posttoday

"ปณต สิริวัฒนภักดี" โชว์โมเดลเปลี่ยนกรุงเทพฯ สู่เมืองสีเขียว

04 ธันวาคม 2568

เปลี่ยนกรุงเทพฯ สู่เมืองสีเขียว "ปณต สิริวัฒนภักดี" ชี้โลกร้อนแตะจุดวิกฤต โชว์แนวคิดพัฒนาเมือง เพิ่มร่มเงาจากต้นไม้–ลดคอนกรีต–ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ -พาระบบรางเข้าชุมชน

นายปณต สิริวัฒนาภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด กล่าวในงาน SUSTAINABILITY FORUM 2026 Shift Forward: Overcoming Challenges ว่า ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ มวลมนุษยชาติกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง พืชและสัตว์หลายชนิดกำลังเผชิญความเสี่ยงสูญพันธุ์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

แม้โลกจะมี “ข้อตกลงปารีส” เป็นกรอบเป้าหมาย แต่ทิศทางโลกร้อนในปัจจุบันกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่มนุษย์ควบคุมได้ เราไม่ได้มองว่า "อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่อีกต่อไป แต่กำลังมองว่า “จะหยุดไม่ให้เกิน 2 หรือ 2.5 องศาได้อย่างไร” เพราะหากอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 2 องศาจะทำให้

  • สัตว์สูญพันธุ์เพิ่มขึ้นราว 18%
  • พืชสูญพันธุ์เพิ่มขึ้นราว 16%
  • แนวปะการังน้ำลึกอาจหายไปมากถึง 99%

 

ตัวเลขเหล่านี้ย้ำชัดว่า ปัญหาโลกร้อนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสภาพอากาศ แต่เป็นวิกฤตที่กระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั่วโลก

 

6 กลยุทธ์ความยั่งยืนของกลุ่มเฟรเซอร์ส

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ กลุ่มเฟรเซอร์สได้วาง 6 เส้นทาง (Tracks) สู่ความยั่งยืน ได้แก่

  1. Decarbonization :การลดคาร์บอน เดินหน้าลดการปล่อยใน Scope 1–2 และขยายสู่ Scope 3 ซึ่งท้าทายที่สุด เพราะต้องสร้างระบบนิเวศพลังงานทดแทนครบวงจร
  2. Renewable Energy :พลังงานหมุนเวียนตั้งเป้า 215 เมกะวัตต์ ปัจจุบันทำได้ 32 MW (เฉพาะอาคาร) และเชื่อมเข้าระบบรวมแล้ว 78 MW
  3. Climate Resilience :ความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศประเมินความเสี่ยงของทรัพย์สินทั่วโลก ทั้งแผ่นดินไหว สภาพภูมิอากาศ และต้นทุนทรัพยากร เพื่อรับมือ Physical Risk
  4. Certification: มาตรฐานอาคารสากลสินทรัพย์เกือบทั้งหมดอยู่ระหว่างขอการรับรองมาตรฐานระดับโลก ซึ่งสำคัญต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่
  5. Responsible Sourcing :การจัดหาอย่างรับผิดชอบเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานครบ 100% และรับรองซัพพลายเออร์แล้ว 75%
  6. Nature: ระบบนิเวศเมือง วางกรอบงานเพื่อจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

 

นายปณตย้ำว่า เป้าหมายเหล่านี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้จริง แต่บางเรื่อง เช่น การใช้พลังงานทดแทน 100% ยังต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ รวมถึงกลไกด้านราคาที่เอื้อต่อการใช้พลังงานสะอาด ไม่ใช่เพียงพลังของภาคเอกชนอย่างเดียว

 

ทั้งนี้ ในบทบาทของอสังหาริมทรัพย์ต่อโลก การพัฒนาพื้นที่เมือง (Urban Space) มีผลต่อภาวะโลกร้อนถึง 70% และภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างและอาคาร (Building and Urban Space) มีบทบาทต่อภาวะโลกร้อนถึง 40%

 

"ปณต สิริวัฒนภักดี" โชว์โมเดลเปลี่ยนกรุงเทพฯ สู่เมืองสีเขียว

ความท้าทายของกรุงเทพฯ ในฐานะเมกะซิตี้

นายปณตกล่าวว่า กรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 37 เมืองขนาดใหญ่ของโลกที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคน จึงเป็นโจทย์ท้าทายว่าทำอย่างไรให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี เศรษฐกิจเติบโต และเมืองขยายตัวอย่างยั่งยืน เพราะกรุงเทพฯ ยังเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิอากาศสูง ทั้ง PM 2.5 จากการคมนาคม อุตสาหกรรม ไปจนถึงปัญหาน้ำทะเลหนุน ซึ่งทำให้ไทยติดหนึ่งใน 17 ประเทศกิกะซิตี้ที่มีความเสี่ยงน้ำทะเลสูงขึ้น และกรุงเทพฯ ยังไม่มีแผนรองรับครบถ้วน หากปล่อยไว้จะกระทบพื้นที่เศรษฐกิจในอนาคต

 

นายปณตย้ำว่าต้องมีความร่วมมืออย่างบูรณาการจากผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร หน่วยงานรัฐ และทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างควบคุมน้ำและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพราะน้ำทะเลหนุนกำลังส่งผลกระทบต่อแม่น้ำเจ้าพระยาและภาคเกษตร

 

กรุงเทพฯ กับปัญหาเกาะความร้อนและพื้นที่สีเขียว

ทั้งนี้ นายปณตกล่าวต่อว่า กรุงเทพฯ มีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่รอบนอกถึง 2.8 องศาเซลเซียส ส่งผลต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และต้นทุนพลังงานของเมือง วิธีแก้ที่ “ถูกที่สุดและถูกต้องที่สุด” คือเพิ่มพื้นที่สีเขียว

