอของเรื่องนี้กัน...
ขอบเขตของปัญหา การสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้และไร้การตรวจสอบ
การทำความเข้าใจขนาดของปัญหาตึกร้างทั่วประเทศคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่มีใครทราบตัวเลขความเสียหายที่แท้จริง ซึ่งอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก ข้อมูลที่มีอยู่เป็นเพียงภาพตัวอย่างที่กระจัดกระจาย แต่ก็เพียงพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความเสียหายมหาศาลที่เกิดขึ้น
โครงการเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น
- สำนักงาน กสทช. จังหวัดนนทบุรี มูลค่าโครงการสูงถึง 2,643 ล้านบาท แต่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่ปี 2562 และยังคงสร้างไม่เสร็จ
- พิพิธภัณฑ์หอยสังข์ จังหวัดสงขลา ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 17 ปี แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ด้วยงบประมาณ 1,400 ล้านบาท
- อาคารที่ทำการศาลแขวงพระนครเหนือ ผู้รับเหมาทิ้งงาน ทั้งที่เบิกงบประมาณไปแล้วกว่า 1,377 ล้านบาท
- สำนักงานเขตบาดกระบัง ถูกทิ้งร้างด้วยมูลค่าโครงการ 495 ล้านบาท
- อาคารศูนย์สาธิตฯ กรมควบคุมโรค เป็นอีกหนึ่งโครงการมูลค่า 480 ล้านบาท ที่ถูกปล่อยให้รกร้าง
ตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น ยังมีโครงการย่อยๆ อีกนับไม่ถ้วนที่ถูกทิ้งร้างทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสนามกีฬา พิพิธภัณฑ์ โรงเรียน หรือแม้กระทั่งระบบประปาชุมชน สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงการใช้งบประมาณอย่างไม่คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริง
ดร. มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ประเมินว่า เมื่อรวมมูลค่าโครงการที่สร้างเสร็จแต่ไม่ได้ใช้งาน, โครงการที่สร้างไม่เสร็จ, และงบประมาณผูกพันที่บานปลาย ทำให้มูลค่าความเสียหายโดยรวมอาจแตะหลัก "แสนล้านบาท" ได้อย่างไม่ยากเย็น อุปสรรคสำคัญที่สุดในการรับมือกับปัญหานี้คือ การขาดระบบตรวจสอบและฐานข้อมูลกลางที่ชัดเจน ทำให้สังคมไม่เคยเห็นภาพรวมของความสูญเสียทั้งหมด
ความสูญเสียมหาศาลที่ไร้การประเมินค่านี้ นำมาสู่คำถามสำคัญว่า อะไรคือความล้มเหลวเชิงระบบและแรงจูงใจทุจริตที่ปล่อยให้ความสูญเปล่าระดับนี้กลายเป็นเรื่องปกติ?
1.
ต้นตอแห่งความล้มเหลว การบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ วัฒนธรรม และการคอร์รัปชัน
ปัญหาตึกร้างไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลพวงจากปัจจัยที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกจนกลายเป็น "พายุที่สมบูรณ์แบบ" (Perfect Storm) ตั้งแต่จุดบอดในกระบวนการงบประมาณ วัฒนธรรมองค์กรของหน่วยงานรัฐที่เน้นความใหญ่โต ไปจนถึงช่องโหว่เชิงโครงสร้างที่เอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ
- จุดบอดเชิงระบบ เมื่อไม่มีใครต้องรับผิดชอบ
คุณศิริกัญญา ตันสกุล สส. ผู้มีประสบการณ์ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ชี้ให้เห็นว่า ในกระบวนการพิจารณางบประมาณนั้น คณะกรรมาธิการฯ แทบมองไม่เห็นปัญหาตึกร้าง เนื่องจากเป็นการพิจารณางบประมาณเป็นรายปี และจะเห็นเฉพาะโครงการที่ "ขอใหม่" เท่านั้น หากไม่มีการซักถามอย่างเจาะจง ก็จะไม่มีข้อมูลว่าโครงการเก่าที่เคยอนุมัติงบไปแล้วมีความคืบหน้าอย่างไรหรือถูกทิ้งร้างหรือไม่
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพในการตรวจสอบภาพรวมโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือกรมบัญชีกลาง ต่างก็เห็นข้อมูลเพียงส่วนเดียว ภาวะตาบอดเชิงระบบดังที่คุณศิริกัญญาชี้ให้เห็นนี้เอง ที่สร้างสุญญากาศทางข้อมูลซึ่งเอื้อให้ปัญหา "แสนล้านบาท" ที่ ดร. มานะ ประเมินไว้ สามารถเติบโตขึ้นได้อย่างเงียบเชียบในเงามืดของระบบราชการ
กลไกการตรวจสอบที่แตกกระจายนี้จงใจสร้าง "สุญญากาศแห่งความรับผิดชอบ" ที่ซึ่งความเสียหายระดับหมื่นล้านกลายเป็นความผิดพลาดที่ไม่มีเจ้าของ
- วัฒนธรรมรัฐราชการ ค่านิยม "ตึกใหญ่" และความฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น
อีกหนึ่งรากเหง้าของปัญหาคือค่านิยมของหน่วยงานรัฐที่มองว่า การมีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่โตและหรูหรา คือ "หน้าเป็นตา" และเป็น "สิทธิ์ที่พึงมี" (Entitlement) โดยไม่ได้ยึดโยงกับประโยชน์ใช้สอยจริง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีการสร้างอาคารของสำนักปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ใช้งบประมาณสูงถึง 4,000 ล้านบาท สำหรับบุคลากรเพียง 1,000 คน และยังมีความพยายามของบประมาณเพิ่มเติมในส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงเกินจริง แนวคิดเช่นนี้สะท้อนถึงการวางแผนที่ตอบสนองความต้องการขององค์กรมากกว่าประโยชน์ของประชาชน นำไปสู่การใช้งบประมาณอย่างฟุ่มเฟือยและเกินความจำเป็น วัฒนธรรมเช่นนี้ได้แปรเปลี่ยนเงินภาษีของประชาชนให้กลายเป็นเครื่องมือสนอง "โครงการเสริมบารมี" ของระบบราชการ ที่ตัดขาดจากการรับใช้สาธารณชนโดยสิ้นเชิง
- ช่องโหว่ของการคอร์รัปชัน กลไกแสวงหาผลประโยชน์บนซากอาคาร
กระบวนการก่อสร้างของภาครัฐเต็มไปด้วยช่องโหว่ที่เปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตในหลากหลายรูปแบบ ดังที่ ดร. มานะ ได้อธิบายไว้ ดังนี้
- การขายต่องานและหักหัวคิว ผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีเส้นสายชนะการประมูล แล้วขายงานต่อเป็นทอดๆ มีการหักเปอร์เซ็นต์ในทุกขั้นตอน จนผู้รับเหมารายสุดท้ายได้งานที่ไม่คุ้มทุน จึงเลือกที่จะทิ้งงานไปในที่สุด
- การสอดไส้แผนคอร์รัปชัน ผู้มีอำนาจในหน่วยงานรัฐอาจสอดไส้แผนการทุจริตไว้ในโครงการตั้งแต่ต้น เพื่อหาช่องทางเบิกจ่ายงบประมาณโดยมิชอบ
- การทิ้งงานหลังชนะประมูล ผู้รับเหมาบางรายจงใจกดราคาเพื่อเอาชนะการประมูล จากนั้นจึงลดสเปควัสดุเพื่อทำกำไร หรือเบิกเงินงวดล่วงหน้าพร้อมจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่ แล้วจึงทิ้งงาน
- การเรียกรับสินบน เจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มเรียกรับสินบนในทุกขั้นตอนของกระบวนการ ตั้งแต่ค่าควบคุมงาน ค่าตรวจรับงาน ค่าดำเนินการวางบิล ไปจนถึงค่ารับเช็ค ทำให้ผู้รับเหมารายย่อยที่ได้กำไรไม่มากต้องขาดทุนและจำใจทิ้งงาน
วัฒนธรรม "สิทธิ์ที่พึงมี" เติบโตได้เพราะ "สุญญากาศแห่งความรับผิดชอบ" ซึ่งในทางกลับกันก็เปิดช่องให้กลไก "คอร์รัปชัน” สามารถทำงานได้อย่างไร้การตรวจสอบ ทั้งสามปัจจัยนี้จึงทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ สร้างวงจรของปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และนำไปสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล
2.
ผลกระทบและความสูญเสีย ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่าย
ผลกระทบของปัญหาตึกร้างนั้นมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าแค่ตัวเงินงบประมาณที่จมหายไป แต่มันคือ "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" (Opportunity Cost) ครั้งใหญ่ของประเทศชาติในการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน
- ความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรง
เงินภาษีของประชาชนหลักแสนล้านบาทที่จมอยู่กับซากอาคารร้าง ควรจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านสาธารณสุขเพื่อเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาล การพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างอนาคตของชาติ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่จำเป็น หรือแม้กระทั่งการอัดฉีดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะชะลอตัว ความสูญเสียนี้จึงเป็นการตัดโอกาสของประเทศโดยตรง
- การสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ
ในระยะยาว ปัญหาตึกร้างได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อภาครัฐอย่างรุนแรง มันสะท้อนภาพการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ ขาดความรับผิดชอบ และเต็มไปด้วยช่องโหว่ของการทุจริต ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ การกัดกร่อนความเชื่อมั่นนี้สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดในคำกล่าวทิ้งท้ายของ ดร. มานะ ที่ว่า "ประเทศไทยไม่ได้จน" ชาติมีทรัพยากรเพียงพอ แต่ทรัพยากรเหล่านั้นกลับถูกสูบเลือดอย่างเป็นระบบผ่านการคอร์รัปชันและความไร้ประสิทธิภาพที่น่ารังเกียจ เป็นการปล้นการพัฒนาที่ประชาชนจ่ายภาษีเพื่อให้เกิดขึ้นไปอย่างซึ่งหน้า
ความเสียหายนั้นชัดเจน คำถามคือเจตจำนงทางการเมืองที่จะรื้อถอนระบบที่สร้างปัญหานี้ขึ้นมานั้นมีอยู่จริงหรือไม่ โชคดีที่ทางออกที่เป็นรูปธรรมนั้นไม่ได้ไกลเกินเอื้อม
- ข้อเสนอแนะเพื่อทางออก สร้างกลไกความรับผิดชอบและความโปร่งใส
การแก้ไขปัญหาตึกร้างต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็ง การสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใส และการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน แม้ปัญหาจะดูใหญ่และซับซ้อน แต่ก็มีแนวทางที่เป็นรูปธรรมซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ทันที โดยสรุปจากข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญได้ดังนี้
- ผู้นำรัฐบาลต้องเป็นเจ้าภาพ นายกรัฐมนตรีต้องประกาศเป็น นโยบายที่ชัดเจน ในการจัดสรรงบประมาณประจำปี โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานทบทวนความจำเป็นในการก่อสร้างอาคารใหม่ เน้นความคุ้มค่า และลดความฟุ่มเฟือยอย่างจริงจัง
- จัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบ (เจ้าภาพ) ที่ชัดเจน ควรมีการตั้งคณะกรรมการหรือมอบหมายให้หน่วยงานกลางที่มีศักยภาพ ทำหน้าที่ สำรวจและรวบรวมข้อมูล อาคารราชการร้างทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นภาพรวมของปัญหาทั้งหมด สามารถวิเคราะห์สาเหตุ และวางแผนแก้ไขได้อย่างตรงจุด
- สร้างความโปร่งใสและเปิดเผยข้อมูล ควรนำข้อมูลความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างทุกขั้นตอน (หลังการจัดซื้อจัดจ้าง) เข้าสู่ ระบบ EGP และเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม สามารถร่วมตรวจสอบได้ตลอดกระบวนการ การทำเช่นนี้จะช่วยสร้าง "ตานับล้านคู่" ขึ้นมาเฝ้าระวังการใช้งบประมาณของภาครัฐ
- สร้างเงื่อนไขความรับผิดชอบ ออกมาตรการที่ชัดเจนและมีผลในทางปฏิบัติ เช่น กำหนดให้หน่วยงานที่มีโครงการก่อสร้างค้างคาและยังสร้างไม่เสร็จ "ห้ามของบประมาณเพื่อสร้างโครงการใหม่" โดยเด็ดขาด จนกว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาโครงการเดิมให้แล้วเสร็จ มาตรการนี้จะสร้างแรงกดดันให้ผู้บริหารหน่วยงานต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
- ทบทวนโครงการที่ส่วนกลางผลักดันสู่ท้องถิ่น ก่อนอนุมัติโครงการที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในต่างจังหวัด เช่น สนามกีฬา พิพิธภัณฑ์ หรือศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ต้องมีการ สอบถามความต้องการของคนในพื้นที่ อย่างแท้จริง เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการนั้นจะเกิดประโยชน์และไม่กลายเป็นภาระให้ท้องถิ่นต้องดูแลในท้ายที่สุด
ข้อเสนอเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการทลายวงจรความสูญเปล่าที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
บทสรุป เปลี่ยนซากปรักหักพังให้เป็นบทเรียนเพื่ออนาคต
ปัญหาตึกร้างแสนล้านไม่ใช่แค่เรื่องของความสูญเสียทางการเงิน แต่คือบททดสอบความรับผิดชอบและความจริงใจของภาครัฐในการใช้เงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ การปล่อยให้ปัญหานี้ดำรงอยู่ต่อไปคือการยอมรับความพ่ายแพ้ต่อความไร้ประสิทธิภาพและการคอร์รัปชัน การลงมือแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดงบประมาณมหาศาลที่สามารถนำไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ได้ แต่ยังเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน และที่สำคัญที่สุด มันคือการทวงคืนงบประมาณและโอกาสที่ถูกปล้นไป เพื่อสร้างอนาคตที่ประชาชนสมควรได้รับ ไม่ใช่อนาคตที่ข้าราชการปรารถนา
สรุปชัดๆ สาเหตุความสูญเสียจากโครงการก่อสร้างที่ถูกทิ้งร้างทั่วประเทศกว่า 100,000 ล้านบาท
1.การสะสมของโครงการที่ล้มเหลวต่อเนื่องหลายทศวรรษ งบประมาณผูกพันที่บานปลาย สร้างไม่เสร็จ-ไปต่อไม่ได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่-กลุ่มที่สร้างเสร็จแล้วแต่ถูกทิ้งร้าง และกลุ่มที่สร้างไม่เสร็จแต่เบิกงบไปแล้ว
2. ค่านิยมความฟุ่มเฟือยและ "สิทธิที่พึงมี" (Entitlement) ข้าราชการจำนวนมากมีค่านิยมว่าต้องมีอาคารสำนักงานที่ ใหญ่โต โอ่อ่า หรูหรา และอลังการ เช่น อาคารที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 1,000 คน แต่ใช้เงินสร้างสูงถึง 4,000 ล้านบาท3
3. การสอดไส้งบประมาณส่วนเกิน เช่น ค่าวัสดุอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงเกินจริง ทำให้ต้นทุนก่อสร้างต่อตารางเมตรที่สูงกว่าเอกชน
4. วงจรการทิ้งงานจากระบบ "กินหัวคิว" เอกชนรายใหญ่ที่มีเส้นสายประมูลงานได้ นำไปขายต่อเป็นทอดๆ โดยหักเปอร์เซ็นต์ไว้ ทำให้ผู้รับเหมาคนสุดท้ายที่ทำงานจริงเหลือเงินไม่พอจนต้องทิ้งงาน แถมเอกชนยังถูกเจ้าหน้าที่รัฐ รีดไถส่วย ในทุกกระบวนการ
5. ช่องโหว่ในระบบงบประมาณและการตรวจสอบ – ไม่เห็นข้อมูลในห้องงบประมาณ ปิดบังข้อมูลหลังการจัดซื้อและที่สำคัญขาดเจ้าภาพในการตรวจสอบ
6. โครงการยัดเยียดจากส่วนกลาง เช่น นำงบไปสร้างสนามกีฬาหรือพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่โดย ไม่ถามความต้องการของท้องถิ่น เมื่อสร้างเสร็จ ไม่มีงบประมาณหรือคนดูแลต่อ จนกลายเป็นภาระและถูกทิ้งร้างไปในที่สุด
โดยสรุป งบประมาณมหาศาลนี้ไม่ได้หายไปในครั้งเดียว แต่เป็นการรั่วไหลผ่านงบผูกพันที่ยืดเยื้อ บวกกับราคาการก่อสร้างที่สูงเกินจริงจากค่านิยมความหรูหรา และการคอร์รัปชันที่กัดกินงบประมาณจนโครงการไปไม่ถึงฝั่งฝัน...
ที่มา: The Standard: ตึกร้างแสนล้าน ความฟุ่มเฟือยที่สูญเปล่าจากภาษีประชาชน
https://www.youtube.com/watch?v=_ZRPxAmWxZ8
กรุงเทพธุรกิจ: สเปคเทพเป็นเหตุ! ตึกใหม่กสทช. 2,600 ล้านบ.สร้าง 6 ปีไม่เสร็จ


