ครม.ใหม่ไม่ใช่ที่ฝึกงาน นายกฯอนุทินชู KPI สู้ 4 วิกฤตสยบกระแสลูกเทพ
นายกฯ อนุทินเตรียมนำทีม 35 รัฐมนตรีเร่งแก้เศรษฐกิจ-ความเชื่อมั่น ยันไร้ช่วงทดลองงาน พร้อมตั้งคณะกรรมการคุมราคาน้ำมันด่วน หวังลบภาพลักษณ์รัฐบาลทายาทการเมือง
KEY
POINTS
- ล้างภาพลักษณ์ทายาทการเมือง: นายกฯ อนุทินประกาศชัด ครม. ชุดใหม่ต้องทำงานทันทีโดยไม่มีช่วงฝึกงาน เพื่อพิสูจน์ผลงานสยบกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องรัฐมนตรี "ลูกเทพ" และกลุ่มบ้านใหญ่
- เผชิญ 4 วิกฤตรุมเร้า: รัฐบาลต้องรับมือวิกฤตศรัทธา เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความยุติธรรม โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่ถูกมองว่าอาจรุนแรงและซับซ้อนยิ่งกว่าช่วงโควิด-19
- มาตรการเร่งด่วนและ KPI: ใช้ระบบวัดผลด้วย KPI และยุทธศาสตร์การปฏิรูป (Transform) พร้อมตั้งคณะกรรมการคุมต้นทุนน้ำมันให้เห็นผลใน 15 วัน เพื่อกู้ความเชื่อมั่นจากประชาชนโดยเร็วที่สุด
ฝ่าวิกฤตศรัทธา: เมื่อ "รัฐบาลลูกเทพ" ต้องพิสูจน์ฝีมือทันที
ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี "อนุทิน 2" เผชิญกับความท้าทายด้านความเชื่อมั่นอย่างหนักตั้งแต่วันแรก เนื่องจากปรากฏรายชื่อรัฐมนตรีหน้าใหม่ถึง 14คน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกขนานนามว่าเป็นกลุ่ม "ลูกเทพ" หรือทายาทจากตระกูลการเมือง "บ้านใหญ่" อาทิ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (บุตรชายมนัญญา ไทยเศรษฐ์) และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (บุตรชายอดีตนายกฯสมชาย) การที่รัฐบาลประกอบด้วยบุคคลที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งเสนาบดีมาก่อนจำนวนมาก ทำให้เกิดคำถามถึงความสามารถในการบริหารบ้านเมืองท่ามกลางมรสุมรอบด้าน
นายกรัฐมนตรีจึงต้องออกโรงเน้นย้ำแข็งกร้าวว่า "ครม. ชุดนี้ไม่ใช่เวทีสำหรับฝึกงานหรือทดลองงาน" เพื่อส่งสัญญาณว่าแม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ทุกคนต้องเริ่มปฏิบัติหน้าที่ทันทีโดยไม่มีช่วง "ฮันนีมูน" หรือเวลาพักฟื้นทางการเมือง เนื่องจากประชาชนกำลังจับตาดูว่าการแต่งตั้งครั้งนี้เป็นการตอบแทนบุญคุณกลุ่มทุนและกลุ่มการเมือง หรือเป็นการคัดเลือกคนมาทำงานเพื่อ "ตอบแทนบุญคุณประชาชน" ตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ โดยมีเกณฑ์วัดผลผ่านดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) เป็นเครื่องการันตีตำแหน่ง
วิเคราะห์ 4 วิกฤตร้อน: โจทย์หินที่รุนแรงกว่ายุคโควิด-19
บริบทความยากลำบากที่รัฐบาลต้องเผชิญในขณะนี้แบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก คือ 1. วิกฤตศรัทธาต่อตัวบุคคลใน ครม. 2. วิกฤตเศรษฐกิจที่อาจรุนแรงกว่าช่วงโควิด-19 จากปัญหาราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ 3. วิกฤตความมั่นคงยุคใหม่ที่ซับซ้อน และ 4. วิกฤตความยุติธรรมสองมาตรฐานที่สังคมกำลังเคลือบแคลง โดยเฉพาะดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว (Transition) หากรัฐบาลไม่ปฏิรูปตัวเอง (Transform) ให้ทันท่วงที จะไม่สามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้
โดยเฉพาะในกระทรวงสำคัญอย่างมหาดไทย คมนาคม และเกษตรฯ ที่กลุ่มรัฐมนตรีหน้าใหม่เข้าไปดำรงตำแหน่ง รมช. ทั้งหมด ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลข้าราชการระดับสูงและงบประมาณมหาศาล "รัฐบาลต้องเปลี่ยนให้เร็วและตัดสินใจอย่างเฉียบพลัน ไม่ใช่การลองผิดลองถูก" ดร.เอกนิติระบุถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเศรษฐกิจที่จ่อปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าและราคาสินค้าบานปลายจนควบคุมไม่ได้
ยุทธศาสตร์เชิงรุก: มาตรการด่วนสยบไฟค่าครองชีพ
เพื่อตอบโต้ข้อครหาและแก้ไขปัญหาเร่งด่วน รัฐบาลได้ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ "3 คำ" คือ Target (เป้าหมายชัดเจน), Transition (ปรับตัวเร็ว) และ Transform (ปฏิรูปโครงสร้าง) ควบคู่ไปกับการตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยขีดเส้นตายให้รายงานผลภายใน 15 วัน เพื่อเข้าแทรกแซงค่าการกลั่นและค่าการตลาด หวังลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นด่านทดสอบแรกที่จะวัดว่า "รัฐมนตรีหน้าใหม่" มีศักยภาพเพียงพอหรือไม่
อนาคตของรัฐบาลชุดนี้ขึ้นอยู่กับการ "ฟื้นฟูศรัทธา" ผ่านผลงานในระยะสั้น หากกลุ่มรัฐมนตรีลูกเทพสามารถพิสูจน์ตนเองผ่าน KPI และแก้ปัญหาราคาน้ำมันได้ตามกำหนด จะช่วยลดแรงเสียดทานทางการเมืองได้มหาศาล แต่หากยังไม่สามารถสลัดภาพลักษณ์การเป็นตัวแทนบ้านใหญ่และขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจ วิกฤตศรัทธาที่ก่อตัวอยู่อาจกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลเผชิญกับทางตันเร็วกว่าที่คิด