 

ตามมาตรฐานสากล เมืองควรมีพื้นที่สีเขียว 9 ตารางเมตรต่อคน แต่กรุงเทพฯ มีเพียง 8.19 ตารางเมตรต่อคน และหากตัดพื้นที่ทุ่งนาในปริมณฑลออก ตัวเลขจริงอาจเหลือเพียง 3–4 ตารางเมตร ต่อคนเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียนอย่างมาก เช่น เวียดนามมี 105 ตารางเมตรต่อคน และสิงคโปร์มี 66 ตารางเมตรต่อคน ดังนั้นจึงต้องเร่ง

  • เพิ่มร่มเงาต้นไม้
  • ลดพื้นที่คอนกรีต
  • ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ปรับระบบนิเวศเมืองให้รับมือสภาพภูมิอากาศได้ดี

 

"ปณต สิริวัฒนภักดี" โชว์โมเดลเปลี่ยนกรุงเทพฯ สู่เมืองสีเขียว

โครงสร้างพื้นฐานกรุงเทพฯ และอนาคตเมือง

ปัจจุบันกรุงเทพฯ ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่อง  ปัจจุบันมีเส้นทางรถไฟฟ้า 11 เส้นทาง รวมระยะทางกว่า 320 กม. เทียบได้กับกรุงโตเกียวที่มีระบบราง 304 กม. แต่มีผู้โดยสารถึง 7.9 ล้านเที่ยวต่อวัน ขณะที่กรุงเทพฯ มีผู้ใช้บริการเพียง 1.8 ล้านเที่ยวต่อวัน เพราะยังพึ่งพาถนนและรถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก

 

การพัฒนาเมืองในระยะต่อไปจึงต้องลดการพึ่งพาถนน และเพิ่มระบบรางและระบบขนส่งมวลชนคุณภาพสูง เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

 

การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่การ “ลดรถ” หรือ “เปลี่ยนจากรถใช้น้ำมันเป็นรถไฟฟ้า” เท่านั้น แต่คือการออกแบบเมืองให้ทุกระบบเชื่อมถึงกันผ่าน “คน” เป็นศูนย์กลาง การเดินเท้า ชุมชนที่เข้มแข็ง และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเชื่อมโยงอย่างแท้จริง

 

ทั้งนี้กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนมากที่สุดในโลก แซงหน้าประเทศใหญ่อย่างฝรั่งเศสด้วยซ้ำ แต่ยังไม่ใช่ “เมืองที่ดีที่สุด” เท่าที่ควรจะเป็น เพราะยังเผชิญหลายปัญหา เช่น

  • ขาด Walking Street ที่แท้จริง
  • เข้าสู่สังคมสูงวัย
  • ความเหลื่อมล้ำ
  • มลพิษทางอากาศ
  • พื้นที่สีเขียวยังไม่เพียงพอ
  • ความเสี่ยงน้ำท่วม
  • การจราจรติดขัด

 

โอกาสเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเชื่อมโยงกันมากขึ้น-รัฐ เอกชน และชุมชนต้องร่วมกันพัฒนาอย่างบูรณาการ และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องเป็น “ตัวจุดประกาย” ที่ต่อยอดให้ทุกระบบของเมืองเชื่อมกันได้จริงและยั่งยืน

 

การพัฒนาโครงการพระราม 4 คอร์ริดอร์

นอกจากนี้ นายปณต ยังได้ยกตัวอย่าง การพัฒนาโครงการบนถนนพระราม 4 คอร์ริดอร์ ซึ่งถือเป็นเส้นแกนหลักที่เชื่อมโยงทั้งมหานครและเชื่อมต่อรถไฟฟ้า 11 สาย การพัฒนานี้เริ่มต้นจากการเข้าบริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) มานานกว่า 20 ปี

 

โครงการบนถนนพระราม 4 ได้ถูกออกแบบโดยเน้นการเชื่อมโยงและลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว มีการทำ Innovation Corridor ร่วมกับจุฬาฯ สภากาชาด และมีการใช้เทคโนโลยี "Smart" และ "Digitalization" โดยมีการติดตั้งกล้องกว่า 5,000 ตัว และเซ็นเซอร์เก็บข้อมูลมากกว่า 280 ตัว เพื่อใช้ในการตัดสินใจและบริหารจัดการด้านพลังงาน คุณภาพชีวิต และความปลอดภัย

 

โครงการของกลุ่มฯ ได้เน้นการสร้างพื้นที่สีเขียวอย่างถาวร มีการสร้างพันธุ์พืชใหม่กว่า 100 ชนิดที่ไม่เคยมีในเมืองมาก่อน เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) การลงทุนในมาตรฐานอาคารระดับสูง เช่น Well Standard Building (ซึ่งมีอาคารประเภทนี้ไม่เกิน 500 แห่งทั่วโลก) ทำให้โครงการสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้ 

 

นอกจากนี้การใช้ระบบพลังงานส่วนกลาง และการรีไซเคิลน้ำ ช่วยให้โครงการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 21% และลดการใช้พลังงานและน้ำได้กว่า 25% เมื่อเทียบกับอาคารทั่วไป ดังนั้นการสร้างความยั่งยืนจึงเป็น "Local Action" เพื่อ "Global Impact" ที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการจากทุกภาคส่วน

 

ข่าวล่าสุด

กาง 6 มิติ "ปชป." เสนอแก้ปัญหา PM2.5 เร่งด่วน กดดันยื่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด